ปรับปรุงแก้ไขล่าสุด: 10/11/52

 

ญาณวิทยาศาสนา
Epistemology of Religion

 

1. ลักษณะของความเชื่อทางศาสนา
2. แนวคิดแบบหลักฐานนิยม
3. แนวคิดแบบฟิเดอีสม์ของ ลุดวิก วิตเกนสไตน์
4. ข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปทางญาณวิทยาของ อัลวิน แพลนติงก้า
5. แนวคิดเรื่องการรับรู้ประสบการณ์ทางศาสนาของ วิลเลี่ยม พี. อัลสตัน
เอกสารอ้างอิง
เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม
คำที่เกี่ยวข้อง

ญาณวิทยาศาสนามุ่งการพิจารณาปัญหาเกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนาในประเด็นทางญาณวิทยา โดยเฉพาะในศาสนาแบบเทวนิยม (ยูดาย คริสต์ อิสลาม) อาทิเช่น ปัญหาเกี่ยวกับสถานะของความรู้ทางศาสนา เช่น ความรู้ในเชิงรหัสยะ (mystical knowledge) ถือเป็นความรู้หรือไม่ ความรู้ที่ได้จากการเผยแสดง (revelation) หรือวิธีการแบบเทววิทยาธรรมชาติ (natural theology) สามารถยอมรับได้หรือไม่  การมีประสบการณ์ทางศาสนา การมีอยู่ของพระเจ้า การรับรู้คุณสมบัติต่างๆ ของพระเจ้า (เช่น การหยั่งรู้ทุกอย่าง (omniscience) การมีอำนาจสูงสุด (omnipotence) หรือการดำรงอยู่ไม่จำกัด (omnipresence) เป็นต้น)  อย่างไรก็ดีปัญหาหลักที่ญาณวิทยาศาสนาให้ความสนใจคือ ปัญหาเรื่องความมีเหตุมีผล (rationality) ของความเชื่อทางศาสนา  การรับประกัน (warrant) หรือการให้หลักการ (justification) กับความเชื่อทางศาสนา ที่เป็นการพิจารณาการมีอยู่ของพระเจ้าในฐานะที่เป็นความเชื่อหนึ่ง หรือเป็นการพิจารณาถึงปัญหาเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้าในเชิงญาณวิทยา 

การอธิบายเนื้อหาญาณวิทยาศาสนาในที่นี้จะเป็นการอธิบายในประเด็นปัญหาหลัก คือ การพิจารณาเรื่องการให้หลักการกับความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้า หรือประเด็นคำถามว่า ความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้าเป็นความเชื่อที่สามารถทำให้ถูกหลักการได้หรือไม่  แนวคิดและทฤษฎีต่างๆ ที่เกี่ยวกับการให้หลักการกับความเชื่อทางศาสนา รวมถึงข้อโต้แย้งของแต่ละแนวคิดโดยสังเขป  อาทิเช่น แนวคิดแบบหลักฐานนิยม (evidentialism) แนวคิดแบบฟิเดอีสม์ของวิตเกนไตน์ (Wittgenstein Fideism) และแนวคิดที่พยายามปฏิรูปหลักการทางญาณวิทยาเพื่อใช้แก้ปัญหาการให้หลักการกับความเชื่อทางศาสนาที่เรียกว่าแนวคิดเรื่อง การปฏิรูปทางญาณวิทยา” (reformed epistemology) เช่น แนวคิดของ อัลวิน แพลนติงก้า และวิลเลี่ยม พี อัลสตัน เป็นต้น  ในการกล่าวถึงญาณวิทยาทางศาสนาในที่นี้ จะเป็นการกล่าวถึงลักษณะของความเชื่อศาสนาในบริบทของศาสนาคริสต์  ซึ่งเป็นลักษณะของความเชื่อทางศาสนาที่มีผู้ศึกษาในเชิงญาณวิทยา หรือกล่าวได้ว่ามีลักษณะเป็นการศึกษาญาณวิทยาในศาสนาคริสต์เป็นหลัก 


 

1. ลักษณะของความเชื่อทางศาสนา

โดยทั่วไปความเชื่อทางศาสนาจะมีสถานะแตกต่างจากความเชื่ออื่น คือเป็นความเชื่อที่ถือว่าจริงโดยไม่ต้องมีการอ้างหลักฐานสนับสนุน หรือเป็นความเชื่อที่ไม่สามารถพิจารณาด้วยเหตุผล  ในทางศาสนาสิ่งที่ใช้รับประกันว่าความเชื่อชนิดนี้ว่าเป็นความจริงคือการมีศรัทธา ต่อความเชื่อ  ด้วยทัศนะเช่นนี้จึงทำให้ความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้ามีสถานะพิเศษกว่าความเชื่ออื่น  ดังที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ไบเบิ้ล เช่น ศรัทธาเป็นเครื่องประกันแห่งความหวัง เป็นการเชื่อมั่นในสิ่งที่ไม่ได้เห็น” (ฮิบรู 11:1)  “หากปราศจากศรัทธาแล้วเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า เพราะว่าผู้ที่จะมาเฝ้าพระเจ้าได้นั้นต้องเชื่อว่าพระองค์มีอยู่ และเป็นผู้ประทานบำเหน็จให้แก่ผู้ที่แสวงหาพระองค์” (ฮิบรู 11: 6)   ศรัทธาจึงเป็นสิ่งที่ใช้รับประกันความเชื่อทางศาสนา และทำหน้าที่เป็นเสมือนกับเสาหลักในการสนับสนุนความเชื่อทางศาสนา

ความจริงของความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้าเป็นความจริงในระดับที่เรียกว่าความจริงระดับอุตรภาวะ”(transcendental truth) ที่หมายถึงความจริงในระดับเหนือธรรมชาติ  หรือเป็นความจริงที่มีลักษณะเหนือกว่า หรือเกินไปกว่าการรับรู้โดยประสบการณ์ปรกติ  มีความเชื่อว่าการรับรู้ความจริงในเชิงอุตรภาวะเป็นการรับรู้ได้เฉพาะในรูปแบบพิเศษ เช่น การรับรู้ผ่านการเผยแสดงของพระเจ้าที่เรียกว่าวิวรณ์” (revelation)  มนุษย์จะสามารถรับรู้ความจริงลักษณะนี้ได้ก็ต่อเมื่อพระเจ้ามีประสงค์จะให้มนุษย์รับรู้เท่านั้น  การรับรู้การมีอยู่ของพระเจ้าในความหมายนี้จึงมีลักษณะลึกลับ เหนือธรรมชาติ หรือดังที่เรียกว่าเป็นการรับรู้ในเชิง รหัสยะ” (mystical)  จอห์น คาลแวง (John Calvin) นักเทววิทยาคนสำคัญกล่าวถึงลักษณะของความรู้ทางศาสนาว่า เมื่อพวกเรากล่าวถึงความรู้ เราไม่ได้หมายถึงความเข้าใจโดยทั่วไปเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ภายใต้การรับรู้ของมนุษย์ เพราะว่าศรัทธาเป็นสิ่งที่อยู่เหนือกว่าการรับรู้ที่จิตของมนุษย์จะสามารถบรรลุถึงได้ และพัฒนาถึงระดับนั้นได้ หรือถึงแม้ว่าจิตจะรับรู้ก็ไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่รับรู้นั้น(Konyndyk, 1986: 93)

จากแนวคิดดังกล่าวจึงมีข้อโต้แย้งว่า หากความเชื่อทางศาสนาเป็นเพียงความเชื่อที่จริงสำหรับผู้ที่มีศรัทธา หรือเฉพาะกับผู้ที่มีความเชื่ออยู่แล้ว ซึ่งเป็นความเชื่อที่จริงในเชิงอัตวิสัย (subjective truth) เท่านั้น แล้วความเชื่อนี้จะมีความแตกต่างอย่างไรกับความเชื่อของเด็กๆ ที่มีความเชื่อว่า ซานตาคลอสหรือนางเงือกมีจริง หรือจะสามารถแยกแยะความแตกต่างได้อย่างไรระหว่างความเชื่อของคนทั่วไปกับคนที่มีจิตผิดปรกติ  แนวคิดเรื่องการสนับสนุนความเชื่อทางศาสนาในรูปแบบนี้จึงอาจจะมีความเหมาะสมกับผู้ที่มีความเชื่อในทางศาสนาอยู่ก่อน แต่จะมีปัญหาในการตอบข้อสงสัย หรืออธิบายกับผู้ที่ไม่มีความเชื่ออยู่ก่อนให้สามารถเข้าใจและยอมรับได้

นอกจากการเข้าใจความหมายของศรัทธาในรูปแบบที่กล่าวถึง ยังมีแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับความหมายของศรัทธาในอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่ได้แยกความเชื่อทางศาสนาจากเรื่องการใช้เหตุผลโดยสิ้นเชิง หรือความหมายของศรัทธาไม่ได้มีนัยถึงการเชื่อมั่นแน่ใจโดยปราศจากความลังเลสงสัยต่อความจริงของความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้าเท่านั้น  ตัวอย่างเช่น แนวคิดเรื่องศรัทธาของนักบุญออกัสติน (St. Augustine) ที่เห็นว่า การใช้เหตุผลเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่อง หรือเชื่อมโยงกับแรงดลใจทางศาสนา” (religious impulse) ในขั้นต้นผู้เชื่อจะต้องมีศรัทธาต่อการเปิดเผยความจริงในคัมภีร์ของศาสนา หรือในประวัติศาสตร์ของชนชาติยิวว่าเป็น ความจริง ก่อน (เช่น ความเชื่อเกี่ยวกับการเนรมิตสร้างโลก บาปกำเนิด การฟื้นคืนชีพ หรือการไถ่บาป ซึ่งถือว่าเป็นความรู้ที่จำเป็นสำหรับการช่วยให้รอด หลังจากนั้นเหตุผลจะเป็นกระบวนการที่ช่วยให้มนุษย์สามารถทำให้เข้าใจความจริงทางศาสนาได้ ลำพังเพียงแต่การใช้เหตุผลอย่างเดียวจึงไม่สามารถพิสูจน์การมีอยู่ของพระเจ้าได้

แนวคิดแบบเทววิทยาธรรมชาติ (natural theology) ของนักบุญโธมัส อไควนัส (St. Thomas Aquinas) เป็นตัวอย่างที่สำคัญของแนวคิดในรูปแบบนี้  เขาอธิบายว่าความเชื่อทางศาสนาไม่ได้แยกออกอย่างเด็ดขาดจากการใช้เหตุผล และได้นำการใช้เหตุผลแบบปรัชญามาพิสูจน์ความจริงของความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้า รวมถึงทัศนะทางปรัชญาที่มีอยู่ เช่น ทัศนะทางปรัชญาของ อริสโตเติล (Aristotle) มาประยุกต์เพื่อใช้สนับสนุนความเชื่อทางศาสนา  ที่รู้จักกันคือข้อพิสูจน์การมีอยู่ของพระเจ้า 5 วิธี (โปรดดู การอ้างเหตุผลยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้า/ Arguments for the Existence of God)  อไควนัสอธิบายถึงศรัทธาว่า ลำพังแต่เพียงการใช้เหตุผลของมนุษย์นั้นสามารถรับรู้ได้แต่ความจริงในระดับธรรมชาติ (natural truth) ซึ่งเป็นความจริงที่เข้าใจได้โดยสภาวะการรับรู้อันจำกัดของมนุษย์  แต่หากมนุษย์ไม่ได้รับการเปิดเผยจากพระเจ้าก็จะไม่สามารถรับรู้ความจริงในระดับที่สูงขึ้นไปได้ เช่น ความจริงเกี่ยวกับลักษณะอันไม่จำกัด หรือความจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของพระเจ้า  ศรัทธาจึงทำหน้าที่เป็นเหมือนกับเครื่องมือนำทาง ให้กับการใช้เหตุผลของมนุษย์ซึ่งมีสภาวะที่จำกัด ให้สามารถรับรู้ความจริงในระดับที่เหนือธรรมชาติ (supernatural truth)  ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า โดยทั่วไปกลุ่มของผู้ที่ยอมรับความเชื่อทางศาสนาว่าเป็นความจริงจะนิยมใช้ข้ออ้างที่เกี่ยวกับวิธีการในลักษณะของศรัทธาสนับสนุนความเชื่อทางศาสนาเป็นสำคัญ แม้แต่ในทัศนะของเทววิทยาธรรมชาติก็ยังต้องถือว่าศรัทธาเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดสำหรับการยืนยันความจริงของความเชื่อทางศาสนา


2. แนวคิดแบบหลักฐานนิยม

แนวคิดแบบหลักฐานนิยม (evidentialism) เป็นแนวคิดที่ท้าทายประเพณีความคิดเรื่องการมีศรัทธาในแบบของคาลแวงและอไควนัส หรือต่อความหมายของศรัทธาที่คริสตศาสนิกชนส่วนมากเข้าใจ  แนวคิดแบบหลักฐานนิยมมีความเห็นว่า ความเชื่อใดๆ ก็ตามหากปราศจากการอ้างหลักฐานสนับสนุนที่เพียงพอ  ก็จะถือว่าเป็นความเชื่อที่บกพร่อง  วิลเลี่ยม คลิฟฟอร์ด (William Clifford) ได้นำเสนอแนวคิดแบบนี้ เขาได้กล่าวประโยคที่เป็นเสมือนกับสัญลักษณ์ของแนวคิดแบบหลักฐานนิยมว่าเป็นสิ่งที่ผิดเสมอไม่ว่าในที่ใด หรือกับใครก็ตามที่จะเชื่อในสิ่งที่ตั้งอยู่บนหลักฐานที่ไม่เพียงพอ(Clifford, 1998: 403)  ความเชื่อที่มีเหตุผลตามแนวคิดแบบหลักฐานนิยมจึงหมายถึงความเชื่อที่มีหลักฐานสนับสนุนเพียงพอ ความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้าที่ไม่มีหลักฐานในลักษณะดังกล่าว จึงต้องถือว่าเป็นความเชื่อที่บกพร่อง

มีข้อโต้แย้งว่า หลักการเชื่ออย่างมีเหตุผลที่คลิฟฟอร์ดเสนอเป็นสิ่งที่กำหนดขึ้นอย่างหยาบๆ ไม่สามารถเป็นไปได้จริงในทางปฏิบัติและเป็นหลักการที่ค่อนข้างคลุมเครือ เนื่องจากไม่ได้อธิบายอย่างชัดเจนว่าหลักฐานอย่างไรจึงจะถือได้ว่าเป็นหลักฐานที่เพียงพอ หรือเป็นหลักฐานให้กับความเชื่อที่มีเหตุผลได้ ในกรณีของนักเทววิทยาก็อาจมีการอ้างหลักฐานในลักษณะหนึ่งที่ทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เชื่อเป็นความเชื่อที่มีเหตุผลเช่นเดียวกัน ตัวอย่างเช่น การรับรู้ประสบการณ์ทางศาสนา การอ้างอิงถึงข้อความที่ปรากฏในพระคัมภีร์ หรือการมีอยู่ของตัวผู้เชื่อเอง (ที่เชื่อว่าเป็นผลงานของพระเจ้า) ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นหลักฐานสำหรับผู้เชื่อเช่นกัน ในกรณีเช่นนี้จะตัดสินว่าความเชื่อใดเป็นความเชื่อที่มีเหตุผลหรือไม่มีเหตุผลได้อย่างไร

นอกจากแนวคิดแบบหลักฐานนิยมที่คลิฟฟอร์ดเสนอ ยังมีแนวคิดแบบหลักฐานนิยมในรูปแบบอื่นที่เสนอหลักการให้กับความหมายของความเชื่อที่มีเหตุผลและมีความชัดเจนมากขึ้น  ตัวอย่างเช่นหลักฐานนิยมแบบล็อค” (Lockean evidentialism)  จอห์น ล็อค (John Locke) อธิบายถึงลักษณะของหลักการในการตัดสินความเชื่อที่มีเหตุผลว่าหมายถึงการไม่ยอมรับประพจน์ใดๆ โดยความเชื่อมั่นที่มากเกินไปกว่าการพิสูจน์ที่สร้างขึ้นบนสิ่งที่รับประกันได้ (Konyndyk, 1986: 103)  นั่นคือล็อคเห็นว่า การตัดสินความมีเหตุผลของความเชื่อใดๆ จะเป็นไปโดยระดับที่ขึ้นอยู่กับน้ำหนักความน่าเชื่อถือของหลักฐานที่สนับสนุน  ดังนั้น ลักษณะของศรัทธาซึ่งเป็นลักษณะของการให้หลักฐานที่ไม่เป็นที่ยอมรับหรือมีระดับความน่าเชื่อถือในระดับที่ต่ำ จึงต้องถือว่าเป็นความจริงที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ หรือมีความน่าเชื่อถือในระดับที่ต่ำตามไปด้วย

จากแนวคิดแบบหลักฐานนิยม ความเชื่อทางศาสนาจึงไม่ใช่ความเชื่อที่มีสิทธิพิเศษที่ไม่ต้องการการอ้างเหตุผลสนับสนุน แต่เป็นความเชื่อที่มีความเกี่ยวข้องกับความมีเหตุผลเหมือนกับความเชื่ออื่นเช่นกัน  ซึ่งอาจจะสรุปข้ออ้างเหตุผลของแนวคิดแบบหลักฐานนิยมในการอธิบายถึงความบกพร่องของความมีเหตุผลของความเชื่อทางศาสนาได้ดังนี้

P.1 ความเชื่อทางศาสนาจะเป็นความเชื่อที่มีเหตุผลได้ก็ต่อเมื่อตั้งอยู่บนหลักฐานที่เป็นความเชื่อที่มีเหตุผล

     เพียงพอ ในการสนับสนุนเท่านั้น

P.2 ไม่มีความเชื่อที่มีเหตุผลเพียงพอใช้เป็นหลักฐานสนับสนุนความเชื่อทางศาสนา

สรุป ความเชื่อทางศาสนาเป็นความเชื่อที่ไม่มีเหตุผลเพียงพอ

ถึงแม้ความเชื่อที่มีหลักฐานเพียงพอจะยังมีความหมายที่คลุมเครือว่าหมายถึงความเชื่อในลักษณะอย่างไร แต่ก็อาจกล่าวได้ว่า หลักเกณฑ์ของแนวคิดแบบหลักฐานนิยมเป็นความหมายของความเชื่อที่มีเหตุผลที่มีความเข้าใจกันอยู่โดยทั่วไป  ท่าทีของผู้ที่มีแนวคิดในลักษณะนี้จึงมีแนวโน้มที่จะปฏิเสธความมีเหตุผลของความเชื่อทางศาสนา หรือปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้า  เนื่องจากความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้าไม่สามารถมีหลักฐาน หรือไม่เป็นที่ยอมรับว่าเป็นความเชื่อที่มีเหตุผลได้ตามทัศนะนี้  ในขณะที่ฝ่ายผู้ที่มีความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้ามีแนวโน้มที่จะปฏิเสธการพิจารณาความเชื่อทางศาสนาด้วยแนวคิดเรื่องการใช้เหตุผลในรูปแบบนี้ มากกว่าจะพยายามหาหลักฐานเพื่อสนับสนุนความมีเหตุผลของความเชื่อทางศาสนา


3. แนวคิดแบบฟิเดอีสม์ของ ลุดวิก วิตเกนสไตน์

กลุ่มแนวคิดที่ปฏิเสธทัศนะแบบหลักฐานนิยม (anti-evidentialism) หรือที่เรียกว่า แนวคิดแบบฟิเดอีสม์ (fideism) เป็นแนวคิดที่อยู่ตรงข้ามกับแนวคิดแบบหลักฐานนิยม  แนวคิดนี้เห็นว่าไม่ควรพิจารณาความเชื่อทางศาสนาในเชิงเหตุผล และความเชื่อทางศาสนาควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของศรัทธา เนื่องจากเห็นว่าความเชื่อในการมีอยู่ของพระเจ้าเป็นความเชื่อที่อยู่เหนือกว่า ตรงกันข้าม หรือไม่เกี่ยวข้องกับการใช้เหตุผล  นักปรัชญาที่นำเสนอแนวคิดในรูปแบบนี้ ได้แก่ เบลส ปาสคาล (Blaise Pascal) โซเร็น คีร์เกการ์ด (Soren Kierkegaard) ลุดวิก วิตเกนสไตน์ (Ludwig Wittgenstein) และดี ซี ฟิลิปส์ (D. Z. Philips) เป็นต้น  ในที่นี้จะอธิบายแนวคิดแบบฟิเดอีสม์จากแนวคิดเรื่องแบบของชีวิตในทฤษฎีเกมภาษาของวิตเกนสไตน์ ที่เป็นแนวคิดสำคัญของกลุ่มนี้เพื่อเป็นตัวอย่างในการทำความเข้าใจแนวคิดแบบฟิเดอีสม์

ความคิดเรื่องเกมภาษา (language game) เป็นแนวคิดที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ Philosophical Investigations  วิตเกนสไตน์เปรียบเทียบกระบวนการการทำหน้าที่ของภาษาว่าเป็นเหมือนกับเกม หรือเรียกว่า เกมภาษา”  เขาอธิบายว่าการใช้ภาษาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการเข้าใจร่วมกันในกฎเกณฑ์หนึ่งๆ ที่จะกำหนดการทำหน้าที่ของคำในสถานการณ์ต่างๆ ว่ามีความหมายอย่างไร ดังนั้นกฎเกณฑ์จึงเป็นสิ่งที่ไม่ตายตัวเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ในการใช้ภาษา  คำๆ เดียวกันหากอยู่ในเกมภาษาหรือสถานการณ์ที่แตกต่างกันก็อาจจะมีความหมายที่ต่างกัน  การเข้าใจความหมายของภาษาจึงเป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์หรือบริบทที่แวดล้อมการใช้คำๆ นั้นอย่างแยกไม่ออก  ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ความหมายมีความหลากหลายเป็นไปตามสิ่งที่วิตเกนสไตน์เรียกว่า บริบทของชีวิต (context of life) หรือ แบบของชีวิต” (form of life)  ที่อาจจะหมายถึงบริบทของวัฒนธรรม การเมือง ประวัติศาสตร์ การศึกษา ฯลฯ หรืออาจหมายถึงบริบทต่างๆ ที่เป็นสภาพแวดล้อมของชีวิตมนุษย์   ดังนั้นตามแนวคิดของวิตเกนสไตน์ การกำหนดความหมายที่แน่นอนตายตัวให้กับภาษาจึงไม่สามารถทำได้  เพราะความหมายของคำแต่ละคำเป็นเพียงความหมายที่ขึ้นอยู่กับบริบทหนึ่งๆ เท่านั้น

 

วิตเกนสไตน์เห็นว่าความหมายของข้อความทางศาสนาก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถระบุถึงข้อเท็จจริงในการมีอยู่ของพระเจ้าได้ก็ตาม  ความหมายของข้อความทางศาสนาเป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับบริบทของการใช้ หรือแบบของชีวิตของคนที่มีชีวิตในรูปแบบหนึ่ง  ด้วยลักษณะเช่นนี้ การให้หลักการกับความเชื่อทางศาสนาจึงไม่สามารถทำได้  การเปรียบเทียบกันระหว่างแบบของชีวิตที่มีความแตกต่างกันเป็นสิ่งที่อาจจะทำได้ในบางแง่ที่มีความคล้ายคลึงกันเท่านั้น  แต่การเปรียบเทียบเรื่องความจริงของแต่ละแบบของชีวิต แบบใดเป็นแบบที่ถูกต้องมากกว่ากันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้  ตัวอย่างเช่น เป็นไปไม่ได้ที่จะพิสูจน์ความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้าโดยประสบการณ์ เป็นต้น  ด้วยแนวคิดในลักษณะเช่นนี้จึงทำให้แนวคิดของวิตเกนสไตน์และผู้ที่ตีความแนวคิดของเขาว่าเป็นแนวคิดที่ปฏิเสธการพิจารณาความเชื่อทางศาสนาด้วยกระบวนการการใช้เหตุผล ดังที่เป็นท่าทีของแนวคิดแบบฟิเดอีสม์

 

ดี ซี ฟิลิปส์ เป็นบุคคลสำคัญที่นำแนวคิดของวิตเกนสไตน์มาใช้อธิบายลักษณะของความเชื่อทางศาสนาในแบบของฟิเดอีสม์  เขาใช้ทฤษฎีเกมภาษาของวิตเกนสไตน์ในการอธิบายการมีความหมายของข้อความทางศาสนาว่า ความหมายของข้อความทางศาสนาเป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับแต่ละแบบของชีวิตที่มีความแตกต่างกัน  รวมถึงความเชื่อที่อยู่กันคนละแบบของชีวิตก็ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบตัดสินกันได้ หรือไม่สามารถมีมาตรฐานใช้ในการตัดสินความถูกผิดของความเชื่อในแบบของชีวิตที่แตกต่างกันได้  ดังนั้นการพยายามหาหลักเกณฑ์ที่เป็นสากลในการตัดสินความจริงของความเชื่อทางศาสนาจึงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้  ความหมายของความเชื่อทางศาสนาเป็นสิ่งที่มีความหมายโดยการให้ความหมายจากภายใน (internal) แบบของชีวิตหนึ่งๆ มากกว่าที่จะเป็นความหมายที่มีอยู่ของสิ่งที่อยู่ภายนอกแบบของชีวิต  เขาจึงปฏิเสธลักษณะของการให้หลักการกับความเชื่อในแบบของการเป็นหลักการภายนอก (external)  หรือเห็นว่าไม่มีหลักการในเชิงภววิสัยที่ใช้เป็นหลักการสนับสนุนความจริงให้กับความเชื่อทางศาสนาซึ่งอยู่ภายนอกแบบของชีวิต  เพราะฉะนั้นการให้หลักการกับความเชื่อซึ่งเป็นแนวคิดที่พยายามค้นหาหลักประกันเรื่องมาตรฐานการตัดสินความถูกต้องให้กับความเชื่อได้จึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้

 

ไค นีลสัน (Kai Nielson) สรุปแนวคิดฟิเดอีสม์แบบวิตเกนสไตน์” (Wittgenstein fideism) ว่ามีลักษณะที่สำคัญ 3 ข้อ คือ

 

(ก) การอธิบายถึงพื้นฐานของเรื่องราวต่างๆ ทางศาสนาว่าเป็นสิ่งที่จำแนกโดยแบบของชีวิตที่มีระบบเหตุผล หรือมีระบบตรรกะเป็นของตัวเอง 

(ข) แบบของชีวิตทั้งหมดไม่เปิดโอกาสให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ระหว่างกันได้  แต่ละแบบของชีวิตมีสิ่งที่เป็นบรรทัดฐานหรือมีหลักเกณฑ์เป็นของตัวเองที่จะสามารถใช้เข้าใจเรื่องการเป็นความจริง หรือไม่จริง ความมีเหตุผลหรือไม่มีเหตุผลสำหรับแบบของชีวิตแต่ละแบบโดยตัวมันเอง 

(ค) มีความเชื่อว่าไม่มีจุดยืนในลักษณะที่เป็นจุดอาคิมีเดียนในความหมายของการเป็นจุดยืนที่สามารถใช้เป็นหลักการในการวิพากษ์วิจารณ์ตัดสินแบบของชีวิตแบบต่างๆได้ทั้งหมดร่วมกัน หรือเป็นการปฏิเสธการมีจุดยืนพิเศษที่จะใช้เป็นหลักเกณฑ์สากลให้กับทุกแบบของชีวิตได้  เพราะทุกครั้งที่เราใช้หลักเกณฑ์ต่างๆ มาตัดสินก็จะมาจากหลักเกณฑ์ของแบบของชีวิตแบบใดแบบหนึ่งเสมอ (Stiver, 1996: 69)

 

แนวคิดเรื่องเกมภาษาเป็นแนวคิดที่มีอิทธิพลต่อแนวคิดแบบมุมมองนิยมแบบแข็ง (hard perspectivist) ที่อธิบายว่า ระหว่างบริบทของผู้เชื่อที่มีความแตกต่างกันจะกำหนดความหมายให้กับสิ่งต่างๆ ที่ต่างกัน โดยที่แต่ละบริบทของความเชื่อนั้นไม่สามารถนำมาใช้ในการตัดสินเปรียบเทียบความถูกผิดระหว่างกันได้  และไม่สามารถมีจุดยืนภายนอกในการวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองของแบบของชีวิตแต่ละแบบได้  (มุมมองนิยม หรือ perspectivism คือ แนวคิดที่อธิบายว่ามโนทัศน์เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ของมนุษย์เป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับความเชื่อเบื้องหลังของผู้เชื่อ เช่น ข้อมูลจากประสบการณ์ ความเชื่อที่ยอมรับก่อนหน้า ภาพประทับต่างๆ หรือเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องในการเชื่อ  สิ่งเหล่านี้อาจจะเรียกรวมๆ กันว่าเป็นกรอบมโนทัศน์” (conceptual frameworks) ซึ่งทำหน้าที่กำหนดมุมมอง ตีความ และให้ความหมายกับสิ่งต่างๆ)

 

ประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งในการโต้แย้งแนวคิดของกลุ่มนี้คือการโต้แย้งว่า ความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้ามนุษย์สามารถรับรู้ได้หรือไม่  หรือเป็นปัญหาการอธิบายว่า ความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้านอกจากจะถือว่าเป็นความเชื่อที่มีความหมายแล้ว ความเชื่อนี้เป็นความเชื่อที่มีข้อเท็จจริงในโลก หรือมีการมีอยู่จริงของพระเจ้ารองรับหรือไม่  นักปรัชญากลุ่มหนึ่ง หรือเรียกว่าเป็นกลุ่มที่มีแนวคิดแบบ cognitive มีความเห็นว่า การรับรู้ความจริงของความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้ามีความเป็นไปได้  และการมีความหมายของความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้ามีข้อเท็จจริงในโลกรองรับ  เพียงแต่ลักษณะการมีอยู่ของพระเจ้าดังกล่าวมีลักษณะที่แตกต่างออกไป  สำหรับฟิลิปส์แล้ว เขาไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว  เขามีความเห็นว่า ตามแนวคิดของวิตเกนสไตน์ มนุษย์ไม่มีกระบวนการการรับรู้ความจริงในลักษณะนี้ได้ หรือเรียกว่าเป็นแนวคิดแบบ non-cognitive  ถึงแม้ในแนวคิดของวิตเกนสไตน์จะอธิบายว่าความเชื่อทางศาสนาเป็นความเชื่อที่มีความหมายภายในเกมภาษาหรือแบบของชีวิตแบบหนึ่ง  และข้อความทางศาสนาเป็นการกล่าวถึงอย่างมีความหมายก็ตาม  แต่ความเชื่อทางศาสนาก็ยังคงเป็นความเชื่อที่มนุษย์ไม่มีกระบวนการรับรู้ หรือเกินไปกว่ากระบวนการรับรู้ของมนุษย์จะสามารถรับรู้ได้  สิ่งที่มนุษย์สามารถรับรู้ได้เป็นสิ่งที่จำกัดอยู่เฉพาะข้อเท็จจริงในโลกเท่านั้น  สำหรับฟิลิปส์ ความเชื่อในการมีอยู่ของพระเจ้าจึงเป็นเรื่องที่อยู่เหนือกว่าข้อเท็จจริงที่เราสามารถรับรู้ได้ และไม่ใช่เรื่องที่เราจะเข้าไปกำหนดตัดสินว่าถูกผิดหรือระบุลักษณะที่แน่นอน  สิ่งที่มนุษย์มีความสัมพันธ์กับความเชื่อทางศาสนาได้คือ การใช้ชีวิตให้เป็นไปอย่างกลมกลืนกับความเชื่อนั้น โดยถือว่าเป็นความเชื่อที่มีความแน่นอนชัดเจนโดยไม่ต้องลังเลสงสัย  แต่การระบุอย่างชัดเจนว่าความเชื่อทางศาสนาหมายถึงสิ่งใด หรือเป็นความจริงหรือไม่ อย่างไร ถือว่าเป็นสิ่งที่เกินไปกว่ากระบวนการการรับรู้ของมนุษย์จะสามารถทำได้ 

ถึงแม้แนวคิดแบบฟิเดอีสม์จะมีแนวทางในการปฏิเสธการใช้เหตุผลกับความเชื่อทางศาสนา แต่แนวคิดนี้ก็ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องการใช้เหตุผลโดยสิ้นเชิง  นั่นคือมีการสนับสนุนความเชื่อทางศาสนาด้วยหลักฐานในอีกรูปแบบหนึ่ง ตัวอย่างเช่น มนุษย์มีความเชื่อทางศาสนาเพราะมีความรู้สึกกลัว ความรู้สึกไม่มีความแน่ใจในชีวิต หรือความรู้สึกต้องการความหวังในชีวิต  หรือตามทฤษฎีเกมภาษาและคำอธิบายเรื่องแบบของชีวิตที่วิตเกนสไตน์อธิบาย  จึงกล่าวได้ว่า แนวคิดแบบฟิเดอีสม์ไม่ได้ปฏิเสธการใช้เหตุผลกับความเชื่อทางศาสนาในความหมายของการปฏิเสธการอ้างหลักฐานในการเชื่อของผู้เชื่อ  หรือดังที่ โรเบิร์ต ออดี้ (Robert Audi) กล่าวถึงแนวคิดแบบฟิเดอีสม์ว่าเป็นการให้หลักการกับความเชื่อทางศาสนาโดยการใช้ศรัทธา (Audi, 1986: 139)   สิ่งที่แนวคิดแบบฟิเดอีสม์ปฏิเสธน่าจะหมายถึงลักษณะของหลักฐานที่ใช้อ้าง หรือหลักเกณฑ์ที่ใช้เป็นบรรทัดฐานเรื่องลักษณะของหลักฐานมากกว่า  ดังนั้นปัญหาที่แท้จริงของการโต้แย้งกันระหว่างแนวคิดแบบหลักฐานนิยมกับแนวคิดที่ปฏิเสธหลักฐานนิยมที่ควรให้ความสนใจ จึงอยู่ที่ความหมายของหลักฐาน และลักษณะของหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมสำหรับการให้หลักการกับความเชื่อทางศาสนา 


4. ข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปทางญาณวิทยาของ อัลวิน แพลนติงก้า

โดยทั่วไป เมื่อตั้งคำถามถึงความเชื่อหนึ่งๆ ว่ามีเหตุผลหรือไม่ ผู้ที่เชื่อก็จะทำการอ้างอิง (reference) ถึงความเชื่ออื่นที่เชื่อว่ามีความน่าเชื่อถือหรือมีความเป็นพื้นฐานมากกว่า เพื่อใช้เป็นหลักประกันให้กับความเชื่อนั้นๆ ได้  แต่การอ้างหลักฐานที่เป็นความเชื่ออื่นต่อไปเรื่อยๆ ไม่สามารถยอมรับได้ว่าเป็นการให้หลักการกับความเชื่อ ดังที่เรียกปัญหานี้ว่าปัญหาการถอยกลับแบบอนันต์” (infinite regression problem)  ทฤษฎีมูลฐานนิยม (foundationalism) เป็นทฤษฎีการให้หลักการกับความเชื่อที่อธิบายถึงการอ้างหลักฐานสนับสนุนที่ถอยกลับไปยุติลงบนความเป็นพื้นฐานที่มั่นคง หรือความเชื่อที่เป็นหลักการ เรียกว่าความเชื่อพื้นฐาน” (basic belief) ที่มีลักษณะสำคัญคือ ไม่ต้องการการอ้างหลักฐานจากความเชื่ออื่น และทำหน้าที่เป็นพื้นฐานให้กับความเชื่ออื่นได้  มูลฐานนิยมโดยทั่วไปอาจถือว่า ความเชื่อพื้นฐานอยู่ในรูปประพจน์ (proposition) หรือในรูปของประพจน์พื้นฐาน (basic proposition)

ทฤษฎีการให้หลักการกับความเชื่อทางญาณวิทยาเป็นทฤษฎีที่อธิบายถึงหลักการและวิธีการการให้หลักการกับความเชื่อ และอาจมีนัยยะถึงความเป็นมาตรฐานในการตัดสินความรู้ด้วย เช่น มีความเข้าใจว่าการทำให้ถูกหลักการทำหน้าที่เป็นเครื่องนำไปสู่ความจริง” (truth-conducive) ให้กับความเชื่อ  และลักษณะของหลักฐานที่สนับสนุนความเชื่อหนึ่งว่าเป็นความเชื่อที่มีเหตุผลในแบบที่หลักฐานนิยมยอมรับคือ หลักฐานที่ต้องการความมั่นคง แน่นอน น่าเชื่อถือ หรือมีความเป็นพื้นฐานสามารถใช้เป็นหลักประกันให้กับความเชื่อได้  ทฤษฎีมูลฐานนิยมจึงเป็นทฤษฎีที่โดยทั่วไปจะยอมรับว่าเป็นทฤษฎีที่ให้หลักการกับความเชื่อ หรือสามารถทำหน้าที่ในการเป็นหลักประกันให้กับความเชื่อได้  แต่แนวคิดนี้ก็มีปัญหาที่สำคัญคือ ไม่สามารถหาความเชื่อที่มีลักษณะของความเป็นพื้นฐาน และเชื่อมโยงเพื่อให้หลักการกับความเชื่ออื่นได้  โดยเฉพาะสำหรับความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้าที่ไม่สามารถตั้งอยู่บนพื้นฐานที่มีลักษณะดังกล่าว หรือสามารถสืบสาวไปถึงความเชื่อพื้นฐานในลักษณะนี้  ดังนั้นจึไม่สามารถให้หลักการกับความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้าได้ หรือตัดสินว่าเป็นความเชื่อที่ไม่มีพื้นฐาน (groundless belief)  ดังที่เป็นปัญหาเรื่องการเป็นความเชื่อที่ไม่มีเหตุผลตามแนวคิดแบบหลักฐานนิยม ซึ่งกล่าวได้ว่า แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับลักษณะของหลักฐานในแนวคิดแบบหลักฐานนิยม มีความเชื่อมโยงกับลักษณะความเป็นพื้นฐานของทฤษฎีการให้หลักการกับความเชื่อแบบมูลฐานนิยม  ฝ่ายผู้ที่ไม่เห็นด้วยจึงตั้งคำถามเกี่ยวกับความเหมาะสม และความถูกต้องของหลักเกณฑ์ของทฤษฎีการให้หลักการกับความเชื่อในรูปแบบนี้

อัลวิน แพลนติงก้า (Alvin Plantinga) เห็นว่า นอกจากการให้หลักฐานตามทัศนะแบบหลักฐานนิยมจะเป็นไปไม่ได้แล้ว หลักเกณฑ์ว่าความเชื่อหนึ่งจะเป็นความเชื่อที่มีเหตุผลก็ต่อเมื่อมีหลักฐานที่เพียงพอในการสนับสนุน ก็เป็นหลักเกณฑ์ที่มีความบกพร่องเช่นกัน เพราะปัญหาเรื่องความมีเหตุผลของความเชื่อทางศาสนานั้นอยู่ที่ทฤษฎีทางญาณวิทยาที่ใช้ในการให้หลักการกับความเชื่อมากกว่า  แพลนติงก้าเรียกรูปแบบทฤษฎีการให้หลักการกับความเชื่อของเขาว่าเป็นการปฏิรูปทางญาณวิทยา” (reformed epistemology, นักปรัชญาที่นำเสนอแนวคิดรูปแบบนี้ท่านอื่น เช่น ริชาร์ด สวินเบิร์น (Richard Swinburne) วิลเลี่ยม พี อัลสตัน (William P. Alston ซึ่งจะกล่าวถึงในหัวข้อต่อไป) หรือแนวคิดแบบฟิเดอีสม์แบบวิตเกนสไตน์ในส่วนที่ 3 ก็อาจจัดอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย)

ข้อเสนอของแพลนติงก้าตั้งอยู่บนพื้นฐานของการวิพากษ์วิจารณ์ทฤษฎีมูลฐานนิยม ซึ่งเขามีความเห็นว่าเป็นพื้นฐานของแนวคิดเรื่องลักษณะของหลักฐานที่นำมาใช้ในการอธิบายความเชื่อที่มีเหตุผลในแนวคิดแบบหลักฐานนิยม  ทฤษฎีมูลฐานนิยมที่เขาหมายถึงคือ ทฤษฎีมูลฐานนิยมแบบดั้งเดิมที่มีลักษณะสำคัญคือ ความเชื่อพื้นฐานเป็นความเชื่อที่สนับสนุนตัวเอง เป็นความเชื่อที่ไม่สามารถเป็นเท็จได้ และการเป็นหลักฐานต่อการรับรู้ของผู้เชื่อ (evidence to the self) หรือหมายถึง

นิยาม 1ประพจน์ p เป็นพื้นฐานที่เหมาะสมสำหรับ S เมื่อและต่อเมื่อ p เป็นทั้งหลักฐานที่สนับสนุนตัวเองของ S หรือไม่สามารถแก้ไขได้สำหรับ S หรือเป็นหลักฐานต่อประสาทสัมผัสสำหรับ S

ตัวอย่างของประพจน์ความเชื่อพื้นฐานที่สนับสนุนตัวเองที่มูลฐานนิยมยอมรับ เช่น ประพจน์ความเชื่อ “2 + 1 = 3”  หรือประพจน์ที่เป็นความจริงเชิงตรรกะ เช่นไม่มีคนโสดคนใดที่แต่งงานแล้ว ซึ่งมีความเชื่อว่าประพจน์นี้เป็นความจริงตามเงื่อนไขของประพจน์พื้นฐานตามแนวคิดของมูลฐานนิยมคือ มีลักษณะเป็นจริงโดยตัวเองและไม่ต้องการการสนับสนุน  แพลนติงก้าเห็นว่า ประพจน์เหล่านี้ไม่ได้มีลักษณะดังกล่าว  ประพจน์ความเชื่อเหล่านี้สำหรับบางคนอาจจะไม่ได้เป็นความเชื่อที่สนับสนุนตัวเอง ตัวอย่างเช่น สำหรับเด็กเล็กๆ ที่ไม่เข้าใจ หรือไม่สามารถรู้ถึงความแตกต่างระหว่างคนโสดกับคนที่แต่งงานได้ในทันที  ในกรณีนี้ก็ไม่สามารถถือได้ว่าประพจน์ดังกล่าวเป็นประพจน์พื้นฐาน  หรือในตัวอย่างของประพจน์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เช่น 17 + 18 = 35 ก็ไม่ได้เป็นประพจน์ความเชื่อที่เป็นไปตามเงื่อนไขการเป็นหลักฐานโดยตัวเอง (นิยาม 1) สำหรับทุกคน ประพจน์ความเชื่อนี้ต้องการการสนับสนุนจากการคำนวณ หรือต้องมีการเรียนรู้ก่อนหน้าเป็นพื้นฐานในระดับหนึ่ง และไม่ใช่ความรู้ที่สามารถรับรู้ได้โดยทันทีหรือรับรู้ได้โดยตรง (immediate knowledge) เพราะความเชื่อเหล่านี้ต้องอ้างอิงถึงความเชื่ออื่นหรือสิ่งอื่นด้วยเสมอ

พื้นฐานที่เหมาะสม” (properly basic) ที่หมายถึงความเชื่อพื้นฐานตาม นิยาม 1 และเพิ่มเงื่อนไขของการเป็นหลักฐานสู่การรับรู้ที่เน้นความสัมพันธ์ของความเชื่อนั้นกับผู้เชื่อเข้าไปด้วย หลักการของการเป็นพื้นฐานที่เหมาะสมจึงควรหมายถึง

นิยาม 2 “A เป็นพื้นฐานที่เหมาะสมสำหรับฉันก็ต่อเมื่อ A สนับสนุนตัวเอง หรือไม่สามารถเป็นเท็จได้ หรือเป็นหลักฐานต่อประสาทสัมผัสสำหรับฉัน

การเป็นหลักฐานต่อประสาทสัมผัสของผู้รู้เป็นลักษณะสำคัญของพื้นฐานที่เหมาะสม เขาอธิบายว่า ภายในโครงสร้างของความเชื่อ (noetic structure) ที่ประกอบขึ้นด้วยความเชื่อต่างๆ ของแต่ละบุคคล ความเชื่อในระบบที่มีลักษณะตาม นิยาม จะเป็นพื้นฐานที่เหมาะสมสำหรับแต่ละคนใช้เป็นหลักการให้กับความเชื่ออื่นๆ ซึ่งแตกต่างจาก นิยาม คือ ความเป็นพื้นฐานนี้เป็นสิ่งเฉพาะกับแต่ละบุคคลที่ไม่ใช่บุคคลในความหมายที่เป็นสากล หรือมีลักษณะในเชิงภววิสัย  ความหมายของการเป็นความเชื่อที่ไม่ต้องการการสนับสนุนด้วยความเชื่ออื่น เป็นเท็จไม่ได้ หรือเป็นหลักฐานต่อประสาทสัมผัส จึงขึ้นอยู่กับสถานะของความเชื่อนั้น ภายใความเชื่อของผู้เชื่อ ดังที่เขายกตัวอย่างลักษณะการเป็นพื้นฐานที่เหมาะสมตามแบบของมูลฐานนิยมแบบสมัยใหม่ (modern foundationalism) ว่า มีลักษณะของพื้นฐานที่เหมาะสมในแบบที่เขาอ้าง เช่น ประพจน์ข้างหน้าของฉันมีต้นไม้ต้นหนึ่ง” “ฉันกำลังสวมรองเท้า”  หรือเป็นประพจน์ที่มีการกล่าวถึงอย่างรัดกุมมากขึ้น เช่นมันดูเหมือนว่าฉันเห็นต้นไม้ต้นหนึ่ง”  หรือประพจน์ฉันมีประสบการณ์เขียวเป็นต้น  ประพจน์ความเชื่อเหล่านี้จะมีลักษณะของการรับประกันความถูกต้องโดยตัวเอง ที่ไม่สามารถโต้แย้งว่าการรับรู้ประพจน์ความเชื่อนี้ของผู้ที่รับรู้ไม่เป็นความจริง  ความเป็นพื้นฐานที่เหมาะสมของแพลนติงก้าจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับความจริงของประพจน์ความเชื่อนั้นเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับตัวผู้เชื่อว่าประพจน์ความเชื่อใดจะเป็นพื้นฐานที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคล 

สำหรับแพลนติงก้า ความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้าเป็นความเชื่อที่เป็นพื้นฐานที่เหมาะสมในความหมายดังกล่าว  เขาอธิบายว่าการเชื่อในการมีอยู่ของพระเจ้า” (belief in existence of God) แตกต่างจากการเชื่อในพระเจ้า” (believe in God)  แบบแรกเป็นการเชื่อที่อาจต้องการหลักฐานในการเชื่อ แต่การเชื่อในแบบหลังหมายถึงการเชื่อที่มีความเชื่อมั่นในความเชื่อนั้นโดยไม่ต้องการหลักฐานและไม่มีความลังเลสงสัย  ดังที่เขายกตัวอย่างความแตกต่างของการมีความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้าสำหรับปีศาจคือ ปีศาจเองก็มีความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้าในระบบความเชื่อของตัวเองเหมือนกับคนทั่วไป แต่มีความแตกต่างกันที่ปีศาจมีความเชื่อว่าพระเจ้า แต่ไม่มีความรู้สึกถึงการยอมรับในพระเจ้า หรือไม่มีความต้องการจะดำเนินชีวิตของตัวเองให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระเจ้า (Plantinga, Alvin, 1998: p. 416.)  สำหรับผู้ที่มีความเชื่อในพระเจ้าจะเป็นการเชื่อที่ไม่ต้องการการสนับสนุนจากความเชื่ออื่นๆ และการเชื่อในลักษณะเช่นนี้ก็มีความหมายเดียวกับการมีศรัทธาในพระเจ้าของชาวคริสต์ ซึ่งเป็นลักษณะของพื้นฐานที่เหมาะสม

ข้อสนับสนุนสำคัญอีกข้อที่แพลนติงก้าใช้สนับสนุนแนวคิดนี้ คือ แนวคิดของคาลแวง  ที่อธิบายถึงความเชื่อในการมีอยู่ของพระเจ้าว่า เป็นความเชื่อที่ไม่ต้องการการสนับสนุนด้วยหลักฐานใดๆ นอกจากการมีศรัทธาในพระเจ้า  เนื่องจากการมีความเชื่อทางศาสนาไม่ใช่การพิสูจน์ด้วยหลักฐานหรือเหตุผล แต่ความเชื่อในลักษณะนี้เป็นความเชื่อที่จริงโดยตัวของผู้เชื่อเอง ที่ถือว่าเป็นความเชื่อที่สูงส่งกว่าการพิจารณาด้วยเหตุผลของมนุษย์ และไม่ต้องการการสนับสนุนจากความเชื่ออื่นๆ แพลนติงก้ามีความเห็นว่า แนวคิดของคาลแวงสนับสนุนว่าความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้าไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐาน หรือประพจน์ความเชื่อใดๆ ทำหน้าที่สนับสนุนอีกในแบบที่นักหลักฐานนิยมหรือดังที่นักเทววิทยาธรรมชาติเข้าใจ และเป็นไปตามความหมายของพื้นฐานที่เหมาะสมที่แพลนติงก้ากล่าวถึง  โดยสรุปจึงกล่าวได้ว่า ด้วยลักษณะของความเป็นพื้นฐานที่เหมาะสม คือความเชื่อที่เป็นไปตาม นิยาม 2 และความเชื่อในการมีอยู่ของพระเจ้าถือว่าเป็นความเชื่อที่มีลักษณะของการเป็นพื้นฐานที่เหมาะสม หรือเป็นความเชื่อที่ถูกหลักการในความหมายของการปฏิรูปทางญาณวิทยา

มีข้อโต้แย้งว่า การปฏิรูปทางญาณวิทยาของแพลนติงก้าเป็นการให้ความหมายกับความเชื่อที่ถูกหลักการในลักษณะที่เป็นอัตวิสัยเกินไป (Martin Michael, 1998: pp. 479-481) เพราะมีความเป็นไปได้ว่า ความเชื่อที่ถูกหลักการของเขาอาจจะเป็นเพียงหลักประกันความเชื่อเฉพาะของแต่ละบุคคลหรือเฉพาะกลุ่มเท่านั้น  หากนำไปเปรียบเทียบกับบริบทความเชื่อที่แตกต่างออกไป เช่น ในระบบความเชื่อของศาสนาแบบอเทวนิยม ความเชื่อว่าพระเจ้าไม่มีอยู่กลับจะเป็นความเชื่อที่เป็นพื้นฐานที่เหมาะสมสำหรับเขามากกว่าความเชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่  รวมทั้งความเชื่ออื่นๆ เช่น ความเชื่อทางโหราศาสตร์ หรือความเชื่อของพวกพ่อมดหมอผี ก็อาจจะสามารถถือได้ว่าเป็นพื้นฐานที่เหมาะสมตามความหมายของเขาได้ทั้งหมด

แพลนติงก้าปกป้องแนวคิดของเขาว่า ที่เราไม่สามารถยอมรับความเชื่อทางโหราศาสตร์ หรือความเชื่อของพวกพ่อมดหมอผีเป็นพื้นฐานที่เหมาะสมได้เหมือนกับความเชื่อในพระเจ้า เนื่องจากความเชื่อเหล่านี้ไม่ได้เป็นพื้นฐานที่เหมาะสมในสถานการณ์ที่แน่นอน (Plantinga, 1998: pp. 473-475.) ที่ทำให้ยอมรับเป็นความเชื่อที่มีลักษณะพื้นฐานที่เหมาะสมได้  แต่ข้ออ้างนี้ไม่สามารถตอบปัญหาว่า ทำไมศาสนาคริสต์จึงเป็นสถานการณ์ที่แน่นอนสำหรับผู้ที่มีความเชื่อได้เพียงสถานการณ์เดียว ในขณะที่ความเชื่อของศาสนาอื่นไม่สามารถเป็นได้  หรือหากศาสนาอื่นจะใช้ข้ออ้างเดียวกันนี้สนับสนุนความเชื่อของศาสนาตัวเองก็ไม่สามารถโต้แย้งได้  รวมถึงจากการอ้างเหตุผลเรื่องพื้นฐานที่เหมาะสมในสถานการณ์ที่แน่นอนก็อาจมีข้อโต้แย้งอีกว่า แม้แต่ในสถานการณ์ที่แน่นอนดังกล่าว เช่น ภายในกลุ่มของชุมชนชาวคริสต์ด้วยกันเองก็มีความเป็นไปได้ว่าสถานการณ์ที่แน่นอนหนึ่งๆ อาจจะนำไปสู่ความเชื่อที่แตกต่างกัน 

ข้อโต้แย้งอีกข้อหนึ่งจากข้อเสนอของแพลนติงก้าคือ ข้อโต้แย้งที่มาจากปัญหาในการนำทฤษฎี           มูลฐานนิยมมาใช้เป็นต้นแบบในการปฏิรูปทางญาณวิทยาของเขา  ลักษณะการสนับสนุนความเชื่อที่ทฤษฎีมูลฐานนิยมเสนอเป็นสถานะทางญาณวิทยาที่มีความแน่นอน เป็นสากล และเชื่อว่าทำให้ตรงกับข้อเท็จจริงในโลก แต่สำหรับข้อเสนอของแพลนติงก้า ความเชื่อที่ถูกหลักการไม่มีหลักเกณฑ์ที่แน่นอน หรือไม่มีลักษณะดังกล่าว  พื้นฐานที่เหมาะสมจะเป็นได้ก็แต่เพียงสิ่งที่ผู้เชื่อหรือกลุ่มของผู้เชื่อยอมรับเท่านั้น และหากยอมรับหลักเกณฑ์เช่นนี้จริงก็อาจทำให้ความจริงทางศาสนามีลักษณะเชิงอัตวิสัยในท้ายที่สุด

ถึงแม้ข้อเสนอของแพลนติงก้าจะมีข้อบกพร่องในการให้หลักการกับความเชื่อทางศาสนาด้วยลักษณะของความเป็นพื้นฐานดังกล่าว  แต่สิ่งที่น่าสนใจในแนวทางการพิจารณาปัญหาของแพลนติงก้า ซึ่งทำให้แนวคิดของเขาได้รับความสนใจก็คือ การนำเสนอเรื่องความมีเหตุผลของความเชื่อในการมีอยู่ของพระเจ้า ในแนวทางการพิจารณาความมีเหตุผลของความเชื่อที่มีพื้นฐานอยู่บนลักษณะใกล้เคียงกับการมีความเชื่อทางศาสนาโดยเรื่องศรัทธา ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ปฏิเสธการใช้เหตุผลกับความเชื่อทางศาสนา ตัวอย่างเช่น แนวคิดเรื่องพื้นฐานที่เหมาะสม ที่เป็นการนำลักษณะพื้นฐานของการยืนยันความเชื่อทางศาสนามาใช้ในโครงสร้างของทฤษฎีการให้หลักการกับความเชื่อแบบมูลฐานนิยม  จากข้อเสนอการปฏิรูปทางญาณวิทยาของแพลนติงก้า แสดงให้เห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่จะพิจารณาความเชื่อทางศาสนา ว่าเป็นความเชื่อที่มีเหตุผลในรูปแบบที่มีเหตุมีผลมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องปฏิเสธพื้นฐานรูปแบบการเชื่อของผู้ที่มีความเชื่อทางศาสนา  ข้อเสนอดังกล่าวจึงถือได้ว่า เป็นการตั้งคำถามถึงความมีเหตุผลเรื่องความมีหลักการของความเชื่อทางศาสนาในแง่มุมทางญาณวิทยาที่มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

5. แนวคิดเรื่องการรับรู้ประสบการณ์ทางศาสนาของ วิลเลี่ยม พี อัลสตัน

วิลเลี่ยม พี อัลสตัน อธิบายถึงการให้หลักการกับความเชื่อทางศาสนาว่า ความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้ามีพื้นฐานการให้หลักการอยู่บนประสบการณ์ของผู้เชื่อ ที่เรียกว่าประสบการณ์การรับรู้พระเจ้า” (experiential awareness of God) หรือการรับรู้พระเจ้า” (perceiving God)  การรับรู้พระเจ้าที่อัลสตันหมายถึงคือ การมีประสบการณ์ทางศาสนา เช่น การรับรู้ถึงพลังอำนาจ ความรัก ความเมตตา ความสงบสุข ที่มาจากพระเจ้า  หรือการมีประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจากการสวดภาวนาหรือการอธิษฐาน  ข้อเสนอของอัลสตันใน Perceiving God: The Epistemology of Religious Experience มีจุดประสงค์ที่สำคัญคือ การให้หลักการกับการรับรู้พระเจ้า หรือเพื่ออธิบายว่า ความเชื่อที่มาจากการรับรู้พระเจ้าของแต่ละบุคคลเป็นความเชื่อที่ถูกหลักการ

อัลสตันอธิบายการรับรู้พระเจ้าว่าเป็นการรับรู้ที่เหมือนกับการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสอื่นๆ หรืออาจเรียกว่าเป็นการรับรู้ของชาวคริสต์” (Christian perception) คือเป็นการรับรู้เชิงผัสสะที่ผ่านการสนับสนุนจากการมีประสบการณ์ของผู้เชื่อเช่นเดียวกัน  และการรับรู้เช่นนี้เป็นการให้หลักการกับความเชื่อโดยทันทีของผู้เชื่อเอง ตัวอย่างเช่น สำหรับผู้หนึ่งที่รับรู้ว่าวัตถุหนึ่งมีสีฟ้า การรับรู้นี้จะเป็นการให้หลักการกับความเชื่อในทันที  การให้หลักการในลักษณะเช่นนี้ เขาเรียกว่าการให้หลักการกับความเชื่อในชั้นต้น” (prima facie justification) ที่หมายถึงการให้หลักการที่เกิดขึ้นพร้อมกับการรับรู้ของผู้ที่รับรู้โดยไม่อาศัยกระบวนการใดๆ มาอ้างอิง หรือไม่ต้องนำไปวิเคราะห์ตีความ (Alston, 1992: 68)  อัลสตันอธิบายว่า การรับรู้นี้ว่าเป็นการให้หลักการในชั้นต้น หรือเป็นการให้หลักการกับการรับรู้พระเจ้าที่เป็นไปตามนิยามว่า

ถ้าคนๆ หนึ่งเชื่อว่าพระเจ้าคือ P (ตัวอย่าง เช่น ความรัก) บนพื้นฐานของประสบการณ์ที่คนโดยปรกติจะถือว่า พระเจ้าปรากฏกับบุคคลในฐานะ P ความเชื่อนี้ก็เป็นความเชื่อที่ถูกหลักการในชั้นต้น(Alston, 1992: 68)

เขาอธิบายว่า การให้หลักการในลักษณะนี้แตกต่างจากการให้หลักการที่ขาดคุณสมบัติ” (unqualified justification) ที่เป็นการให้หลักการกับความเชื่อโดยผู้เชื่อไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ กับสิ่งที่รับรู้ แต่เป็นการรับรู้และการให้หลักการกับความเชื่อที่เป็นไปโดยอัชฌัตติกญาณ” (intuition) หรือการรู้เองโดยตรง เกิดขึ้นจากเงื่อนไขในการรับรู้และการให้หลักการกับความเชื่อเป็นส่วนหนึ่งของผู้เชื่อและกลุ่มของผู้เชื่อ  ดังเช่น ตัวอย่างของคริสตศานิกชนที่มีความเชื่อในพระเจ้า จะถือว่าความเชื่อของตนเป็นความเชื่อที่มีเหตุผลหรือถูกหลักการ ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถแจกแจงรายละเอียดเรื่องของหลักฐานหรือหลักเกณฑ์ในการเชื่ออย่างรัดกุมได้ก็ตาม

อัลสตันเรียกสิ่งสำคัญที่ทำหน้าที่เป็นพื้นฐานในการรับรู้ประสบการณ์ทางศาสนาของแต่ละปัจเจกบุคคลว่าแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการเชื่อ” (doxastic practice) ที่หมายถึงรูปแบบการปฏิบัติที่สร้างสรรค์ความเชื่อต่างๆ นั้นขึ้นมา หรือทำหน้าที่กำหนดการรับรู้ต่างๆ ของผู้เชื่อในทางปฏิบัติว่ามีความเชื่ออย่างไร (Alston, 1992: 73) และอาจหมายถึงรูปแบบของประสบการณ์ แนวทางการปฏิบัติในชุมชน หรือบริบทต่างๆ ที่แวดล้อม  ตัวอย่างเช่น ประเพณี วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ หรือรูปแบบการดำเนินชีวิตแต่ละชุมชนที่เป็นพื้นฐานให้กับความเชื่อ  อัลสตันอธิบายว่าแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการเชื่อจะทำหน้าที่กำหนดการรับรู้และการให้หลักการในขั้นต้นของผู้เชื่อ การพิจารณาการมีหลักการของความเชื่อจึงต้องพิจารณาจากแหล่งที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อนั้นๆ (source of relevance) และแหล่งที่มาในการให้หลักการกับความเชื่อที่แตกต่างกันก็ไม่สามารถให้หลักการกับความเชื่อที่แตกต่างกันได้

ในเฉพาะกรณีของการให้หลักการกับความเชื่อทางคริสตศาสนา อัลสตันสรุปถึงลักษณะของการให้หลักการกับความเชื่อว่าตั้งอยู่บนเสาหลัก (pillar) ที่ทำหน้าที่สนับสนุน 2 อย่าง คือ (1) แนวคิดแบบเทววิทยาธรรมชาติ (natural theology) ซึ่งเป็นตัวอย่างของแนวคิดที่คริสตศาสนิกชนโดยทั่วไปใช้ในการสนับสนุนความมีเหตุผลของความเชื่อในการมีอยู่ของพระเจ้าสำหรับตัวเอง  ถึงแม้จะมีข้อโต้แย้งว่าแนวคิดในลักษณะนี้มีข้อบกพร่อง แต่แนวคิดในลักษณะนี้สามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในเชิงปฏิบัติของศาสนิกชนน่ ซึ่งอัลสตันอธิบายว่า ในข้อนี้อาจมีความหมายถึงข้ออ้างเหตุผลเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้าในรูปแบบอื่นด้วย เช่น ข้ออ้างเหตุผลจากการออกแบบ (Argument from Design หรือ Teleological Argument) ข้ออ้างเหตุผลเชิงจักรวาลวิทยา (Cosmological Argument) หรือความรู้ทางเทววิทยาต่างๆ ที่คริสตศาสนิกชนมีอยู่ในเชิงปฏิบัติ  และ (2) ประสบการณ์ของผู้เชื่อ  เช่น การมีประสบการณ์เกี่ยวกับการรับรู้การมีอยู่ของพระเจ้า หรือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพระเจ้าที่อยู่ในการดำเนินชีวิตของแต่ละบุคคล ประสบการณ์จากการศึกษาพระคัมภีร์ ประสบการณ์จากการมีปฏิสัมพันธ์กับชุมชนหรือคนอื่นๆ รวมถึงการมีประสบการณ์ในการรับรู้แนวคิดต่างๆ ใน (1) ด้วย ซึ่งอัลสตันถือว่าข้อสนับสนุนโดยประสบการณ์ของผู้เชื่อเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการให้หลักการกับความเชื่อทางศาสนา  และเห็นว่าหากเราไม่ยอมรับว่าประสบการณ์เป็นพื้นฐานให้กับการรับรู้ความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้าได้ เราก็จะไม่สามารถที่จะยอมรับได้ว่า ความเชื่อต่างๆ ในชีวิตประจำวันเป็นความเชื่อที่ถูกหลักการได้ เนื่องจากการรับรู้สิ่งต่างๆ ของมนุษย์มีพื้นฐานอยู่บนประสบการณ์ที่มีอยู่ของผู้เชื่อในลักษณะเช่นนี้ทั้งสิ้น

จากข้อเสนอของอัลสตันอาจมีข้อโต้แย้งว่า การให้หลักการในขั้นต้นเป็นการมองข้ามเงื่อนไขที่เพียงพอของการให้หลักการกับความเชื่อ (Trigg, 1998: 131-132) เนื่องจากความเชื่อที่ถูกหลักการโดยเป็นเพียงการรับรู้ของผู้เชื่อ ซึ่งอาจเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นจากอาการทางจิต ประสาทหลอน การจินตนาการขึ้นเอง หรือเป็นเพียงการเชื่อในสิ่งที่ผิดเท่านั้น จะสามารถถือได้ว่าเป็นสิ่งที่รับประกันต่อความเชื่อได้อย่างไร  และการให้หลักการโดยแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการเชื่อ ในกรณีที่เป็นการให้หลักการที่มีพื้นฐานมาจากแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการเชื่อ น่าจะเป็นสิ่งที่ขาดลักษณะของการเป็นพื้นฐานที่เพียงพอที่จะถือได้ว่าเป็นการให้หลักการกับความเชื่อ  ในประเด็นนี้อัลสตันอธิบายว่า ความหมายของพื้นฐานที่เพียงพอสำหรับเขาเป็นเพียงการอธิบายถึงความพอเพียงที่ขึ้นอยู่กับผู้เชื่อในการที่จะมีความสัมพันธ์กับสิ่งที่อยู่ภายนอกที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อนั้น  ความเชื่อที่ถูกหลักการจึงมีลักษณะในเชิงอัตวิสัยมากกว่าความหมายในเชิงภววิสัยที่มีอยู่โดยไม่ขึ้นกับผู้เชื่อ  ดังที่เขาอธิบายว่า เป็นลักษณะของการให้หลักการพื้นฐานในแบบเท่าที่บุคคลสามารถบอกได้(Alston, 1992: 75)  อัลสตันกล่าวว่า เขาต้องการแสดงว่าการรับรู้พระเจ้าเป็นสิ่งที่ให้หลักการได้ หรือไม่ได้เป็นการเชื่อโดยปราศจากเหตุผลเท่านั้น ดังนั้นความเชื่อที่ถูกหลักการในความหมายของอัลสตันจึงหมายถึงความเชื่อที่มีเงื่อนไขเพียงพอของผู้เชื่อในการเชื่อ มากกว่าการเป็นความเชื่อที่จริงในความหมายของความเชื่อที่ไม่สามารถผิดพลาดได้ และการให้หลักการกับความเชื่อก็ไม่ได้เป็นความหมายของเครื่องกำหนดความจริง ดังที่เขากล่าวว่า แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการเชื่อเป็นที่มาประการหนึ่งของการให้หลักการกับความเชื่อและความมีเหตุผล กล่าวคือ แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการเชื่อไม่ได้กำหนดความจริงหรือความเป็นจริง กล่าวอีกแบบหนึ่งก็คือ สำหรับข้าพเจ้า แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการเชื่อมีความสำคัญยิ่งยวดในเชิงญาณวิทยา ไม่ใช่ในเชิงอภิปรัชญา(Alston, 1991:165)

จากแนวคิดดังกล่าว จึงถือได้ว่าอัลสตันได้แยกความเชื่อที่ถูกหลักการกับความเชื่อที่จริงในเชิงข้อเท็จจริงออกจากกันเป็นคนละความหมาย  แต่ความเชื่อที่ถูกหลักการสามารถแยกออกจากความเชื่อที่จริงได้หรือไม่ เป็นปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นตามมา  อัลสตันกล่าวว่า เขาจำกัดการพิจารณาความหมายของความเชื่อที่ถูกหลักการของเขาว่า หมายถึงความจริงที่อยู่บนพื้นฐานของการปฏิบัติเท่านั้น  แต่กระนั้นอัลสตันก็มีความเห็นว่า การกล่าวถึงพระเจ้าโดยขาดข้อเท็จจริงในเชิงประจักษ์หรือโดยที่พระเจ้าไม่มีอยู่จริงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ หรือเป็นเหมือนกับการกล่าวถึงพระเจ้าอย่างไร้ความหมาย  แต่เขาเห็นว่า ข้อสรุปของเขาไม่ได้นำไปสู่การยืนยันเรื่องการปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้าในเชิงข้อเท็จจริง  เขาเปรียบเทียบว่าเป็นเหมือนกับการสืบสวนคดี ตราบใดที่ยังหาหลักฐานมาสนับสนุนความผิดของผู้ต้องหาไม่ได้ ก็จะต้องถือว่าผู้ต้องหาเป็นผู้บริสุทธิ์  เช่นเดียวกับความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้า ตราบใดที่ยังไม่สามารถหาหลักฐานในเชิงข้อเท็จจริงมาสนับสนุนว่าพระเจ้าไม่มีอยู่จริง ย่อมไม่สามารถสรุปได้ว่าพระเจ้าไม่มีอยู่  และในทางกลับกันการสนับสนุนว่าพระเจ้ามีอยู่ก็ไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากไม่มีหลักฐานในเชิงข้อเท็จจริงมาสนับสนุนได้เช่นกัน  เพราะฉะนั้นข้อเสนอของอัลสตันจึงไม่ได้ตัดสินโดยเด็ดขาดว่าไม่มีพระเจ้าในเชิงข้อเท็จจริง เนื่องจากเขาถือว่าการให้หลักการของเขามีขอบเขตจำกัดอยู่ที่การกล่าวถึงการให้หลักการกับความเชื่อที่เป็นเพียงความหมายของการให้หลักการกับความเชื่อ ที่ไม่สามารถสรุปถึงความจริงหรือความรู้ได้ 

วรเทพ ว่องสรรพการ (ผู้เรียบเรียง)

 

เอกสารอ้างอิง
 

·

วรเทพ ว่องสรรพการ. 2546. การอ้างเหตุผลสนับสนุนการมีอยู่ของพระเจ้าตามทฤษฎีสหนัยนิยม. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

·

Alston, William P. 1991. Perceiving God: The Epistemology of Religious Experience. New York: Cornell University Press.

·

Alston, William P. 1992. The Autonomy of Religious Experience. Philosophy of Religion 31: 67-87.

·

Audi, Robert. 1986. Direct Justification, Evidential Dependence, and Theistic Belief. In Robert Audi and William J. Wainwright (eds.). Rational Religious Belief, & Moral Commitment: New Essays in the Philosophy of Religion, pp. 139-166. New York: Cornell University Press.

·

Clifford, William K. 1998. The Ethics of Belief. In Louis P. Pojman (ed.). Philosophy of Religion: Anthology. Third edition, pp. 399-403. New York: Wadsworth.

·

Konyndyk, Kenneth. 1986. Faith and Evidentialism. In Robert Audi and William J. Wainwright (eds.). Rational Religious Belief, & Moral Commitment: New Essays in the Philosophy of Religion, pp. 82-108. New York: Cornell University Press.

·

Martin, Michael. 1998. A Critique of Plantinga’s Religious Epistemology. In Louis P. Pojman (ed.). Philosophy of Religion: Anthology. Third edition, pp. 475-483. New York: Wadsworth.

·

Plantinga, Alvin. 1998. Religious Belief without Evidence. In Louis P. Pojman (ed.). Philosophy of Religion: Anthology. Third edition, pp. 461-475. New York: Wadsworth.

·

Stiver, Dan R. 1996. The Philosophy of Religious Language: Sign, Symbol, and Story. Cambridge: Blackwell Published.

·

Trigg, Roger. 1998. Rationality and Religion: Does Faith Need Reason? Oxford: Blackwell.


เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม

·

Alston, William P. 1991. Perceiving God: The Epistemology of Religious Experience. New York: Cornell University Press. (คำอธิบายของ วิลเลี่ยม พี. อัลสตัน เรื่องทฤษฎีความรู้กับประสบการณ์ทางศาสนา)

·

Audi, Robert and Wainwright, William J. (eds.). 1986. Rational Religious Belief, & Moral Commitment: New Essays in the Philosophy of Religion. New York: Cornell University Press.  (รวมบทความนำเสนอประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเหตุผลกับความเชื่อทางศาสนาที่สำคัญ)

·

Plantinga, Alvin.  2000. Warranted Christian Belief.  New York & Oxford: Oxford University Press. (การนำเสนอแนวคิดเรื่องการปฎิรูปทางญาณวิทยา และการประยุกต์กับการให้หลักการกับความเชื่อทางเทววิทยาของศาสนาคริสต์)


คำที่เกี่ยวข้อง

การอ้างเหตุผลยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้า, การให้เหตุผลสนับสนุนความเชื่อ
Arguments for the Existence of God, Epistemic Justification

 


 

หน้าแรก | เกี่ยวกับเรา | เชื่อมโยง | ติดต่อเรา


 


สารานุกรมปรัชญาออนไลน์ฉบับสังเขป
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สนับสนุนโครงการ