|
1.
ลักษณะของความเชื่อทางศาสนา
โดยทั่วไปความเชื่อทางศาสนาจะมีสถานะแตกต่างจากความเชื่ออื่น
คือเป็นความเชื่อที่ถือว่าจริงโดยไม่ต้องมีการอ้างหลักฐานสนับสนุน
หรือเป็นความเชื่อที่ไม่สามารถพิจารณาด้วยเหตุผล
ในทางศาสนาสิ่งที่ใช้รับประกันว่าความเชื่อชนิดนี้ว่าเป็นความจริงคือการมี
“ศรัทธา”
ต่อความเชื่อ ด้วยทัศนะเช่นนี้จึงทำให้ความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้ามีสถานะพิเศษกว่าความเชื่ออื่น
ดังที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ไบเบิ้ล
เช่น “ศรัทธาเป็นเครื่องประกันแห่งความหวัง
เป็นการเชื่อมั่นในสิ่งที่ไม่ได้เห็น” (ฮิบรู
11:1) “หากปราศจากศรัทธาแล้วเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า
เพราะว่าผู้ที่จะมาเฝ้าพระเจ้าได้นั้นต้องเชื่อว่าพระองค์มีอยู่
และเป็นผู้ประทานบำเหน็จให้แก่ผู้ที่แสวงหาพระองค์”
(ฮิบรู 11: 6) ศรัทธาจึงเป็นสิ่งที่ใช้รับประกันความเชื่อทางศาสนา
และทำหน้าที่เป็นเสมือนกับเสาหลักในการสนับสนุนความเชื่อทางศาสนา
ความจริงของความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้าเป็นความจริงในระดับที่เรียกว่า
“ความจริงระดับอุตรภาวะ”(transcendental truth)
ที่หมายถึงความจริงในระดับเหนือธรรมชาติ
หรือเป็นความจริงที่มีลักษณะเหนือกว่า
หรือเกินไปกว่าการรับรู้โดยประสบการณ์ปรกติ
มีความเชื่อว่าการรับรู้ความจริงในเชิงอุตรภาวะเป็นการรับรู้ได้เฉพาะในรูปแบบพิเศษ
เช่น การรับรู้ผ่านการเผยแสดงของพระเจ้าที่เรียกว่า
“วิวรณ์” (revelation)
มนุษย์จะสามารถรับรู้ความจริงลักษณะนี้ได้ก็ต่อเมื่อพระเจ้ามีประสงค์จะให้มนุษย์รับรู้เท่านั้น
การรับรู้การมีอยู่ของพระเจ้าในความหมายนี้จึงมีลักษณะลึกลับ
เหนือธรรมชาติ หรือดังที่เรียกว่าเป็นการรับรู้ในเชิง
“รหัสยะ” (mystical) จอห์น
คาลแวง (John Calvin) นักเทววิทยาคนสำคัญกล่าวถึงลักษณะของความรู้ทางศาสนาว่า “เมื่อพวกเรากล่าวถึงความรู้
เราไม่ได้หมายถึงความเข้าใจโดยทั่วไปเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ภายใต้การรับรู้ของมนุษย์
เพราะว่าศรัทธาเป็นสิ่งที่อยู่เหนือกว่าการรับรู้ที่จิตของมนุษย์จะสามารถบรรลุถึงได้
และพัฒนาถึงระดับนั้นได้
หรือถึงแม้ว่าจิตจะรับรู้ก็ไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่รับรู้นั้น”
(Konyndyk,
1986: 93)
จากแนวคิดดังกล่าวจึงมีข้อโต้แย้งว่า
หากความเชื่อทางศาสนาเป็นเพียงความเชื่อที่จริงสำหรับผู้ที่มีศรัทธา
หรือเฉพาะกับผู้ที่มีความเชื่ออยู่แล้ว
ซึ่งเป็นความเชื่อที่จริงในเชิงอัตวิสัย
(subjective
truth) เท่านั้น
แล้วความเชื่อนี้จะมีความแตกต่างอย่างไรกับความเชื่อของเด็กๆ
ที่มีความเชื่อว่า ซานตาคลอสหรือนางเงือกมีจริง
หรือจะสามารถแยกแยะความแตกต่างได้อย่างไรระหว่างความเชื่อของคนทั่วไปกับคนที่มีจิตผิดปรกติ
แนวคิดเรื่องการสนับสนุนความเชื่อทางศาสนาในรูปแบบนี้จึงอาจจะมีความเหมาะสมกับผู้ที่มีความเชื่อในทางศาสนาอยู่ก่อน
แต่จะมีปัญหาในการตอบข้อสงสัย
หรืออธิบายกับผู้ที่ไม่มีความเชื่ออยู่ก่อนให้สามารถเข้าใจและยอมรับได้
นอกจากการเข้าใจความหมายของศรัทธาในรูปแบบที่กล่าวถึง
ยังมีแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับความหมายของศรัทธาในอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่ได้แยกความเชื่อทางศาสนาจากเรื่องการใช้เหตุผลโดยสิ้นเชิง
หรือความหมายของศรัทธาไม่ได้มีนัยถึงการเชื่อมั่นแน่ใจโดยปราศจากความลังเลสงสัยต่อความจริงของความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้าเท่านั้น
ตัวอย่างเช่น แนวคิดเรื่องศรัทธาของนักบุญออกัสติน
(St. Augustine) ที่เห็นว่า
การใช้เหตุผลเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่อง หรือเชื่อมโยงกับ
“แรงดลใจทางศาสนา” (religious
impulse)
ในขั้นต้นผู้เชื่อจะต้องมีศรัทธาต่อการเปิดเผยความจริงในคัมภีร์ของศาสนา
หรือในประวัติศาสตร์ของชนชาติยิวว่าเป็น “ความจริง”
ก่อน (เช่น
ความเชื่อเกี่ยวกับการเนรมิตสร้างโลก บาปกำเนิด
การฟื้นคืนชีพ หรือการไถ่บาป
ซึ่งถือว่าเป็นความรู้ที่จำเป็นสำหรับการช่วยให้รอด)
หลังจากนั้นเหตุผลจะเป็นกระบวนการที่ช่วยให้มนุษย์สามารถทำให้เข้าใจความจริงทางศาสนาได้
ลำพังเพียงแต่การใช้เหตุผลอย่างเดียวจึงไม่สามารถพิสูจน์การมีอยู่ของพระเจ้าได้
แนวคิดแบบเทววิทยาธรรมชาติ (natural theology) ของนักบุญโธมัส อไควนัส
(St. Thomas Aquinas)
เป็นตัวอย่างที่สำคัญของแนวคิดในรูปแบบนี้
เขาอธิบายว่าความเชื่อทางศาสนาไม่ได้แยกออกอย่างเด็ดขาดจากการใช้เหตุผล
และได้นำการใช้เหตุผลแบบปรัชญามาพิสูจน์ความจริงของความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้า
รวมถึงทัศนะทางปรัชญาที่มีอยู่ เช่น ทัศนะทางปรัชญาของ
อริสโตเติล (Aristotle)
มาประยุกต์เพื่อใช้สนับสนุนความเชื่อทางศาสนา
ที่รู้จักกันคือข้อพิสูจน์การมีอยู่ของพระเจ้า 5
วิธี (โปรดดู
การอ้างเหตุผลยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้า/
Arguments for the
Existence of God) อไควนัสอธิบายถึงศรัทธาว่า
ลำพังแต่เพียงการใช้เหตุผลของมนุษย์นั้นสามารถรับรู้ได้แต่ความจริงในระดับธรรมชาติ
(natural truth)
ซึ่งเป็นความจริงที่เข้าใจได้โดยสภาวะการรับรู้อันจำกัดของมนุษย์
แต่หากมนุษย์ไม่ได้รับการเปิดเผยจากพระเจ้าก็จะไม่สามารถรับรู้ความจริงในระดับที่สูงขึ้นไปได้
เช่น ความจริงเกี่ยวกับลักษณะอันไม่จำกัด
หรือความจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของพระเจ้า
ศรัทธาจึงทำหน้าที่เป็นเหมือนกับ “เครื่องมือนำทาง”
ให้กับการใช้เหตุผลของมนุษย์ซึ่งมีสภาวะที่จำกัด
ให้สามารถรับรู้ความจริงในระดับที่เหนือธรรมชาติ (supernatural
truth) ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า
โดยทั่วไปกลุ่มของผู้ที่ยอมรับความเชื่อทางศาสนาว่าเป็นความจริงจะนิยมใช้ข้ออ้างที่เกี่ยวกับวิธีการในลักษณะของศรัทธาสนับสนุนความเชื่อทางศาสนาเป็นสำคัญ
แม้แต่ในทัศนะของเทววิทยาธรรมชาติก็ยังต้องถือว่าศรัทธาเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดสำหรับการยืนยันความจริงของความเชื่อทางศาสนา
2.
แนวคิดแบบหลักฐานนิยม
แนวคิดแบบหลักฐานนิยม
(evidentialism)
เป็นแนวคิดที่ท้าทายประเพณีความคิดเรื่องการมีศรัทธาในแบบของคาลแวงและอไควนัส
หรือต่อความหมายของศรัทธาที่คริสตศาสนิกชนส่วนมากเข้าใจ
แนวคิดแบบหลักฐานนิยมมีความเห็นว่า ความเชื่อใดๆ
ก็ตามหากปราศจาก “การอ้างหลักฐานสนับสนุนที่เพียงพอ” ก็จะถือว่าเป็นความเชื่อที่บกพร่อง
วิลเลี่ยม คลิฟฟอร์ด (William
Clifford) ได้นำเสนอแนวคิดแบบนี้
เขาได้กล่าวประโยคที่เป็นเสมือนกับสัญลักษณ์ของแนวคิดแบบหลักฐานนิยมว่า
“เป็นสิ่งที่ผิดเสมอไม่ว่าในที่ใด
หรือกับใครก็ตามที่จะเชื่อในสิ่งที่ตั้งอยู่บนหลักฐานที่ไม่เพียงพอ”
(Clifford, 1998:
403)
ความเชื่อที่มีเหตุผลตามแนวคิดแบบหลักฐานนิยมจึงหมายถึงความเชื่อที่มีหลักฐานสนับสนุนเพียงพอ
ความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้าที่ไม่มีหลักฐานในลักษณะดังกล่าว
จึงต้องถือว่าเป็นความเชื่อที่บกพร่อง
มีข้อโต้แย้งว่า หลักการเชื่ออย่างมีเหตุผลที่คลิฟฟอร์ดเสนอเป็นสิ่งที่กำหนดขึ้นอย่างหยาบๆ
ไม่สามารถเป็นไปได้จริงในทางปฏิบัติและเป็นหลักการที่ค่อนข้างคลุมเครือ
เนื่องจากไม่ได้อธิบายอย่างชัดเจนว่าหลักฐานอย่างไรจึงจะถือได้ว่าเป็น
“หลักฐานที่เพียงพอ”
หรือเป็นหลักฐานให้กับความเชื่อที่มีเหตุผลได้
ในกรณีของนักเทววิทยาก็อาจมีการอ้างหลักฐานในลักษณะหนึ่งที่ทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เชื่อเป็นความเชื่อที่มีเหตุผลเช่นเดียวกัน
ตัวอย่างเช่น การรับรู้ประสบการณ์ทางศาสนา
การอ้างอิงถึงข้อความที่ปรากฏในพระคัมภีร์
หรือการมีอยู่ของตัวผู้เชื่อเอง
(ที่เชื่อว่าเป็นผลงานของพระเจ้า)
ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นหลักฐานสำหรับผู้เชื่อเช่นกัน
ในกรณีเช่นนี้จะตัดสินว่าความเชื่อใดเป็นความเชื่อที่มีเหตุผลหรือไม่มีเหตุผลได้อย่างไร
นอกจากแนวคิดแบบหลักฐานนิยมที่คลิฟฟอร์ดเสนอ
ยังมีแนวคิดแบบหลักฐานนิยมในรูปแบบอื่นที่เสนอหลักการให้กับความหมายของความเชื่อที่มีเหตุผลและมีความชัดเจนมากขึ้น
ตัวอย่างเช่น “หลักฐานนิยมแบบล็อค”
(Lockean evidentialism)
จอห์น ล็อค
(John Locke)
อธิบายถึงลักษณะของหลักการในการตัดสินความเชื่อที่มีเหตุผลว่าหมายถึง
“การไม่ยอมรับประพจน์ใดๆ
โดยความเชื่อมั่นที่มากเกินไปกว่าการพิสูจน์ที่สร้างขึ้นบนสิ่งที่รับประกันได้”
(Konyndyk,
1986: 103)
นั่นคือล็อคเห็นว่า
การตัดสินความมีเหตุผลของความเชื่อใดๆ
จะเป็นไปโดยระดับที่ขึ้นอยู่กับน้ำหนักความน่าเชื่อถือของหลักฐานที่สนับสนุน
ดังนั้น
ลักษณะของศรัทธาซึ่งเป็นลักษณะของการให้หลักฐานที่ไม่เป็นที่ยอมรับหรือมีระดับความน่าเชื่อถือในระดับที่ต่ำ
จึงต้องถือว่าเป็นความจริงที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ
หรือมีความน่าเชื่อถือในระดับที่ต่ำตามไปด้วย
จากแนวคิดแบบหลักฐานนิยม
ความเชื่อทางศาสนาจึงไม่ใช่ความเชื่อที่มีสิทธิพิเศษที่ไม่ต้องการการอ้างเหตุผลสนับสนุน
แต่เป็นความเชื่อที่มีความเกี่ยวข้องกับความมีเหตุผลเหมือนกับความเชื่ออื่นเช่นกัน
ซึ่งอาจจะสรุปข้ออ้างเหตุผลของแนวคิดแบบหลักฐานนิยมในการอธิบายถึงความบกพร่องของความมีเหตุผลของความเชื่อทางศาสนาได้ดังนี้
P.1
ความเชื่อทางศาสนาจะเป็นความเชื่อที่มีเหตุผลได้ก็ต่อเมื่อตั้งอยู่บนหลักฐานที่เป็น
“ความเชื่อที่มีเหตุผล
เพียงพอ”
ในการสนับสนุนเท่านั้น
P.2 ไม่มี “ความเชื่อที่มีเหตุผลเพียงพอ”
ใช้เป็นหลักฐานสนับสนุนความเชื่อทางศาสนา
สรุป
ความเชื่อทางศาสนาเป็นความเชื่อที่ไม่มีเหตุผลเพียงพอ
ถึงแม้ความเชื่อที่มีหลักฐานเพียงพอจะยังมีความหมายที่คลุมเครือว่าหมายถึงความเชื่อในลักษณะอย่างไร
แต่ก็อาจกล่าวได้ว่า
หลักเกณฑ์ของแนวคิดแบบหลักฐานนิยมเป็นความหมายของความเชื่อที่มีเหตุผลที่มีความเข้าใจกันอยู่โดยทั่วไป
ท่าทีของผู้ที่มีแนวคิดในลักษณะนี้จึงมีแนวโน้มที่จะปฏิเสธความมีเหตุผลของความเชื่อทางศาสนา
หรือปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้า
เนื่องจากความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้าไม่สามารถมีหลักฐาน
หรือไม่เป็นที่ยอมรับว่าเป็นความเชื่อที่มีเหตุผลได้ตามทัศนะนี้
ในขณะที่ฝ่ายผู้ที่มีความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้ามีแนวโน้มที่จะปฏิเสธการพิจารณาความเชื่อทางศาสนาด้วยแนวคิดเรื่องการใช้เหตุผลในรูปแบบนี้
มากกว่าจะพยายามหาหลักฐานเพื่อสนับสนุนความมีเหตุผลของความเชื่อทางศาสนา
3.
แนวคิดแบบฟิเดอีสม์ของ
ลุดวิก วิตเกนสไตน์
กลุ่มแนวคิดที่ปฏิเสธทัศนะแบบหลักฐานนิยม
(anti-evidentialism)
หรือที่เรียกว่า
แนวคิดแบบฟิเดอีสม์
(fideism)
เป็นแนวคิดที่อยู่ตรงข้ามกับแนวคิดแบบหลักฐานนิยม
แนวคิดนี้เห็นว่าไม่ควรพิจารณาความเชื่อทางศาสนาในเชิงเหตุผล
และความเชื่อทางศาสนาควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของศรัทธา
เนื่องจากเห็นว่าความเชื่อในการมีอยู่ของพระเจ้าเป็นความเชื่อที่อยู่เหนือกว่า
ตรงกันข้าม หรือไม่เกี่ยวข้องกับการใช้เหตุผล
นักปรัชญาที่นำเสนอแนวคิดในรูปแบบนี้
ได้แก่ เบลส ปาสคาล (Blaise Pascal)
โซเร็น คีร์เกการ์ด (Soren
Kierkegaard) ลุดวิก วิตเกนสไตน์ (Ludwig
Wittgenstein)
และดี ซี ฟิลิปส์
(D. Z. Philips) เป็นต้น
ในที่นี้จะอธิบายแนวคิดแบบฟิเดอีสม์จากแนวคิดเรื่องแบบของชีวิตในทฤษฎีเกมภาษาของวิตเกนสไตน์
ที่เป็นแนวคิดสำคัญของกลุ่มนี้เพื่อเป็นตัวอย่างในการทำความเข้าใจแนวคิดแบบฟิเดอีสม์
ความคิดเรื่องเกมภาษา
(language game) เป็นแนวคิดที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ
Philosophical Investigations
วิตเกนสไตน์เปรียบเทียบกระบวนการการทำหน้าที่ของภาษาว่าเป็นเหมือนกับเกม
หรือเรียกว่า “เกมภาษา”
เขาอธิบายว่าการใช้ภาษาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการเข้าใจร่วมกันในกฎเกณฑ์หนึ่งๆ
ที่จะกำหนดการทำหน้าที่ของคำในสถานการณ์ต่างๆ
ว่ามีความหมายอย่างไร
ดังนั้นกฎเกณฑ์จึงเป็นสิ่งที่ไม่ตายตัวเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ในการใช้ภาษา
คำๆ
เดียวกันหากอยู่ในเกมภาษาหรือสถานการณ์ที่แตกต่างกันก็อาจจะมีความหมายที่ต่างกัน
การเข้าใจความหมายของภาษาจึงเป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์หรือบริบทที่แวดล้อมการใช้คำๆ
นั้นอย่างแยกไม่ออก ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า
ความหมายมีความหลากหลายเป็นไปตามสิ่งที่วิตเกนสไตน์เรียกว่า
“บริบทของชีวิต”
(context of life) หรือ “แบบของชีวิต”
(form of life)
ที่อาจจะหมายถึงบริบทของวัฒนธรรม การเมือง ประวัติศาสตร์
การศึกษา ฯลฯ หรืออาจหมายถึงบริบทต่างๆ
ที่เป็นสภาพแวดล้อมของชีวิตมนุษย์ ดังนั้นตามแนวคิดของวิตเกนสไตน์
การกำหนดความหมายที่แน่นอนตายตัวให้กับภาษาจึงไม่สามารถทำได้
เพราะความหมายของคำแต่ละคำเป็นเพียงความหมายที่ขึ้นอยู่กับบริบทหนึ่งๆ
เท่านั้น
วิตเกนสไตน์เห็นว่าความหมายของข้อความทางศาสนาก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน
ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถระบุถึงข้อเท็จจริงในการมีอยู่ของพระเจ้าได้ก็ตาม
ความหมายของข้อความทางศาสนาเป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับบริบทของการใช้
หรือแบบของชีวิตของคนที่มีชีวิตในรูปแบบหนึ่ง
ด้วยลักษณะเช่นนี้
การให้หลักการกับความเชื่อทางศาสนาจึงไม่สามารถทำได้
การเปรียบเทียบกันระหว่างแบบของชีวิตที่มีความแตกต่างกันเป็นสิ่งที่อาจจะทำได้ในบางแง่ที่มีความคล้ายคลึงกันเท่านั้น
แต่การเปรียบเทียบเรื่องความจริงของแต่ละแบบของชีวิต
แบบใดเป็นแบบที่ถูกต้องมากกว่ากันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้
ตัวอย่างเช่น
เป็นไปไม่ได้ที่จะพิสูจน์ความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้าโดยประสบการณ์
เป็นต้น ด้วยแนวคิดในลักษณะเช่นนี้จึงทำให้แนวคิดของวิตเกนสไตน์และผู้ที่ตีความแนวคิดของเขาว่าเป็นแนวคิดที่ปฏิเสธการพิจารณาความเชื่อทางศาสนาด้วยกระบวนการการใช้เหตุผล
ดังที่เป็นท่าทีของแนวคิดแบบฟิเดอีสม์
ดี ซี ฟิลิปส์ เป็นบุคคลสำคัญที่นำแนวคิดของวิตเกนสไตน์มาใช้อธิบายลักษณะของความเชื่อทางศาสนาในแบบของฟิเดอีสม์
เขาใช้ทฤษฎีเกมภาษาของวิตเกนสไตน์ในการอธิบายการมีความหมายของข้อความทางศาสนาว่า
ความหมายของข้อความทางศาสนาเป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับแต่ละแบบของชีวิตที่มีความแตกต่างกัน
รวมถึงความเชื่อที่อยู่กันคนละแบบของชีวิตก็ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบตัดสินกันได้
หรือไม่สามารถมีมาตรฐานใช้ในการตัดสินความถูกผิดของความเชื่อในแบบของชีวิตที่แตกต่างกันได้
ดังนั้นการพยายามหาหลักเกณฑ์ที่เป็นสากลในการตัดสินความจริงของความเชื่อทางศาสนาจึงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
ความหมายของความเชื่อทางศาสนาเป็นสิ่งที่มีความหมายโดยการให้ความหมายจากภายใน
(internal) แบบของชีวิตหนึ่งๆ
มากกว่าที่จะเป็นความหมายที่มีอยู่ของสิ่งที่อยู่ภายนอกแบบของชีวิต
เขาจึงปฏิเสธลักษณะของการให้หลักการกับความเชื่อในแบบของการเป็นหลักการภายนอก
(external)
หรือเห็นว่าไม่มีหลักการในเชิงภววิสัยที่ใช้เป็นหลักการสนับสนุนความจริงให้กับความเชื่อทางศาสนาซึ่งอยู่ภายนอกแบบของชีวิต
เพราะฉะนั้นการให้หลักการกับความเชื่อซึ่งเป็นแนวคิดที่พยายามค้นหาหลักประกันเรื่องมาตรฐานการตัดสินความถูกต้องให้กับความเชื่อได้จึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้
ไค นีลสัน
(Kai Nielson) สรุปแนวคิด “ฟิเดอีสม์แบบวิตเกนสไตน์”
(Wittgenstein fideism)
ว่ามีลักษณะที่สำคัญ 3 ข้อ คือ
(ก) การอธิบายถึงพื้นฐานของเรื่องราวต่างๆ
ทางศาสนาว่าเป็นสิ่งที่จำแนกโดยแบบของชีวิตที่มีระบบเหตุผล
หรือมีระบบตรรกะเป็นของตัวเอง
(ข)
แบบของชีวิตทั้งหมดไม่เปิดโอกาสให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ระหว่างกันได้
แต่ละแบบของชีวิตมีสิ่งที่เป็นบรรทัดฐานหรือมีหลักเกณฑ์เป็นของตัวเองที่จะสามารถใช้เข้าใจเรื่องการเป็นความจริง
หรือไม่จริง
ความมีเหตุผลหรือไม่มีเหตุผลสำหรับแบบของชีวิตแต่ละแบบโดยตัวมันเอง
(ค) มีความเชื่อว่าไม่มีจุดยืนในลักษณะที่เป็นจุดอาคิมีเดียนในความหมายของการเป็นจุดยืนที่สามารถใช้เป็นหลักการในการวิพากษ์วิจารณ์ตัดสินแบบของชีวิตแบบต่างๆได้ทั้งหมดร่วมกัน
หรือเป็นการปฏิเสธการมีจุดยืนพิเศษที่จะใช้เป็นหลักเกณฑ์สากลให้กับทุกแบบของชีวิตได้
เพราะทุกครั้งที่เราใช้หลักเกณฑ์ต่างๆ
มาตัดสินก็จะมาจากหลักเกณฑ์ของแบบของชีวิตแบบใดแบบหนึ่งเสมอ
(Stiver, 1996: 69)
แนวคิดเรื่องเกมภาษาเป็นแนวคิดที่มีอิทธิพลต่อแนวคิดแบบมุมมองนิยมแบบแข็ง
(hard perspectivist) ที่อธิบายว่า
ระหว่างบริบทของผู้เชื่อที่มีความแตกต่างกันจะกำหนดความหมายให้กับสิ่งต่างๆ
ที่ต่างกัน
โดยที่แต่ละบริบทของความเชื่อนั้นไม่สามารถนำมาใช้ในการตัดสินเปรียบเทียบความถูกผิดระหว่างกันได้
และไม่สามารถมีจุดยืนภายนอกในการวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองของแบบของชีวิตแต่ละแบบได้
(มุมมองนิยม หรือ perspectivism
คือ แนวคิดที่อธิบายว่ามโนทัศน์เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ
ของมนุษย์เป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับความเชื่อเบื้องหลังของผู้เชื่อ
เช่น ข้อมูลจากประสบการณ์ ความเชื่อที่ยอมรับก่อนหน้า
ภาพประทับต่างๆ หรือเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องในการเชื่อ
สิ่งเหล่านี้อาจจะเรียกรวมๆ กันว่าเป็น
“กรอบมโนทัศน์” (conceptual
frameworks) ซึ่งทำหน้าที่กำหนดมุมมอง
ตีความ และให้ความหมายกับสิ่งต่างๆ)
ประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งในการโต้แย้งแนวคิดของกลุ่มนี้คือการโต้แย้งว่า
ความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้ามนุษย์สามารถรับรู้ได้หรือไม่
หรือเป็นปัญหาการอธิบายว่า
ความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้านอกจากจะถือว่าเป็นความเชื่อที่มีความหมายแล้ว
ความเชื่อนี้เป็นความเชื่อที่มีข้อเท็จจริงในโลก
หรือมีการมีอยู่จริงของพระเจ้ารองรับหรือไม่
นักปรัชญากลุ่มหนึ่ง
หรือเรียกว่าเป็นกลุ่มที่มีแนวคิดแบบ cognitive
มีความเห็นว่า
การรับรู้ความจริงของความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้ามีความเป็นไปได้
และการมีความหมายของความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้ามีข้อเท็จจริงในโลกรองรับ
เพียงแต่ลักษณะการมีอยู่ของพระเจ้าดังกล่าวมีลักษณะที่แตกต่างออกไป
สำหรับฟิลิปส์แล้ว เขาไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว
เขามีความเห็นว่า ตามแนวคิดของวิตเกนสไตน์
มนุษย์ไม่มีกระบวนการการรับรู้ความจริงในลักษณะนี้ได้
หรือเรียกว่าเป็นแนวคิดแบบ non-cognitive
ถึงแม้ในแนวคิดของวิตเกนสไตน์จะอธิบายว่าความเชื่อทางศาสนาเป็นความเชื่อที่มีความหมายภายในเกมภาษาหรือแบบของชีวิตแบบหนึ่ง
และข้อความทางศาสนาเป็นการกล่าวถึงอย่างมีความหมายก็ตาม
แต่ความเชื่อทางศาสนาก็ยังคงเป็นความเชื่อที่มนุษย์ไม่มีกระบวนการรับรู้
หรือเกินไปกว่ากระบวนการรับรู้ของมนุษย์จะสามารถรับรู้ได้
สิ่งที่มนุษย์สามารถรับรู้ได้เป็นสิ่งที่จำกัดอยู่เฉพาะข้อเท็จจริงในโลกเท่านั้น
สำหรับฟิลิปส์
ความเชื่อในการมีอยู่ของพระเจ้าจึงเป็นเรื่องที่อยู่เหนือกว่าข้อเท็จจริงที่เราสามารถรับรู้ได้
และไม่ใช่เรื่องที่เราจะเข้าไปกำหนดตัดสินว่าถูกผิดหรือระบุลักษณะที่แน่นอน
สิ่งที่มนุษย์มีความสัมพันธ์กับความเชื่อทางศาสนาได้คือ
การใช้ชีวิตให้เป็นไปอย่างกลมกลืนกับความเชื่อนั้น
โดยถือว่าเป็นความเชื่อที่มีความแน่นอนชัดเจนโดยไม่ต้องลังเลสงสัย
แต่การระบุอย่างชัดเจนว่าความเชื่อทางศาสนาหมายถึงสิ่งใด
หรือเป็นความจริงหรือไม่ อย่างไร
ถือว่าเป็นสิ่งที่เกินไปกว่ากระบวนการการรับรู้ของมนุษย์จะสามารถทำได้
ถึงแม้แนวคิดแบบฟิเดอีสม์จะมีแนวทางในการปฏิเสธการใช้เหตุผลกับความเชื่อทางศาสนา
แต่แนวคิดนี้ก็ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องการใช้เหตุผลโดยสิ้นเชิง
นั่นคือมีการสนับสนุนความเชื่อทางศาสนาด้วยหลักฐานในอีกรูปแบบหนึ่ง
ตัวอย่างเช่น
มนุษย์มีความเชื่อทางศาสนาเพราะมีความรู้สึกกลัว
ความรู้สึกไม่มีความแน่ใจในชีวิต
หรือความรู้สึกต้องการความหวังในชีวิต
หรือตามทฤษฎีเกมภาษาและคำอธิบายเรื่องแบบของชีวิตที่วิตเกนสไตน์อธิบาย
จึงกล่าวได้ว่า แนวคิดแบบฟิเดอีสม์ไม่ได้ปฏิเสธการใช้เหตุผลกับความเชื่อทางศาสนาในความหมายของการปฏิเสธการอ้างหลักฐานในการเชื่อของผู้เชื่อ
หรือดังที่ โรเบิร์ต ออดี้
(Robert Audi)
กล่าวถึงแนวคิดแบบฟิเดอีสม์ว่าเป็นการให้หลักการกับความเชื่อทางศาสนาโดยการใช้ศรัทธา
(Audi,
1986:
139)
สิ่งที่แนวคิดแบบฟิเดอีสม์ปฏิเสธน่าจะหมายถึงลักษณะของหลักฐานที่ใช้อ้าง
หรือหลักเกณฑ์ที่ใช้เป็นบรรทัดฐานเรื่องลักษณะของหลักฐานมากกว่า
ดังนั้นปัญหาที่แท้จริงของการโต้แย้งกันระหว่างแนวคิดแบบหลักฐานนิยมกับแนวคิดที่ปฏิเสธหลักฐานนิยมที่ควรให้ความสนใจ
จึงอยู่ที่ความหมายของหลักฐาน
และลักษณะของหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมสำหรับการให้หลักการกับความเชื่อทางศาสนา
4.
ข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปทางญาณวิทยาของ
อัลวิน แพลนติงก้า
โดยทั่วไป เมื่อตั้งคำถามถึงความเชื่อหนึ่งๆ ว่ามีเหตุผลหรือไม่
ผู้ที่เชื่อก็จะทำการอ้างอิง
(reference)
ถึงความเชื่ออื่นที่เชื่อว่ามีความน่าเชื่อถือหรือมีความเป็นพื้นฐานมากกว่า
เพื่อใช้เป็นหลักประกันให้กับความเชื่อนั้นๆ ได้
แต่การอ้างหลักฐานที่เป็นความเชื่ออื่นต่อไปเรื่อยๆ
ไม่สามารถยอมรับได้ว่าเป็นการให้หลักการกับความเชื่อ
ดังที่เรียกปัญหานี้ว่า “ปัญหาการถอยกลับแบบอนันต์”
(infinite regression problem)
ทฤษฎีมูลฐานนิยม (foundationalism)
เป็นทฤษฎีการให้หลักการกับความเชื่อที่อธิบายถึงการอ้างหลักฐานสนับสนุนที่ถอยกลับไปยุติลงบนความเป็นพื้นฐานที่มั่นคง
หรือความเชื่อที่เป็นหลักการ เรียกว่า “ความเชื่อพื้นฐาน”
(basic belief) ที่มีลักษณะสำคัญคือ
ไม่ต้องการการอ้างหลักฐานจากความเชื่ออื่น
และทำหน้าที่เป็นพื้นฐานให้กับความเชื่ออื่นได้
มูลฐานนิยมโดยทั่วไปอาจถือว่า
ความเชื่อพื้นฐานอยู่ในรูปประพจน์ (proposition)
หรือในรูปของประพจน์พื้นฐาน (basic
proposition)
ทฤษฎีการให้หลักการกับความเชื่อทางญาณวิทยาเป็นทฤษฎีที่อธิบายถึงหลักการและวิธีการการให้หลักการกับความเชื่อ
และอาจมีนัยยะถึงความเป็นมาตรฐานในการตัดสินความรู้ด้วย
เช่น มีความเข้าใจว่าการทำให้ถูกหลักการทำหน้าที่เป็น
“เครื่องนำไปสู่ความจริง” (truth-conducive)
ให้กับความเชื่อ
และลักษณะของหลักฐานที่สนับสนุนความเชื่อหนึ่งว่าเป็นความเชื่อที่มีเหตุผลในแบบที่หลักฐานนิยมยอมรับคือ
หลักฐานที่ต้องการความมั่นคง แน่นอน น่าเชื่อถือ
หรือมีความเป็นพื้นฐานสามารถใช้เป็นหลักประกันให้กับความเชื่อได้
ทฤษฎีมูลฐานนิยมจึงเป็นทฤษฎีที่โดยทั่วไปจะยอมรับว่าเป็นทฤษฎีที่ให้หลักการกับความเชื่อ
หรือสามารถทำหน้าที่ในการเป็นหลักประกันให้กับความเชื่อได้
แต่แนวคิดนี้ก็มีปัญหาที่สำคัญคือ
ไม่สามารถหาความเชื่อที่มีลักษณะของความเป็นพื้นฐาน
และเชื่อมโยงเพื่อให้หลักการกับความเชื่ออื่นได้
โดยเฉพาะสำหรับความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้าที่ไม่สามารถตั้งอยู่บนพื้นฐานที่มีลักษณะดังกล่าว
หรือสามารถสืบสาวไปถึงความเชื่อพื้นฐานในลักษณะนี้ ดังนั้นจึไม่สามารถให้หลักการกับความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้าได้
หรือตัดสินว่าเป็นความเชื่อที่ไม่มีพื้นฐาน (groundless
belief)
ดังที่เป็นปัญหาเรื่องการเป็นความเชื่อที่ไม่มีเหตุผลตามแนวคิดแบบหลักฐานนิยม
ซึ่งกล่าวได้ว่า
แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับลักษณะของหลักฐานในแนวคิดแบบหลักฐานนิยม
มีความเชื่อมโยงกับลักษณะความเป็นพื้นฐานของทฤษฎีการให้หลักการกับความเชื่อแบบมูลฐานนิยม
ฝ่ายผู้ที่ไม่เห็นด้วยจึงตั้งคำถามเกี่ยวกับความเหมาะสม
และความถูกต้องของหลักเกณฑ์ของทฤษฎีการให้หลักการกับความเชื่อในรูปแบบนี้
อัลวิน แพลนติงก้า (Alvin
Plantinga)
เห็นว่า
นอกจากการให้หลักฐานตามทัศนะแบบหลักฐานนิยมจะเป็นไปไม่ได้แล้ว
หลักเกณฑ์ว่าความเชื่อหนึ่งจะเป็นความเชื่อที่มีเหตุผลก็ต่อเมื่อมีหลักฐานที่เพียงพอในการสนับสนุน
ก็เป็นหลักเกณฑ์ที่มีความบกพร่องเช่นกัน
เพราะปัญหาเรื่องความมีเหตุผลของความเชื่อทางศาสนานั้นอยู่ที่ทฤษฎีทางญาณวิทยาที่ใช้ในการให้หลักการกับความเชื่อมากกว่า
แพลนติงก้าเรียกรูปแบบทฤษฎีการให้หลักการกับความเชื่อของเขาว่าเป็น
“การปฏิรูปทางญาณวิทยา” (reformed
epistemology,
นักปรัชญาที่นำเสนอแนวคิดรูปแบบนี้ท่านอื่น เช่น ริชาร์ด
สวินเบิร์น (Richard Swinburne) วิลเลี่ยม
พี อัลสตัน (William P.
Alston
ซึ่งจะกล่าวถึงในหัวข้อต่อไป) หรือแนวคิดแบบฟิเดอีสม์แบบวิตเกนสไตน์ในส่วนที่
3 ก็อาจจัดอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย)
ข้อเสนอของแพลนติงก้าตั้งอยู่บนพื้นฐานของการวิพากษ์วิจารณ์ทฤษฎีมูลฐานนิยม
ซึ่งเขามีความเห็นว่าเป็นพื้นฐานของแนวคิดเรื่องลักษณะของหลักฐานที่นำมาใช้ในการอธิบายความเชื่อที่มีเหตุผลในแนวคิดแบบหลักฐานนิยม
ทฤษฎีมูลฐานนิยมที่เขาหมายถึงคือ
ทฤษฎีมูลฐานนิยมแบบดั้งเดิมที่มีลักษณะสำคัญคือ
ความเชื่อพื้นฐานเป็นความเชื่อที่สนับสนุนตัวเอง
เป็นความเชื่อที่ไม่สามารถเป็นเท็จได้
และการเป็นหลักฐานต่อการรับรู้ของผู้เชื่อ (evidence
to the self) หรือหมายถึง
นิยาม
1
“ประพจน์ p
เป็นพื้นฐานที่เหมาะสมสำหรับ S
เมื่อและต่อเมื่อ p
เป็นทั้งหลักฐานที่สนับสนุนตัวเองของ
S หรือไม่สามารถแก้ไขได้สำหรับ
S หรือเป็นหลักฐานต่อประสาทสัมผัสสำหรับ
S”
ตัวอย่างของประพจน์ความเชื่อพื้นฐานที่สนับสนุนตัวเองที่มูลฐานนิยมยอมรับ
เช่น ประพจน์ความเชื่อ
“2 + 1 = 3”
หรือประพจน์ที่เป็นความจริงเชิงตรรกะ เช่น “ไม่มีคนโสดคนใดที่แต่งงานแล้ว”
ซึ่งมีความเชื่อว่าประพจน์นี้เป็นความจริงตามเงื่อนไขของประพจน์พื้นฐานตามแนวคิดของมูลฐานนิยมคือ
มีลักษณะเป็นจริงโดยตัวเองและไม่ต้องการการสนับสนุน แพลนติงก้าเห็นว่า
ประพจน์เหล่านี้ไม่ได้มีลักษณะดังกล่าว
ประพจน์ความเชื่อเหล่านี้สำหรับบางคนอาจจะไม่ได้เป็นความเชื่อที่สนับสนุนตัวเอง
ตัวอย่างเช่น สำหรับเด็กเล็กๆ ที่ไม่เข้าใจ
หรือไม่สามารถรู้ถึงความแตกต่างระหว่างคนโสดกับคนที่แต่งงานได้ในทันที
ในกรณีนี้ก็ไม่สามารถถือได้ว่าประพจน์ดังกล่าวเป็นประพจน์พื้นฐาน
หรือในตัวอย่างของประพจน์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เช่น
17 + 18 = 35
ก็ไม่ได้เป็นประพจน์ความเชื่อที่เป็นไปตามเงื่อนไขการเป็นหลักฐานโดยตัวเอง
(นิยาม 1) สำหรับทุกคน
ประพจน์ความเชื่อนี้ต้องการการสนับสนุนจากการคำนวณ
หรือต้องมีการเรียนรู้ก่อนหน้าเป็นพื้นฐานในระดับหนึ่ง
และไม่ใช่ความรู้ที่สามารถรับรู้ได้โดยทันทีหรือรับรู้ได้โดยตรง
(immediate knowledge)
เพราะความเชื่อเหล่านี้ต้องอ้างอิงถึงความเชื่ออื่นหรือสิ่งอื่นด้วยเสมอ
“พื้นฐานที่เหมาะสม” (properly
basic)
ที่หมายถึงความเชื่อพื้นฐานตาม นิยาม
1
และเพิ่มเงื่อนไขของการเป็นหลักฐานสู่การรับรู้ที่เน้นความสัมพันธ์ของความเชื่อนั้นกับผู้เชื่อเข้าไปด้วย
หลักการของการเป็นพื้นฐานที่เหมาะสมจึงควรหมายถึง
นิยาม
2
“A
เป็นพื้นฐานที่เหมาะสมสำหรับฉันก็ต่อเมื่อ A
สนับสนุนตัวเอง หรือไม่สามารถเป็นเท็จได้
หรือเป็นหลักฐานต่อประสาทสัมผัสสำหรับฉัน”
การเป็นหลักฐานต่อประสาทสัมผัสของผู้รู้เป็นลักษณะสำคัญของพื้นฐานที่เหมาะสม
เขาอธิบายว่า ภายในโครงสร้างของความเชื่อ (noetic structure)
ที่ประกอบขึ้นด้วยความเชื่อต่างๆ
ของแต่ละบุคคล ความเชื่อในระบบที่มีลักษณะตาม นิยาม
2
จะเป็นพื้นฐานที่เหมาะสมสำหรับแต่ละคนใช้เป็นหลักการให้กับความเชื่ออื่นๆ
ซึ่งแตกต่างจาก นิยาม 1 คือ
ความเป็นพื้นฐานนี้เป็นสิ่งเฉพาะกับแต่ละบุคคลที่ไม่ใช่บุคคลในความหมายที่เป็นสากล
หรือมีลักษณะในเชิงภววิสัย
ความหมายของการเป็นความเชื่อที่ไม่ต้องการการสนับสนุนด้วยความเชื่ออื่น
เป็นเท็จไม่ได้ หรือเป็นหลักฐานต่อประสาทสัมผัส
จึงขึ้นอยู่กับสถานะของความเชื่อนั้น
ภายใความเชื่อของผู้เชื่อ
ดังที่เขายกตัวอย่างลักษณะการเป็นพื้นฐานที่เหมาะสมตามแบบของมูลฐานนิยมแบบสมัยใหม่
(modern foundationalism)
ว่า
มีลักษณะของพื้นฐานที่เหมาะสมในแบบที่เขาอ้าง เช่น ประพจน์
“ข้างหน้าของฉันมีต้นไม้ต้นหนึ่ง”
“ฉันกำลังสวมรองเท้า”
หรือเป็นประพจน์ที่มีการกล่าวถึงอย่างรัดกุมมากขึ้น เช่น
“มันดูเหมือนว่าฉันเห็นต้นไม้ต้นหนึ่ง”
หรือประพจน์ “ฉันมีประสบการณ์เขียว”
เป็นต้น
ประพจน์ความเชื่อเหล่านี้จะมีลักษณะของการรับประกันความถูกต้องโดยตัวเอง
ที่ไม่สามารถโต้แย้งว่าการรับรู้ประพจน์ความเชื่อนี้ของผู้ที่รับรู้ไม่เป็นความจริง
ความเป็นพื้นฐานที่เหมาะสมของแพลนติงก้าจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับความจริงของประพจน์ความเชื่อนั้นเท่านั้น
แต่ขึ้นอยู่กับตัวผู้เชื่อว่าประพจน์ความเชื่อใดจะเป็นพื้นฐานที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคล
สำหรับแพลนติงก้า
ความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้าเป็นความเชื่อที่เป็นพื้นฐานที่เหมาะสมในความหมายดังกล่าว
เขาอธิบายว่า “การเชื่อในการมีอยู่ของพระเจ้า”
(belief in existence of God) แตกต่างจาก
“การเชื่อในพระเจ้า” (believe in
God)
แบบแรกเป็นการเชื่อที่อาจต้องการหลักฐานในการเชื่อ
แต่การเชื่อในแบบหลังหมายถึงการเชื่อที่มีความเชื่อมั่นในความเชื่อนั้นโดยไม่ต้องการหลักฐานและไม่มีความลังเลสงสัย
ดังที่เขายกตัวอย่างความแตกต่างของการมีความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้าสำหรับปีศาจคือ
ปีศาจเองก็มีความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้าในระบบความเชื่อของตัวเองเหมือนกับคนทั่วไป
แต่มีความแตกต่างกันที่ปีศาจมีความเชื่อว่าพระเจ้า
แต่ไม่มีความรู้สึกถึงการยอมรับในพระเจ้า
หรือไม่มีความต้องการจะดำเนินชีวิตของตัวเองให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระเจ้า
(Plantinga,
Alvin, 1998: p. 416.)
สำหรับผู้ที่มีความเชื่อในพระเจ้าจะเป็นการเชื่อที่ไม่ต้องการการสนับสนุนจากความเชื่ออื่นๆ
และการเชื่อในลักษณะเช่นนี้ก็มีความหมายเดียวกับการมีศรัทธาในพระเจ้าของชาวคริสต์
ซึ่งเป็นลักษณะของพื้นฐานที่เหมาะสม
ข้อสนับสนุนสำคัญอีกข้อที่แพลนติงก้าใช้สนับสนุนแนวคิดนี้
คือ
แนวคิดของคาลแวง
ที่อธิบายถึงความเชื่อในการมีอยู่ของพระเจ้าว่า
เป็นความเชื่อที่ไม่ต้องการการสนับสนุนด้วยหลักฐานใดๆ
นอกจากการมีศรัทธาในพระเจ้า
เนื่องจากการมีความเชื่อทางศาสนาไม่ใช่การพิสูจน์ด้วยหลักฐานหรือเหตุผล
แต่ความเชื่อในลักษณะนี้เป็นความเชื่อที่จริงโดยตัวของผู้เชื่อเอง
ที่ถือว่าเป็นความเชื่อที่สูงส่งกว่าการพิจารณาด้วยเหตุผลของมนุษย์
และไม่ต้องการการสนับสนุนจากความเชื่ออื่นๆ
แพลนติงก้ามีความเห็นว่า
แนวคิดของคาลแวงสนับสนุนว่าความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้าไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐาน
หรือประพจน์ความเชื่อใดๆ
ทำหน้าที่สนับสนุนอีกในแบบที่นักหลักฐานนิยมหรือดังที่นักเทววิทยาธรรมชาติเข้าใจ
และเป็นไปตามความหมายของพื้นฐานที่เหมาะสมที่แพลนติงก้ากล่าวถึง
โดยสรุปจึงกล่าวได้ว่า
ด้วยลักษณะของความเป็นพื้นฐานที่เหมาะสม
คือความเชื่อที่เป็นไปตาม นิยาม
2
และความเชื่อในการมีอยู่ของพระเจ้าถือว่าเป็นความเชื่อที่มีลักษณะของการเป็นพื้นฐานที่เหมาะสม
หรือเป็นความเชื่อที่ถูกหลักการในความหมายของการปฏิรูปทางญาณวิทยา
ข้อโต้แย้งอีกข้อหนึ่งจากข้อเสนอของแพลนติงก้าคือ
ข้อโต้แย้งที่มาจากปัญหาในการนำทฤษฎี
มูลฐานนิยมมาใช้เป็นต้นแบบในการปฏิรูปทางญาณวิทยาของเขา
ลักษณะการสนับสนุนความเชื่อที่ทฤษฎีมูลฐานนิยมเสนอเป็นสถานะทางญาณวิทยาที่มีความแน่นอน
เป็นสากล และเชื่อว่าทำให้ตรงกับข้อเท็จจริงในโลก
แต่สำหรับข้อเสนอของแพลนติงก้า
ความเชื่อที่ถูกหลักการไม่มีหลักเกณฑ์ที่แน่นอน
หรือไม่มีลักษณะดังกล่าว
พื้นฐานที่เหมาะสมจะเป็นได้ก็แต่เพียงสิ่งที่ผู้เชื่อหรือกลุ่มของผู้เชื่อยอมรับเท่านั้น
และหากยอมรับหลักเกณฑ์เช่นนี้จริงก็อาจทำให้ความจริงทางศาสนามีลักษณะเชิงอัตวิสัยในท้ายที่สุด
ถึงแม้ข้อเสนอของแพลนติงก้าจะมีข้อบกพร่องในการให้หลักการกับความเชื่อทางศาสนาด้วยลักษณะของความเป็นพื้นฐานดังกล่าว
แต่สิ่งที่น่าสนใจในแนวทางการพิจารณาปัญหาของแพลนติงก้า
ซึ่งทำให้แนวคิดของเขาได้รับความสนใจก็คือ
การนำเสนอเรื่องความมีเหตุผลของความเชื่อในการมีอยู่ของพระเจ้า
ในแนวทางการพิจารณาความมีเหตุผลของความเชื่อที่มีพื้นฐานอยู่บนลักษณะใกล้เคียงกับการมีความเชื่อทางศาสนาโดยเรื่องศรัทธา
ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ปฏิเสธการใช้เหตุผลกับความเชื่อทางศาสนา
ตัวอย่างเช่น แนวคิดเรื่องพื้นฐานที่เหมาะสม
ที่เป็นการนำลักษณะพื้นฐานของการยืนยันความเชื่อทางศาสนามาใช้ในโครงสร้างของทฤษฎีการให้หลักการกับความเชื่อแบบมูลฐานนิยม
จากข้อเสนอการปฏิรูปทางญาณวิทยาของแพลนติงก้า
แสดงให้เห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่จะพิจารณาความเชื่อทางศาสนา
ว่าเป็นความเชื่อที่มีเหตุผลในรูปแบบที่มีเหตุมีผลมากขึ้น
โดยไม่จำเป็นต้องปฏิเสธพื้นฐานรูปแบบการเชื่อของผู้ที่มีความเชื่อทางศาสนา
ข้อเสนอดังกล่าวจึงถือได้ว่า
เป็นการตั้งคำถามถึงความมีเหตุผลเรื่องความมีหลักการของความเชื่อทางศาสนาในแง่มุมทางญาณวิทยาที่มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น
5.
แนวคิดเรื่องการรับรู้ประสบการณ์ทางศาสนาของ วิลเลี่ยม พี
อัลสตัน
วิลเลี่ยม พี อัลสตัน
อธิบายถึงการให้หลักการกับความเชื่อทางศาสนาว่า
ความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้ามีพื้นฐานการให้หลักการอยู่บนประสบการณ์ของผู้เชื่อ
ที่เรียกว่า
“ประสบการณ์การรับรู้พระเจ้า” (experiential
awareness of God) หรือ “การรับรู้พระเจ้า”
(perceiving God) การรับรู้พระเจ้าที่อัลสตันหมายถึงคือ
การมีประสบการณ์ทางศาสนา เช่น การรับรู้ถึงพลังอำนาจ
ความรัก ความเมตตา ความสงบสุข ที่มาจากพระเจ้า
หรือการมีประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจากการสวดภาวนาหรือการอธิษฐาน
ข้อเสนอของอัลสตันใน Perceiving God: The
Epistemology of Religious Experience
มีจุดประสงค์ที่สำคัญคือ การให้หลักการกับการรับรู้พระเจ้า
หรือเพื่ออธิบายว่า
ความเชื่อที่มาจากการรับรู้พระเจ้าของแต่ละบุคคลเป็นความเชื่อที่ถูกหลักการ
อัลสตันอธิบายการรับรู้พระเจ้าว่าเป็นการรับรู้ที่เหมือนกับการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสอื่นๆ
หรืออาจเรียกว่าเป็น
“การรับรู้ของชาวคริสต์” (Christian
perception)
คือเป็นการรับรู้เชิงผัสสะที่ผ่านการสนับสนุนจากการมีประสบการณ์ของผู้เชื่อเช่นเดียวกัน
และการรับรู้เช่นนี้เป็นการให้หลักการกับความเชื่อโดยทันทีของผู้เชื่อเอง
ตัวอย่างเช่น สำหรับผู้หนึ่งที่รับรู้ว่า “วัตถุหนึ่งมีสีฟ้า”
การรับรู้นี้จะเป็นการให้หลักการกับความเชื่อในทันที
การให้หลักการในลักษณะเช่นนี้ เขาเรียกว่า
“การให้หลักการกับความเชื่อในชั้นต้น”
(prima facie justification)
ที่หมายถึงการให้หลักการที่เกิดขึ้นพร้อมกับการรับรู้ของผู้ที่รับรู้โดยไม่อาศัยกระบวนการใดๆ
มาอ้างอิง หรือไม่ต้องนำไปวิเคราะห์ตีความ
(Alston,
1992: 68)
อัลสตันอธิบายว่า
การรับรู้นี้ว่าเป็นการให้หลักการในชั้นต้น
หรือเป็นการให้หลักการกับการรับรู้พระเจ้าที่เป็นไปตามนิยามว่า
“ถ้าคนๆ
หนึ่งเชื่อว่าพระเจ้าคือ P (ตัวอย่าง
เช่น ความรัก)
บนพื้นฐานของประสบการณ์ที่คนโดยปรกติจะถือว่า
พระเจ้าปรากฏกับบุคคลในฐานะ P
ความเชื่อนี้ก็เป็นความเชื่อที่ถูกหลักการในชั้นต้น”
(Alston,
1992: 68)
เขาอธิบายว่า การให้หลักการในลักษณะนี้แตกต่างจากการให้หลักการที่ขาดคุณสมบัติ” (unqualified
justification)
ที่เป็นการให้หลักการกับความเชื่อโดยผู้เชื่อไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ
กับสิ่งที่รับรู้
แต่เป็นการรับรู้และการให้หลักการกับความเชื่อที่เป็นไปโดย
“อัชฌัตติกญาณ” (intuition)
หรือการรู้เองโดยตรง
เกิดขึ้นจากเงื่อนไขในการรับรู้และการให้หลักการกับความเชื่อเป็นส่วนหนึ่งของผู้เชื่อและกลุ่มของผู้เชื่อ
ดังเช่น ตัวอย่างของคริสตศานิกชนที่มีความเชื่อในพระเจ้า
จะถือว่าความเชื่อของตนเป็นความเชื่อที่มีเหตุผลหรือถูกหลักการ
ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถแจกแจงรายละเอียดเรื่องของหลักฐานหรือหลักเกณฑ์ในการเชื่ออย่างรัดกุมได้ก็ตาม
อัลสตันเรียกสิ่งสำคัญที่ทำหน้าที่เป็นพื้นฐานในการรับรู้ประสบการณ์ทางศาสนาของแต่ละปัจเจกบุคคลว่า
“แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการเชื่อ” (doxastic
practice)
ที่หมายถึงรูปแบบการปฏิบัติที่สร้างสรรค์ความเชื่อต่างๆ
นั้นขึ้นมา หรือทำหน้าที่กำหนดการรับรู้ต่างๆ
ของผู้เชื่อในทางปฏิบัติว่ามีความเชื่ออย่างไร
(Alston,
1992: 73)
และอาจหมายถึงรูปแบบของประสบการณ์ แนวทางการปฏิบัติในชุมชน
หรือบริบทต่างๆ ที่แวดล้อม
ตัวอย่างเช่น ประเพณี วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์
หรือรูปแบบการดำเนินชีวิตแต่ละชุมชนที่เป็นพื้นฐานให้กับความเชื่อ
อัลสตันอธิบายว่าแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการเชื่อจะทำหน้าที่กำหนดการรับรู้และการให้หลักการในขั้นต้นของผู้เชื่อ
การพิจารณาการมีหลักการของความเชื่อจึงต้องพิจารณาจากแหล่งที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อนั้นๆ
(source of relevance)
และแหล่งที่มาในการให้หลักการกับความเชื่อที่แตกต่างกันก็ไม่สามารถให้หลักการกับความเชื่อที่แตกต่างกันได้
ในเฉพาะกรณีของการให้หลักการกับความเชื่อทางคริสตศาสนา อัลสตันสรุปถึงลักษณะของการให้หลักการกับความเชื่อว่าตั้งอยู่บนเสาหลัก
(pillar) ที่ทำหน้าที่สนับสนุน 2
อย่าง คือ (1)
แนวคิดแบบเทววิทยาธรรมชาติ
(natural
theology) ซึ่งเป็นตัวอย่างของแนวคิดที่คริสตศาสนิกชนโดยทั่วไปใช้ในการสนับสนุนความมีเหตุผลของความเชื่อในการมีอยู่ของพระเจ้าสำหรับตัวเอง
ถึงแม้จะมีข้อโต้แย้งว่าแนวคิดในลักษณะนี้มีข้อบกพร่อง
แต่แนวคิดในลักษณะนี้สามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในเชิงปฏิบัติของศาสนิกชนน่
ซึ่งอัลสตันอธิบายว่า
ในข้อนี้อาจมีความหมายถึงข้ออ้างเหตุผลเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้าในรูปแบบอื่นด้วย
เช่น ข้ออ้างเหตุผลจากการออกแบบ
(Argument from Design หรือ
Teleological Argument)
ข้ออ้างเหตุผลเชิงจักรวาลวิทยา (Cosmological
Argument) หรือความรู้ทางเทววิทยาต่างๆ
ที่คริสตศาสนิกชนมีอยู่ในเชิงปฏิบัติ
และ (2)
ประสบการณ์ของผู้เชื่อ เช่น
การมีประสบการณ์เกี่ยวกับการรับรู้การมีอยู่ของพระเจ้า
หรือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพระเจ้าที่อยู่ในการดำเนินชีวิตของแต่ละบุคคล
ประสบการณ์จากการศึกษาพระคัมภีร์
ประสบการณ์จากการมีปฏิสัมพันธ์กับชุมชนหรือคนอื่นๆ
รวมถึงการมีประสบการณ์ในการรับรู้แนวคิดต่างๆ ใน
(1) ด้วย ซึ่งอัลสตันถือว่าข้อสนับสนุนโดยประสบการณ์ของผู้เชื่อเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการให้หลักการกับความเชื่อทางศาสนา
และเห็นว่าหากเราไม่ยอมรับว่าประสบการณ์เป็นพื้นฐานให้กับการรับรู้ความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้าได้
เราก็จะไม่สามารถที่จะยอมรับได้ว่า ความเชื่อต่างๆ
ในชีวิตประจำวันเป็นความเชื่อที่ถูกหลักการได้
เนื่องจากการรับรู้สิ่งต่างๆ
ของมนุษย์มีพื้นฐานอยู่บนประสบการณ์ที่มีอยู่ของผู้เชื่อในลักษณะเช่นนี้ทั้งสิ้น
จากข้อเสนอของอัลสตันอาจมีข้อโต้แย้งว่า
การให้หลักการในขั้นต้นเป็นการมองข้ามเงื่อนไขที่เพียงพอของการให้หลักการกับความเชื่อ
(Trigg, 1998: 131-132)
เนื่องจากความเชื่อที่ถูกหลักการโดยเป็นเพียงการรับรู้ของผู้เชื่อ
ซึ่งอาจเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นจากอาการทางจิต ประสาทหลอน
การจินตนาการขึ้นเอง
หรือเป็นเพียงการเชื่อในสิ่งที่ผิดเท่านั้น
จะสามารถถือได้ว่าเป็นสิ่งที่รับประกันต่อความเชื่อได้อย่างไร
และการให้หลักการโดยแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการเชื่อ
ในกรณีที่เป็นการให้หลักการที่มีพื้นฐานมาจากแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการเชื่อ
น่าจะเป็นสิ่งที่ขาดลักษณะของการเป็นพื้นฐานที่เพียงพอที่จะถือได้ว่าเป็นการให้หลักการกับความเชื่อ
ในประเด็นนี้อัลสตันอธิบายว่า
ความหมายของพื้นฐานที่เพียงพอสำหรับเขาเป็นเพียงการอธิบายถึงความพอเพียงที่ขึ้นอยู่กับผู้เชื่อในการที่จะมีความสัมพันธ์กับสิ่งที่อยู่ภายนอกที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อนั้น
ความเชื่อที่ถูกหลักการจึงมีลักษณะในเชิงอัตวิสัยมากกว่าความหมายในเชิงภววิสัยที่มีอยู่โดยไม่ขึ้นกับผู้เชื่อ
ดังที่เขาอธิบายว่า
เป็นลักษณะของการให้หลักการพื้นฐานในแบบ “เท่าที่บุคคลสามารถบอกได้”
(Alston, 1992:
75) อัลสตันกล่าวว่า
เขาต้องการแสดงว่าการรับรู้พระเจ้าเป็นสิ่งที่ให้หลักการได้
หรือไม่ได้เป็นการเชื่อโดยปราศจากเหตุผลเท่านั้น
ดังนั้นความเชื่อที่ถูกหลักการในความหมายของอัลสตันจึงหมายถึงความเชื่อที่มีเงื่อนไขเพียงพอของผู้เชื่อในการเชื่อ
มากกว่าการเป็นความเชื่อที่จริงในความหมายของความเชื่อที่ไม่สามารถผิดพลาดได้
และการให้หลักการกับความเชื่อก็ไม่ได้เป็นความหมายของเครื่องกำหนดความจริง
ดังที่เขากล่าวว่า “แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการเชื่อเป็นที่มาประการหนึ่งของการให้หลักการกับความเชื่อและความมีเหตุผล
กล่าวคือ
แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการเชื่อไม่ได้กำหนดความจริงหรือความเป็นจริง
กล่าวอีกแบบหนึ่งก็คือ สำหรับข้าพเจ้า
แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการเชื่อมีความสำคัญยิ่งยวดในเชิงญาณวิทยา
ไม่ใช่ในเชิงอภิปรัชญา” (Alston,
1991:165)
จากแนวคิดดังกล่าว จึงถือได้ว่าอัลสตันได้แยกความเชื่อที่ถูกหลักการกับความเชื่อที่จริงในเชิงข้อเท็จจริงออกจากกันเป็นคนละความหมาย
แต่ความเชื่อที่ถูกหลักการสามารถแยกออกจากความเชื่อที่จริงได้หรือไม่
เป็นปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นตามมา
อัลสตันกล่าวว่า
เขาจำกัดการพิจารณาความหมายของความเชื่อที่ถูกหลักการของเขาว่า
หมายถึงความจริงที่อยู่บนพื้นฐานของการปฏิบัติเท่านั้น
แต่กระนั้นอัลสตันก็มีความเห็นว่า
การกล่าวถึงพระเจ้าโดยขาดข้อเท็จจริงในเชิงประจักษ์หรือโดยที่พระเจ้าไม่มีอยู่จริงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้
หรือเป็นเหมือนกับการกล่าวถึงพระเจ้าอย่างไร้ความหมาย
แต่เขาเห็นว่า
ข้อสรุปของเขาไม่ได้นำไปสู่การยืนยันเรื่องการปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้าในเชิงข้อเท็จจริง
เขาเปรียบเทียบว่าเป็นเหมือนกับการสืบสวนคดี
ตราบใดที่ยังหาหลักฐานมาสนับสนุนความผิดของผู้ต้องหาไม่ได้
ก็จะต้องถือว่าผู้ต้องหาเป็นผู้บริสุทธิ์
เช่นเดียวกับความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้า
ตราบใดที่ยังไม่สามารถหาหลักฐานในเชิงข้อเท็จจริงมาสนับสนุนว่าพระเจ้าไม่มีอยู่จริง
ย่อมไม่สามารถสรุปได้ว่าพระเจ้าไม่มีอยู่
และในทางกลับกันการสนับสนุนว่าพระเจ้ามีอยู่ก็ไม่สามารถกระทำได้
เนื่องจากไม่มีหลักฐานในเชิงข้อเท็จจริงมาสนับสนุนได้เช่นกัน
เพราะฉะนั้นข้อเสนอของอัลสตันจึงไม่ได้ตัดสินโดยเด็ดขาดว่าไม่มีพระเจ้าในเชิงข้อเท็จจริง
เนื่องจากเขาถือว่าการให้หลักการของเขามีขอบเขตจำกัดอยู่ที่การกล่าวถึงการให้หลักการกับความเชื่อที่เป็นเพียงความหมายของการให้หลักการกับความเชื่อ
ที่ไม่สามารถสรุปถึงความจริงหรือความรู้ได้
วรเทพ ว่องสรรพการ (ผู้เรียบเรียง)
เอกสารอ้างอิง
|
· |
วรเทพ
ว่องสรรพการ. 2546.
การอ้างเหตุผลสนับสนุนการมีอยู่ของพระเจ้าตามทฤษฎีสหนัยนิยม.
วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. |
|
· |
Alston, William P.
1991.
Perceiving God: The Epistemology of Religious Experience.
New York: Cornell University Press. |
|
· |
Alston, William P.
1992.
The Autonomy of Religious Experience.
Philosophy of Religion
31: 67-87. |
|
· |
Audi, Robert. 1986. Direct Justification, Evidential
Dependence, and Theistic Belief. In Robert Audi and
William J. Wainwright
(eds.).
Rational Religious Belief, & Moral Commitment: New
Essays in the Philosophy of Religion,
pp. 139-166. New York: Cornell University Press. |
|
· |
Clifford, William K. 1998. The Ethics of Belief. In
Louis P. Pojman (ed.).
Philosophy of Religion: Anthology.
Third edition, pp. 399-403. New York: Wadsworth. |
|
· |
Konyndyk, Kenneth.
1986.
Faith and Evidentialism. In Robert Audi and William J.
Wainwright (eds.).
Rational Religious Belief, & Moral Commitment: New
Essays in the Philosophy of Religion,
pp. 82-108. New York: Cornell University Press. |
|
· |
Martin, Michael. 1998. A Critique of Plantinga’s
Religious Epistemology. In Louis P. Pojman (ed.).
Philosophy of Religion: Anthology.
Third edition, pp. 475-483. New York: Wadsworth. |
|
· |
Plantinga, Alvin. 1998. Religious Belief without
Evidence. In Louis P. Pojman (ed.).
Philosophy of Religion: Anthology.
Third edition, pp. 461-475. New York: Wadsworth. |
|
· |
Stiver, Dan R. 1996. The Philosophy of
Religious Language: Sign, Symbol, and Story.
Cambridge: Blackwell Published. |
|
· |
Trigg, Roger.
1998.
Rationality and Religion: Does Faith Need Reason?
Oxford: Blackwell. |
เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม
|
· |
Alston, William P. 1991.
Perceiving God: The Epistemology of Religious
Experience.
New York: Cornell University Press.
(คำอธิบายของ วิลเลี่ยม พี. อัลสตัน
เรื่องทฤษฎีความรู้กับประสบการณ์ทางศาสนา) |
|
· |
Audi, Robert and Wainwright,
William J.
(eds.).
1986.
Rational Religious Belief, &
Moral Commitment: New Essays in
the Philosophy of Religion.
New York: Cornell University
Press.
(รวมบทความนำเสนอประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเหตุผลกับความเชื่อทางศาสนาที่สำคัญ) |
|
· |
Plantinga,
Alvin.
2000.
Warranted Christian Belief.
New York & Oxford: Oxford University Press.
(การนำเสนอแนวคิดเรื่องการปฎิรูปทางญาณวิทยา
และการประยุกต์กับการให้หลักการกับความเชื่อทางเทววิทยาของศาสนาคริสต์) |
คำที่เกี่ยวข้อง
การอ้างเหตุผลยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้า,
การให้เหตุผลสนับสนุนความเชื่อ
Arguments for
the Existence of God,
Epistemic Justification
|