|
1. บทนำ
“ก่อนประสบการณ์”
(a priori) และ “หลังประสบการณ์”
(a posteriori)
เป็นคำสำคัญในญาณวิทยามาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18
ความแตกต่างระหว่างก่อนประสบการณ์และหลังประสบการณ์เป็นความแตกต่างเชิงญาณวิทยา
(epistemological distinction) โดยอริสโตเติล
(Aristotle)
เป็นผู้เริ่มต้นมโนทัศน์เกี่ยวกับก่อนประสบการณ์และหลังประสบการณ์
ความหมายตามตัวอักษรของก่อนประสบการณ์นั้นหมายถึง “จากสิ่งที่มาก่อน”
(from what is prior)
และความหมายตามตัวอักษรของหลังประสบการณ์นั้นหมายถึง
“จากสิ่งที่มาทีหลัง”
(from what is posterior)
ตามความคิดของอริสโตเติลแล้วนั้น ก จะ “มาก่อน”
ข ก็ต่อเมื่อ ข ไม่สามารถมีอยู่ได้โดยไม่มี ก ดังนั้น ก
จะมาก่อน ข ในเชิงความรู้ได้ก็ต่อเมื่อเราไม่สามารถรู้ ข
ได้โดยไม่รู้ ก มาก่อน ดูเหมือนกับว่าตามแนวคิดของอริสโตเติลนั้น
การรู้ว่า “อะไรมาก่อน”
ก็คือการรู้สาเหตุของสิ่งนั้นๆ อย่างไรก็ตาม
การใช้คำว่าก่อนประสบการณ์และหลังประสบการณ์ในปัจจุบันมักจะอ้างอิงความหมายของคำจากมโนทัศน์ที่อิมมานูเอล
คานต์ (Immanuel Kant)
นักปรัชญาในคริสต์ศตวรรษที่ 18 เสนอเอาไว้
ซึ่งในประวัติปรัชญาจะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงมโนทัศน์ก่อนประสบการณ์และหลังประสบการณ์มาเป็นแนวคิดของคานต์นั้นมีต้นเค้ามาจากแนวคิดของไลบ์นิซ
(Leibniz) กล่าวคือ ไลบ์นิซเสนอว่าการรู้ความจริงหลังประสบการณ์คือการรู้ความจริงดังกล่าวจากสิ่งที่พบจริงๆ
ในโลก หรือโดยประสบการณ์ทางผัสสะ
ส่วนการรู้ความจริงก่อนประสบการณ์นั้นคือการรู้ความจริงดังกล่าวจากการเผยให้เห็นสาเหตุของสิ่งที่แน่นอน
ด้วยการแบ่งดังกล่าวจึงทำให้ไลน์บิซสามารถแยกความแตกต่างระหว่างความจริงหลังประสบการณ์หรือความจริงของข้อเท็จจริงต่างๆ
(truth of facts)
กับความจริงก่อนประสบการณ์หรือความจริงของเหตุผล (truth
of reason)
ดังนั้นความแตกต่างระหว่างก่อนประสบการณ์และหลังประสบการณ์จึงมาจากความแตกต่างระหว่างสิ่งที่มาจากประสบการณ์กับสิ่งที่มิได้มาจากประสบการณ์
อิมมานูเอล คานต์ (ค.ศ.1724- ค.ศ.1804)
เป็นนักปรัชญาที่อธิบายความหมายของก่อนประสบการณ์-หลังประสบการณ์และส่งผลให้นักปรัชญาหลายต่อหลายท่านเกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับลักษณะของก่อนประสบการณ์-หลังประสบการณ์ในสมัยต่อมา
โดยทั่วไปก่อนประสบการณ์นั้นหมายถึงชนิดของความรู้ (knowledge)
หรือเหตุผลสนับสนุนว่าจริง (justification)
ที่ไม่ขึ้นอยู่กับหลักฐานที่ได้จากประสบการณ์ทางผัสสะ
ดังนั้นการกล่าวถึงความจริงก่อนประสบการณ์จึงหมายถึงความจริงที่รู้ได้โดยไม่อ้างอิงหลักฐานจากประสบการณ์ทางผัสสะ
และการกล่าวถึงมโนทัศน์ก่อนประสบการณ์จึงหมายถึงมโนทัศน์ที่สามารถเข้าใจได้โดยไม่อ้างอิงหลักฐานจากประสบการณ์ทางผัสสะ
ตัวอย่างของความรู้ที่นักปรัชญาหลายคนยอมรับว่าเป็นความรู้ก่อนประสบการณ์คือความรู้เกี่ยวกับคณิตศาสตร์
เช่น 1+1=2 ในทางตรงกันข้าม
โดยทั่วไปหลังประสบการณ์หมายถึงชนิดของความรู้หรือเหตุผลสนับสนุนว่าจริงที่ขึ้นอยู่กับหรืออ้างอิงหลักฐานที่ได้จากประสบการณ์ทางผัสสะ
ดังนั้นการกล่าวถึงความจริงหลังประสบการณ์จึงหมายถึงความจริงที่สามารถรู้ได้โดยอ้างอิงหลักฐานจากประสบการณ์ทางผัสสะ
และการกล่าวถึงมโนทัศน์หลังประสบการณ์จึงหมายถึงมโนทัศน์ที่สามารถเข้าใจได้โดยอ้างอิงหลักฐานจากประสบการณ์ทางผัสสะ
ตัวอย่างของความรู้ที่นักปรัชญาหลายคนยอมรับว่าเป็นความรู้หลังประสบการณ์คือความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ
เช่น น้ำจะเดือดที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส
เนื่องจากอันที่จริงแล้วการถกเถียงทางปรัชญาเกี่ยวกับก่อนประสบการณ์-หลังประสบการณ์นั้นเป็นการถกเถียงที่มีลักษณะสืบเนื่องจากมโนทัศน์ก่อนประสบการณ์-หลังประสบการณ์ของอิมมานูเอล
คานต์
ในส่วนต่อไปจึงเป็นการอธิบายถึงมโนทัศน์ดังกล่าวเพื่อความเข้าใจข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นในสมัยต่อมาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างก่อนประสบการณ์-หลังประสบการณ์กับความจริงจำเป็น-ความจริงง่อนแง่น
(necessary-contingent
truth)
และประพจน์วิเคราะห์-ประพจน์สังเคราะห์
(analytic-synthetic proposition)
และเกี่ยวกับการให้เหตุผลสนับสนุนความรู้ก่อนประสบการณ์และความรู้หลังประสบการณ์ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
2.
มโนทัศน์ก่อนประสบการณ์-หลังประสบการณ์ของอิมมานูเอล คานต์
อิมมานูเอล คานต์
(Immanuel Kant)
เป็นนักปรัชญาชาวเยอรมันคนสำคัญที่มีแนวคิดเกี่ยวกับก่อนประสบการณ์-หลังประสบการณ์
งานเขียนชิ้นสำคัญของคานต์ชิ้นหนึ่งคือ Critique of
Pure Reason (ค.ศ.1787)
โดยตัวอย่างของคำถามสำคัญในงานเขียนเรื่อง
Critique of Pure Reason
ของคานต์คือ
(ก)
ความรู้ก่อนประสบการณ์คืออะไร
(ข)
มีความรู้ก่อนประสบการณ์หรือไม่
(ค)
อะไรคือความสัมพันธ์ระหว่างก่อนประสบการณ์กับความจริงจำเป็น
(ง)
มีความรู้ก่อนประสบการณ์เชิงสังเคราะห์หรือไม่
ในงานเขียนชิ้นดังกล่าว
คานต์ได้แสดงให้เห็นว่ามนุษย์สามารถมีความรู้เกี่ยวกับความจริงของโลกภายนอกในระดับปรากฏการณ์
(phemomena)
ได้ กล่าวคือ
คานต์อธิบายความเป็นไปได้ของความรู้โดยอาศัยการอธิบายถึงความเป็นไปได้ของการตัดสินแบบก่อนประสบการณ์เชิงสังเคราะห์
(synthetic a priori judgment)
เนื่องจากคานต์คิดว่าหากประพจน์ก่อนประสบการณ์เชิงสังเคราะห์เป็นไปได้ก็เท่ากับว่ามนุษย์สามารถมีความรู้ที่แน่นอนหรือเป็นความเป็นจริงแบบจำเป็นเกี่ยวกับโลกภายนอกได้
คานต์เห็นว่าความรู้ทุกอย่างเริ่มต้นมาจากประสบการณ์
แต่แม้ว่าความรู้ทุกอย่างจะเริ่มต้นมาจากประสบการณ์นั่นก็มิได้หมายความตามมาว่าความรู้ทั้งหมดมาจากประสบการณ์
(Kant,
1933: 41) กล่าวคือ
คานต์ได้แสดงให้เห็นว่ามีความรู้ที่เป็นอิสระจาก (independent
of) ประสบการณ์และเป็นอิสระจากภาพประทับ (impression)
ที่ได้จากการรับรู้ทางผัสสะใดๆ
ซึ่งคานต์เรียกว่าความรู้ก่อนประสบการณ์
โดยความรู้ดังกล่าวแตกต่างจากความรู้หลังประสบการณ์ตรงที่ความรู้หลังประสบการณ์นั้นมีแหล่งที่มา
(source)
ของความรู้อยู่ในประสบการณ์
จะเห็นได้ว่าคานต์ได้แบ่งแยกความแตกต่างระหว่างความรู้ก่อนประสบการณ์และความรู้หลังประสบการณ์โดยอาศัย
“แหล่งที่มา”
ของความรู้ทั้งสองประเภท
นอกจากนี้
คานต์ยังได้อธิบายถึงเกณฑ์ที่จะสามารถแบ่งแยกความรู้ก่อนประสบการณ์และความรู้หลังประสบการณ์
โดยคานต์เสนอว่าถ้าเรามีประพจน์ซึ่งเป็นประพจน์ที่จำเป็นต้องจริง
(necessity)
จะถือว่าเป็นการตัดสินแบบก่อนประสบการณ์ และ
ด้วยความที่สิ่งที่เรารับรู้จากประสบการณ์มีความจำกัด
ประสบการณ์จึงไม่เคยให้การตัดสินที่มีความเป็นสากล
ถ้าประสบการณ์จะให้การตัดสินที่มีความเป็นสากลก็จะเป็นความเป็นสากลแบบตามอำเภอใจ
มิใช่ความเป็นสากลแบบเคร่งครัด (strict
universality) สำหรับคานต์แล้ว
ข้อตัดสินที่มีความเป็นสากลนั้นได้มาแบบก่อนประสบการณ์เท่านั้น
ด้วยเหตุนี้
เกณฑ์สำหรับตัดสินว่าความรู้ใดเป็นความรู้ก่อนประสบการณ์ก็คือความจำเป็นต้องจริงและความเป็นสากลแบบเคร่งครัด
(Kant, 1933: 43-45)
ในส่วนของความแตกต่างระหว่างข้อความวิเคราะห์ (analytic
statement) และข้อความสังเคราะห์ (synthetic
statement) นั้น
คานต์ได้อธิบายโดยอาศัยการตัดสินเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างภาคประธาน
(subject) และภาคแสดง (predicate)
โดยความสัมพันธ์ระหว่างภาคประธานและภาคแสดงนั้นเป็นไปได้ในสองแนวทางด้วยกัน
หนึ่งคือภาคแสดง ข เป็นของ (อยู่ใน) ภาคประธาน ก
ซึ่งเหมือนกับการที่มโนทัศน์ของภาคแสดงประกอบอยู่ในมโนทัศน์ของภาคประธาน
คานต์เรียกข้อตัดสินมโนทัศน์แบบนี้ว่าเป็นการตัดสินเชิงวิเคราะห์
ส่วนความสัมพันธ์ในลักษณะที่สองคือ ข อยู่นอกภาคประธาน ก
ซึ่งเหมือนกับการที่ภาคแสดงไม่ได้ประกอบอยู่ในมโนทัศน์ของภาคประธาน
คานต์เรียกข้อตัดสินของมโนทัศน์แบบนี้ว่าเป็นการตัดสินเชิงสังเคราะห์
คานต์อธิบายเพิ่มเติมว่า
การตัดสินเชิงวิเคราะห์นั้นไม่ได้มีการเพิ่มอะไรเข้าไปในมโนทัศน์ของภาคประธาน
ในขณะที่การตัดสินเชิงสังเคราะห์นั้นได้มีการเพิ่มมโนทัศน์จากภาคแสดงเข้าไปในภาคประธาน
คานต์ให้ได้ตัวอย่างของการตัดสินเชิงวิเคราะห์ว่า “วัตถุทุกวัตถุกินที่”
(All bodies are extended)
ซึ่งเขาอธิบายว่าการตัดสินข้อความดังกล่าวไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าการวิเคราะห์มโนทัศน์ของ
“วัตถุ”
ในทางตรงกันข้าม “วัตถุทุกวัตถุหนัก”
(All bodies are heavy) นั้น
มโนทัศน์ของความหนักมิได้อยู่ในมโนทัศน์ของวัตถุ ดังนั้น
การตัดสินข้อความดังกล่าวจึงเป็นการตัดสินเชิงสังเคราะห์
โดยอาศัยมโนทัศน์เรื่อง "ก่อนประสบการณ์-หลังประสบการณ์"
และ "ข้อความวิเคราะห์-ข้อความสังเคราะห์"
ทำให้มีการตัดสินที่เป็นไปได้
4 แบบ คือ
(1) การตัดสินแบบก่อนประสบการณ์เชิงวิเคราะห์
(analytic a priori judgment) หมายถึง
การตัดสินที่มโนทัศน์ของภาคขยาย “อยู่ใน”
มโนทัศน์ของภาคประธาน
และรู้ได้โดยไม่อาศัยประสบการณ์ทางผัสสะ ตัวอย่างเช่น
คนโสดคือคนที่ยังไม่ได้แต่งงาน เป็นต้น
(2)
การตัดสินแบบหลังประสบการณ์เชิงวิเคราะห์ (analytic
a posteriori judgment) หมายถึง
การตัดสินที่มีมโนทัศน์ของภาคขยาย “เกินไปจาก”
หรือ “มิได้อยู่ใน”
มโนทัศน์ของภาคประธาน และรู้ได้โดยอาศัยประสบการณ์ทางผัสสะ
คานต์อธิบายว่าไม่มีประพจน์ลักษณะนี้
เนื่องจากมนุษย์รู้ข้อความเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ไม่อยู่ในภาคประธานได้โดยอาศัยการสังเกตเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม
มีผู้ที่เห็นว่าประพจน์ในลักษณะดังกล่าวสามารถเป็นได้
ตัวอย่างเช่น Jose A. Benardete
มีข้อเสนอไว้ในบทความ “The Analytic a Posteriori
and the Foundations of Metaphysics”
(ค.ศ. 1958)
ว่าประพจน์หลังประสบการณ์เชิงวิเคราะห์หมายถึงประพจน์เกี่ยวกับนิยามของสิ่งที่เรารับรู้ผ่านทางผัสสะ
“วัตถุทางกายภาพทุกชิ้นมีน้ำหนัก”
(all material objects have weight)
ซึ่ง
การเป็นสิ่งมีน้ำหนักนั้นเป็นมโนทัศน์ที่อยู่ในวัตถุอยู่แล้ว
และการรู้ประพจน์ดังกล่าวนั้นจำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์
เป็นต้น
(3)
การตัดสินแบบก่อนประสบการณ์เชิงสังเคราะห์
(synthetic a priori judgment) หมายถึง
การตัดสินที่มโนทัศน์ของภาคขยาย “ไม่อยู่ใน”
มโนทัศน์ของภาคประธาน
และรู้ได้โดยไม่อาศัยประสบการณ์ทางผัสสะ
ซึ่งเท่ากับเป็นประพจน์ที่ไม่อาจรู้ได้จากประสบการณ์และเป็นจริงอย่างจำเป็น
คานต์อธิบายว่าตัวอย่างของประพจน์ลักษณะนี้คือ
ประพจน์ทางคณิตศาสตร์ต่างๆ ตัวอย่างเช่น 5+7=12
เป็นต้น
การที่คานต์นำประพจน์ทางคณิตศาสตร์มาเป็นตัวอย่างของประพจน์ก่อนประสบการณ์เชิงสังเคราะห์เนื่องจากคานต์มองว่ามโนทัศน์
“12”
มิได้อยู่ในมโนทัศน์ “7+5”
ดังนั้นประพจน์ทางคณิตศาสตร์จึงเป็นประพจน์ที่ให้ข้อมูลใหม่และไม่อาจเป็นประพจน์สังเคราะห์ได้
อย่างไรก็ตาม
ได้เกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับข้อเสนอดังกล่าวตามมา
ตัวอย่างเช่น กอตลอป เฟรเก้ (Gotlob Frege)
อธิบายว่าประพจน์เกี่ยวกับเลขคณิต (arithmatic)
ทั้งหมดล้วนแล้วแต่ประพจน์วิเคราะห์ เป็นต้น
(4)
การตัดสินแบบหลังประสบการณ์เชิงสังเคราะห์
(synthetic a posteriori judgment)หมายถึง
การตัดสินที่มีมโนทัศน์ของภาคขยาย “เกินไปจาก”
หรือ “มิได้อยู่ใน”
มโนทัศน์ของภาคประธาน และรู้ได้โดยอาศัยประสบการณ์ทางผัสสะ
ตัวอย่างของประพจน์ประเภทนี้คือประพจน์ที่ได้จากการสังเกตรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั่วไป
ตัวอย่างเช่น บ้านหลังนั้นสีขาว เป็นต้น
คานต์อธิบายว่าการตัดสินแบบที่ (3)
หรือการตัดสินก่อนประสบการณ์เชิงสังเคราะห์นั้นเป็นไปได้
เห็นได้จากการตัดสินทางคณิตศาสตร์ เช่น 7+5=12
นั้นมโนทัศน์ของ “12”
มิได้อยู่ในภาคประธาน “7+5”
(ทั้งมโนทัศน์ “7”
และมโนทัศน์ “5”
ไม่มีมโนทัศน์ “12”
อยู่) และเป็นประพจน์ที่รู้ได้โดยไม่อาศัยประสบการณ์
ซึ่งเท่ากับมนุษย์สามารถมีความรู้ที่แน่นอนเกี่ยวกับความจริงภายนอกในระดับปรากฏการณ์
(phenomena) ได้
จึงอาจกล่าวได้ว่ามโนทัศน์เรื่องการตัดสินก่อนประสบการณ์เชิงสังเคราะห์เป็นมโนทัศน์ที่มีความสำคัญมากในอภิปรัชญาของคานต์
เนื่องจากคานต์ใช้มโนทัศน์ดังกล่าวในการอธิบายว่าความรู้ที่แน่นอนเกี่ยวกับความจริงภายนอกในระดับปรากฏการณ์นั้นเป็นไปได้
ดังนั้น จากการแบ่งดังกล่าวจะเห็นได้ว่า คานต์มองว่า (ก)
ความรู้ก่อนประสบการณ์นั้นจะต้องเป็นจริงอย่างจำเป็น (ข)
ความรู้เกี่ยวกับประพจน์วิเคราะห์นั้นมีลักษณะก่อนประสบการณ์
และ (ค)
มีประพจน์ที่รู้ได้ก่อนประสบการณ์บางประพจน์เป็นประพจน์สังเคราะห์
จะเห็นได้ว่าลักษณะการให้นิยามก่อนประสบการณ์-หลังประสบการณ์ของคานต์นั้นเป็นการกำหนดลักษณะเชิงลบ
(negative
characterization)
เนื่องจากคานต์เสนอว่าความรู้ก่อนประสบการณ์นั้นคือการที่ความเชื่อของ
S
ว่า P
นั้นมีเหตุผลสนับสนุนที่ “ไม่ขึ้นอยู่กับ”
(not depend on) ประสบการณ์
อย่างไรก็ตาม มีนักปรัชญาบางท่าน ตัวอย่างเช่น ลอว์เรนท์
บองชู (Laurence Bonjour)
ที่พยายามกำหนดลักษณะของ “ก่อนประสบการณ์”
ให้เป็นเชิงบวก (positive characterization)
โดยเสนอว่าความเชื่อของ S ว่า
P นั้นมีเหตุผลสนับสนุนที่
“ขึ้นอยู่กับ” แทนการกำหนดลักษณะเชิงลบ
กล่าวคือ
บองชูอธิบายว่าความรู้ก่อนประสบการณ์นั้นเป็นการเห็นหรือการเข้าใจความจริงจำเป็นของประพจน์ตามความเป็นเหตุเป็นผล
ความรู้ก่อนประสบการณ์ของบองชูจึงขึ้นอยู่กับการเข้าใจความจริงตามความเป็นเหตุเป็นผล
เป็นต้น
3.
ความสัมพันธ์ระหว่างก่อนประสบการณ์-หลังประสบการณ์กับความจริงจำเป็น-ความจริงง่อนแง่น
(necessary-contingent
truth)
และประพจน์วิเคราะห์-ประพจน์สังเคราะห์
(analytic-synthetic proposition)
จะเห็นได้ว่ามโนทัศน์ก่อนประสบการณ์-หลังประสบการณ์ของคานต์นั้นมีความเชื่อมโยงกับความจริงจำเป็น-ความจริงง่อนแง่น
และมีความเชื่อมโยงกับการตัดสินเชิงวิเคราะห์และการตัดสินเชิงสังเคราะห์
กล่าวคือ
คานต์อธิบายว่าทุกอย่างที่ถูกรู้ว่าเป็นจริงอย่างจำเป็นหรือเป็นสากลนั้นจะต้องรู้ได้ก่อนประสบการณ์
อีกทั้งคานต์ได้ใช้ประพจน์เกี่ยวกับคณิตศาสตร์เป็นตัวอย่างของการตัดสินก่อนประสบการณ์เชิงสังเคราะห์
อย่างไรก็ตาม
มีผู้ตั้งคำถามว่าการตัดสินแบบก่อนประสบการณ์จะต้องมีลักษณะจริงจำเป็นหรือไม่
และนักปรัชญาหลายคนมองว่าประพจน์ทางคณิตศาสตร์นั้นเป็นข้อความวิเคราะห์
ดังนั้น
ความเชื่อมโยงของมโนทัศน์ก่อนประสบการณ์-หลังประสบการณ์ของคานต์กับความจริงจำเป็น-ความจริงง่อนแง่น
และประพจน์วิเคราะห์-ประพจน์สังเคราะห์นั้นจึงทำให้เกิดประเด็นปัญหาที่นักปรัชญาถกเถียงกันตามมา
ซอล คริปกี้ (Saul
Kripke)
เป็นนักปรัชญาชาวอเมริกันคนหนึ่งที่เห็นว่ามโนทัศน์ก่อนประสบการณ์-หลังประสบการณ์ไม่มีความสัมพันธ์กับความจริงจำเป็น-ความจริงง่อนแง่น
กล่าวคือ คริปกี้อธิบายไว้ในหนังสือ
Naming and Necessity (ค.ศ. 1980)
ว่าประพจน์ที่จริงอย่างไม่จำเป็นบางประพจน์นั้นสามารถรู้ได้ก่อนประสบการณ์
ตัวอย่างเช่น ความรู้ว่าไม้ ม มีความยาว 1 เมตร ณ
เวลาหนึ่งเมื่อ “ม”
เป็นไม้มาตรฐาน ถ้ามีนาย ก ใช้ไม้
“ม”
เพื่ออ้างถึงความยาว 1 เมตร คริปกี้อธิบายว่านาย ก
รู้อย่างก่อนประสบการณ์ว่าไม้ “ม”
ยาว 1 เมตร แต่ความจริงที่ว่าไม้
“ม” ยาว 1
เมตรนั้นเป็นความจริงง่อนแง่นมากกว่าเป็นความจริงแบบจำเป็น
เนื่องจากไม้ “ม”
อาจมิได้ยาว 1 เมตร
(อาจเป็นไปได้ว่าเมื่อโดนความร้อนแล้วความยาวของไม้
“ม”
จะเปลี่ยนแปลงไป) เป็นต้น
คริปกี้จึงสรุปว่าอาจมีความจริงง่อนแง่นบางอย่างที่รู้ได้ก่อนประสบการณ์
ในทำนองเดียวกัน
คริปกี้เห็นว่าประพจน์ที่จริงอย่างจำเป็นก็อาจถูกรู้อย่างหลังประสบการณ์ได้
ตัวอย่างเช่น ประพจน์ “ดาวประจำเมืองคือดาวประกายพรึก”
นั้นเป็นประพจน์ที่จริงอย่างจำเป็น
แต่ทว่ามิได้ถูกรู้ก่อนประสบการณ์ เป็นต้น
ดังนั้นมโนทัศน์ก่อนประสบการณ์-หลังประสบการณ์จึงไม่มีความสัมพันธ์อย่างจำเป็นกับจริงอย่างจำเป็น-จริงอย่างไม่จำเป็น
อย่างไรก็ตาม
ดูเหมือนกับว่ามีความแตกต่างระหว่างประพจน์ก่อนประสบการณ์ที่ว่า
“ไม่มีอะไรที่เป็นทั้งสีแดงทั้งหมดและสีเขียวทั้งหมดในเวลาเดียวกัน”
กับ “ทุกผลย่อมมีสาเหตุ”
กล่าวคือ
ประพจน์แรกแทบไม่สามารถจะยืนยันได้โดยไม่อาศัยการอ้างอิงถึงประสบการณ์ทางผัสสะ
ส่วนประพจน์หลังนั้นเป็นเรื่องของประพจน์วิเคราะห์ที่สามารถยืนยันได้โดยไม่อ้างอิงถึงประสบการณ์ทางผัสสะ
ด้วยความแตกต่างดังกล่าวจึงทำให้มีการแยกประพจน์ก่อนประสบการณ์สัมบูรณ์
(absolute a priori)
ออกจากประพจน์ก่อนประสบการณ์สัมพัทธ์ (relative a
priori)
ซึ่งประพจน์ก่อนประสบการณ์สัมบูรณ์นั้นประกอบด้วยประพจน์ที่เกี่ยวกับความจริงเชิงวิเคราะห์และกฎทางตรรกวิทยาต่างๆ
ส่วนประพจน์ก่อนประสบการณ์สัมพัทธ์นั้นเป็นประพจน์ที่มีการยืนยันหลักการบางอย่างโดยอ้างอิงประสบการณ์ทางผัสสะ
ตัวอย่างเช่น “ไม่มีอะไรที่เป็นทั้งสีแดงทั้งหมดและสีเขียวทั้งหมดในเวลาเดียวกันได้”
เป็นต้น
เอ. เจ. แอร์ (ค.ศ.1910
– ค.ศ.1989) เป็นนักปฏิฐานนิยม (positivist)
ชาวอังกฤษคนหนึ่งที่อธิบายประพจน์ก่อนประสบการณ์ว่าเป็นข้อความวิเคราะห์เท่านั้น
งานเขียนสำคัญของเขาคือ Language, Truth and
Logic (ค.ศ.1936)
และ The Problem of Knowledge
(ค.ศ.1956)
แอร์อธิบายว่าประพจน์ก่อนประสบการณ์นั้นคือประพจน์วิเคราะห์ที่จริงโดยความหมายและไม่ให้ข้อมูลใหม่
เนื่องจากนักคิดกลุ่มปฏิฐานนิยมต้องการแสดงให้เห็นว่าประโยคจะมีความหมายก็ต่อเมื่อเป็นประพจน์วิเคราะห์สามารถพิสูจน์หรือตรวจสอบได้โดยประสบการณ์ทางผัสสะเพื่อชี้ให้เห็นว่าความรู้ที่ให้ข้อมูลใหม่นั้นล้วนแล้วแต่ได้มาจากประสบการณ์
ดังนั้น
นักคิดกลุ่มดังกล่าวจึงจำเป็นต้องปฏิเสธประพจน์ก่อนประสบการณ์ที่ให้ข้อมูลใหม่แก่มนุษย์
ซึ่งเท่ากับว่าแอร์ไม่ยอมรับความเป็นไปได้ของประพจน์ก่อนประสบการณ์เชิงสังเคราะห์
หรือไม่อาจมีประพจน์ก่อนประสบการณ์เชิงสังเคราะห์ได้
อย่างไรก็ตาม
อาจกล่าวได้ว่าแอร์เห็นความสัมพันธ์ระหว่างก่อนประสบการณ์-หลังประสบการณ์กับข้อความวิเคราะห์-ข้อความสังเคราะห์โดยมองว่าข้อความวิเคราะห์สามารถใช้อธิบายมโนทัศน์ก่อนประสบการณ์
ดับบลิว. วี. ไควน์ (ค.ศ.1908
– ค.ศ.2000)
เป็นนักปรัชญาและนักคณิตศาสตร์ชาวอเมริกันที่แสดงจุดยืนปฏิเสธความแตกต่างระหว่างข้อความวิเคราะห์และข้อความสังเคราะห์
โดยไควน์ได้เสนอความคิดเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวไว้ในบทความที่ชื่อ
Two Dogmas of Empiricism (ค.ศ.1951)
ในบทความดังกล่าวไควน์ได้โจมตีแนวคิดสำคัญของนักปฏิฐานนิยม
2 ประการ
ประการแรกคือปฏิเสธความแตกต่างระหว่างข้อความวิเคราะห์และข้อความสังเคราะห์
ประการที่ 2 คือปฏิเสธ reductionism
อันเป็นทฤษฎีที่อธิบายว่าข้อความที่มีความหมายทุกข้อความนั้นได้ความหมายมาจากโครงสร้างเชิงตรรกะของแต่ละเทอมที่สามารถอ้างอิงไปถึงประสบการณ์ได้
ไควน์ชี้ให้เห็นว่าเราไม่สามารถแบ่งแยกความแตกต่างระหว่างข้อความวิเคราะห์และข้อความสังเคราะห์
เนื่องจากไควน์เห็นว่าการนิยามประพจน์วิเคราะห์นั้นจำเป็นต้องอาศัยมโนทัศน์เกี่ยวกับ
“การมีความหมายเหมือนกัน”
แต่ไม่ว่าจะพยายามอธิบายมโนทัศน์ดังกล่าวด้วยอะไร
ก็ดูเหมือนจะพบปัญหาและไม่ใช่คำอธิบายที่เพียงพอที่จะทำให้เข้าใจ
“ข้อความวิเคราะห์” ได้ ตัวอย่างเช่น
หากจะอธิบายมโนทัศน์การมีความหมายเหมือนกันว่าหมายถึงคำที่สามารถเปลี่ยนที่กันได้โดยค่าความจริงไม่เป็น
(interchangeable salva veritate)
ก็ไม่อาจเข้าใจได้ กล่าวคือ จะแน่ใจได้อย่างไรว่ากรณีของ
“ชายโสด” กับ “ชายที่ยังไม่ได้แต่งงาน” จะไม่เหมือนกับ
“สิ่งมีชีวิตที่มีหัวใจ” กับ “สิ่งมีชีวิตที่มีไต”
กล่าวคือ ในกรณีของ “สิ่งมีชีวิตที่มีหัวใจ” กับ
“สิ่งมีชีวิตที่มีไต”
นั้นสามารถเปลี่ยนที่กันได้โดยค่าความจริงไม่เปลี่ยน
แต่ดูเหมือนว่าจะมีความหมายไม่เหมือนกัน
ซึ่งหากจะโต้แย้งว่าเป็นไปได้เพราะชายโสดทุกคนและชายโสดเท่านั้นที่จะเป็นชายที่ยังไม่แต่งงานอย่างจำเป็น
(Necessaily all-and only-bachelors are unmarried
man)
แต่ไควน์เห็นว่าจะโต้แย้งแบบนี้ไม่ได้เนื่องจากการใช้
“อย่างจำเป็น” (Necessarily)
นั้นยอมรับ (presuppose)
ว่าภาษามีลักษณะ nonextensional
ไว้ก่อน ยิ่งกว่านั้น
นัยของความจริงอย่างจำเป็นที่กล่าวถึงนั้นรวมเอาความเป็นข้อความวิเคราะห์เอาไว้ด้วย
ดังนั้น
การนำแนวคิดที่รวมมโนทัศน์ความเป็นวิเคราะห์มาอธิบายข้อความวิเคราะห์จึงเป็นการให้เหตุผลที่มีลักษณะวนเป็นวงกลม
(circularity) ซึ่งไม่อาจยอมรับได้
ข้อเสนอของไควน์ที่ปฏิเสธความแตกต่างระหว่างประพจน์วิเคราะห์และประพจน์สังเคราะห์
(ซึ่งเท่ากับไม่มีอะไรที่เรียกว่า
“ประพจน์วิเคราะห์”)
นั้นได้ทำให้นักปรัชญาบางคนที่เห็นความเชื่อมโยงระหว่างประพจน์ก่อนประสบการณ์และประพจน์วิเคราะห์สรุปตามมาว่าไควน์ปฏิเสธความรู้ก่อนประสบการณ์
ตัวอย่างเช่น เพเนโลเป้ แมดดี้ (Penelope Maddy)
อธิบายไว้ใน “Naturalism and A Priori”
(ค.ศ. 2000)
ว่าเธอเห็นว่าข้อความวิเคราะห์นั้นคือข้อความที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
เมื่อเป็นเช่นนี้ข้อความวิเคราะห์จึงถูกพิจารณาว่าเป็นข้อความที่รู้อย่างก่อนประสบการณ์
และเธอเห็นว่าการยอมรับข้อความวิเคราะห์นั้นอาจทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการแทนที่คำต่างๆ
ที่มีความหมายเหมือนกัน
ดังนั้นแมดดี้จึงสรุปว่าเธอปฏิเสธข้อความวิเคราะห์
หรือในอีกแง่ก็คือข้อความที่รู้อย่างก่อนประสบการณ์
โดยเธอเห็นว่าการปฏิเสธข้อความที่รู้อย่างก่อนประสบการณ์นี้เป็นไปในทิศทางเดียวกับที่ไควน์ปฏิเสธ
ในส่วนต่อไปจะอธิบายถึงข้อถกเถียงเกี่ยวกับความรู้ก่อนประสบการณ์และความรู้หลังประสบการณ์ในประเด็นเรื่องการให้เหตุผลสนับสนุน
(justification)
ความรู้ดังกล่าว
โดยประเด็นเกี่ยวกับการให้เหตุผลสนับสนุนนั้นเป็นการตอบคำถามว่าอะไรคือเหตุอันควรให้เชื่อว่าประพจน์หนึ่งๆ
สามารถถือได้ว่าเป็นความรู้
4.
การให้เหตุผลสนับสนุนความรู้ก่อนประสบการณ์และการให้เหตุผลสนับสนุนความรู้หลังประสบการณ์
การให้เหตุผลสนับสนุน (justification)
ความรู้ก่อนประสบการณ์และความรู้หลังประสบการณ์นั้นเป็นประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งในญาณวิทยา
กล่าวคือ
นักญาณวิทยามีความต้องการที่จะหาเหตุผลสนับสนุนว่า
“อะไรทำให้ความรู้ก่อนประสบการณ์ถือว่าเป็น
“ความรู้”
ก่อนประสบการณ์” และ “อะไรทำให้ความรู้หลังประสบการณ์ถือว่าเป็น
“ความรู้”
หลังประสบการณ์”
ลักษณะของคำตอบต่อประเด็นดังกล่าวนั้นมีความแตกต่างกันไปตามแนวคิดของนักปรัชญาแต่ละคน
จากที่อธิบายในส่วนที่แล้วจะเห็นได้ว่าตามแนวคิดของคานต์
คานต์ให้เหตุผลสนับสนุนความรู้ก่อนประสบการณ์โดยอธิบายว่าความรู้ก่อนประสบการณ์จะมีเหตุผลสนับสนุนก็ต่อเมื่อเหตุผลสนับสนุนความรู้ดังกล่าวปราศจากข้อมูลที่ได้จากประสบการณ์ทางผัสสะ
ซึ่งเป็นการกำหนดลักษณะเชิงลบ
เนื่องจากคานต์อธิบายความรู้ก่อนประสบการณ์นั้นคือการที่ความเชื่อว่า
P ของ S
นั้นมีเหตุผลสนับสนุนที่ “เป็นอิสระจาก”
หรือ “ไม่ขึ้นอยู่กับ”
ประสบการณ์ ตัวอย่างเช่น ความเชื่อว่า “ผลเป็นสิ่งที่ตามมาจากเหตุ”
ของนาย ก. อย่างไรก็ตาม
ได้มีการกำหนดลักษณะเชิงบวก โดยการอธิบายว่าความเชื่อว่า
P ของ S
นั้นมีเหตุผลสนับสนุนที่ “ขึ้นอยู่กับ”
(depend on) อะไร
ตัวอย่างเช่นฮิลลารี่ พัทนั่ม (Hilary Putnam)
และฟิลลิป คิทเชอร์ (Philip Kitcher)
เสนอว่า
ความเชื่อจะมีเหตุผลสนับสนุนก่อนประสบการณ์เมื่อความเชื่อว่า
P
นั้นถูกให้เหตุผลสนับสนุนอย่างไม่ใช้ประสบการณ์และไม่อาจถูกหักล้างได้ด้วยประสบการณ์
การให้เหตุผลสนับสนุนความรู้ก่อนประสบการณ์ในลักษณะเชิงบวกมักเชื่อมโยงกับมโนทัศน์อื่นๆ
เช่น มโนทัศน์ความจริงจำเป็น หรือมโนทัศน์ประพจน์วิเคราะห์
กล่าวคือ
ความรู้ก่อนประสบการณ์จะมีเหตุผลสนับสนุนก็ต่อเมื่อความรู้ดังกล่าวเป็นความจริงจำเป็น
หรือความรู้ก่อนประสบการณ์จะมีเหตุผลสนับสนุนก็ต่อเมื่อเป็นความรู้ที่แสดงออกในรูปแบบประพจน์วิเคราะห์ได้
(โปรดดู Kitcher, 1983; Putnam, 1976)
ลักษณะการโต้แย้งการให้เหตุผลสนับสนุนความรู้ก่อนประสบการณ์อีกลักษณะหนึ่งเป็นของประสบการณ์นิยมแบบจัด
(radical
empiricism)
ซึ่งเห็นได้ชัดในแนวคิดของจอห์น สจ๊วต มิลล์ (John
Stuart Mill) กล่าวคือ
ประสบการณ์นิยมแบบจัดจะโต้แย้งความเป็นไปได้ของความรู้ก่อนประสบการณ์โดยการเสนอว่าประพจน์ที่คิดว่ามีเหตุผลสนับสนุนอย่างก่อนประสบการณ์นั้นอันที่จริงแล้วมีเหตุผลสนับสนุนอย่างหลังประสบการณ์
โดยความรู้เกี่ยวกับประพจน์ทางคณิตศาสตร์เป็นตัวอย่างที่สำคัญในการโต้แย้งดังกล่าว
ตัวอย่างเช่น
มิลล์อธิบายว่าประพจน์ทางคณิตศาสตร์ได้มาจากวิธีการอุปนัย
(induction)
ซึ่งอาศัยประสบการณ์ทางผัสสะเพื่อเป็นเหตุผลสนับสนุนประพจน์ดังกล่าว
(โปรดดู Mill, 1874) อย่างไรก็ตาม
ไควน์
ซึ่งเป็นนักประสบการณ์นิยมอีกคนหนึ่งนั้นไม่เห็นด้วยกับวิธีการสรุปว่าประพจน์ทางคณิตศาสตร์ได้มาโดยวิธีการอุปนัย
ไควน์เสนอว่าประพจน์ทางคณิตศาสตร์นั้นถูกยืนยันเพราะประพจน์ทางคณิตศาสตร์เป็นองค์ประกอบหนึ่งของทฤษฎีวิทยาศาสตร์
กล่าวคือ ไควน์มีข้อเสนอเกี่ยวกับญาณวิทยาเชิงธรรมชาติ (naturalized
epistemology)
ที่เสนอให้ใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์เพื่อตอบคำถามสำคัญทางญาณวิทยาเกี่ยวกับความรู้
และข้อเสนอเรื่อง”ข้อโต้แย้งเรื่องความหลีกเลี่ยงไม่ได้”
(Indispensability Argument)
ที่เสนอว่าเราควรยอมรับการมีอยู่สิ่งทางคณิตศาสตร์
ตัวอย่างเช่น เซต จำนวน ฟังก์ชั่น
โดยอธิบายว่าเพราะสิ่งดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์
เนื่องจากไควน์เห็นว่าวิทยาศาสตร์ไม่อาจจะอธิบายโลกโดยปราศจากคณิตศาสตร์ได้
จะเห็นได้ว่า
แม้ไควน์จะไม่เห็นด้วยกับมิลล์ในเรื่องที่ว่าความรู้เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ได้มาโดยวิธีการอุปนัย
แต่ไควน์ก็ยังอาศัยวิทยาศาสตร์
(ซึ่งหลายฝ่ายยอมรับว่าเป็นความรู้หลังประสบการณ์)
มาเป็นสิ่งที่ให้เหตุผลสนับสนุนความรู้เกี่ยวกับคณิตศาสตร์
(โปรดดู Quine, 1993)
ในส่วนของการให้เหตุผลสนับสนุนความรู้หลังประสบการณ์นั้น
มีแนวคิดสำคัญที่อธิบายเหตุผลสนับสนุนดังกล่าวอยู่ 2
แนวคิด คือ (1) มูลฐานนิยม (foundationism)
(2) สหนัยนิยม (coherencism)
มูลฐานนิยมจะให้เหตุผลสนับสนุนความรู้หลังประสบการณ์โดยการพิจารณาว่าความรู้ดังกล่าวสามารถย้อนกลับไปหาที่มาของความรู้ที่มาจากรากฐาน-อันได้แก่ประสบการณ์ทางผัสสะ-ได้หรือไม่
ตัวอย่างของนักปรัชญาที่อาศัยแนวคิดมูลฐานนิยมเพื่อเป็นเหตุผลสนับสนุนให้กับความรู้หลังประสบการณ์คือ
เบอร์ทรัลล์ รัสเซลล์ (Bertrand
Russell)
เอ. เจ. แอร์ (A.
J. Ayer) ซี. ไอ. ลูอิส (C. I.
Lewis) เป็นต้น
ในขณะที่สหนัยนิยมเป็นอีกแนวคิดหนึ่งที่ให้เหตุผลสนับสนุนความรู้หลังประสบการณ์โดยพิจารณาจากความสัมพันธ์ที่สอดคล้องในกลุ่มความเชื่อที่ประกอบกันขึ้นเป็นความรู้หลังประสบการณ์
สหนัยนิยมเกี่ยวกับการให้เหตุผลสนับสนุนความเชื่อมักถูกเรียกว่าองค์รวมนิยมเกี่ยวกับความเชื่อ
(epistemic
holism) ดับบลิว. วี.
ไควน์เป็นนักปรัชญาคนหนึ่งที่มีแนวคิดแบบองค์รวมนิยม
โดยองค์รวมนิยมของไควน์จะไม่ยอมรับความแตกต่างระหว่างข้อความวิเคราะห์และข้อความสังเคราะห์
และไม่ยอมรับว่าความเชื่อแต่ละความเชื่อของมนุษย์ถูกยืนยันตามประสบการณ์ทางผัสสะเนื่องจากความเชื่อของมนุษย์ถูกยืนยันหรือไม่ยืนยันอย่างองค์รวมหรืออย่างทั้งระบบความเชื่อ
มิใช่ตามแต่ละความเชื่อใดความเชื่อหนึ่ง
5.
การถกเถียงเกี่ยวกับความรู้ก่อนประสบการณ์และความรู้หลังประสบการณ์ในสมัยปัจจุบัน
ความรู้ก่อนประสบการณ์และความรู้หลังประสบการณ์เป็นประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งในญาณวิทยา
และประเด็นเกี่ยวกับความรู้ก่อนประสบการณ์และความรู้หลังประสบการณ์ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันจนกระทั่งปัจจุบัน
โดยประเด็นสำคัญในการถกเถียงเกี่ยวกับความรู้ก่อนประสบการณ์และความรู้หลังประสบการณ์มักเกี่ยวกับการทำความเข้าใจว่าความรู้ดังกล่าวคืออะไร
และมีความสัมพันธ์กับมโนทัศน์อื่นๆ อย่างไร
และยังเกี่ยวกับการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นต่อแนวคิดเรื่องความรู้ก่อนประสบการณ์และความรู้หลังประสบการณ์
ตัวอย่างเช่น
ข้อเสนอในอดีตที่ผ่านมามักมีการเชื่อมโยงมโนทัศน์เรื่องความรู้ก่อนประสบการณ์กับมโนทัศน์อื่นๆ
(เช่นความจริงจำเป็น ความเป็นข้อความวิเคราะห์)
แต่นักปรัชญาหลายคนเห็นว่าการเกิดเรขาคณิตนอกระบบยูคลิด (non-Euclidian
geometry)
ทำให้เห็นว่าการถือว่าตัวอย่างข้อความในเรขาคณิตระบบยูคลิด
(ในฐานะตัวอย่างของความรู้ก่อนประสบการณ์)
ไม่สามารถผิดได้อย่างที่เคยยอมรับกันมาในอดีตนั้นอาจไม่ใช่แนวทางที่น่ายอมรับอีกต่อไป
ตัวอย่างเช่น บองชู
นักเหตุผลนิยมร่วมสมัยได้เสนอจุดยืนเหตุผลนิยมแบบพอประมาณ
(moderate rationalism)
ซึ่งแตกต่างจากจุดยืนเหตุผลนิยมแบบจัด (radical
empiricism)
ในประเด็นที่ว่าเหตุผลนิยมแบบพอประมาณเห็นว่าความรู้ก่อนประสบการณ์สามารถผิดได้และเป็นเท็จได้โดยอาศัยหลักฐานจากประสบการณ์ทางผัสสะ
(Bonjour, 1997) หรืออัลเบิร์ต
คาซูลโล่ (Albert Casullo)
ได้ปกป้องการให้เหตุผลสนับสนุนแบบก่อนประสบการณ์โดยการโต้แย้งข้อเสนอของนักประสบการณ์นิยมแบบจัดว่ามีข้อบกพร่อง
(Casullo, 2005)
นอกจากนี้
ยังคงมีการถกเถียงเกี่ยวกับปัญหาการให้เหตุผลสนับสนุนความรู้
ในส่วนของการให้เหตุผลสนับสนุนความรู้แบบก่อนประสบการณ์นั้น
นักญาณวิทยาเชิงธรรมชาติแบบแข็งซึ่งเห็นว่าญาณวิทยาเป็นส่วนหนึ่งของวิทยาศาสตร์มักมีข้อเสนอเพื่อปฏิเสธการให้เหตุผลสนับสนุนแบบก่อนประสบการณ์
กระนั้นก็ดี
มีข้อเสนอจากญาณวิทยาเชิงธรรมชาติแบบพอประมาณที่เห็นว่าญาณวิทยาเชิงธรรมชาตินั้นไปกันได้กับ
(compatible
with)
ความรู้หรือการให้เหตุผลสนับสนุนก่อนประสบการณ์
ตัวอย่างเช่น ข้อเสนอของ เอ. ไอ. โกลด์แมน (A. l.
Goldman)
โดยโกลด์แมนปรับเปลี่ยนมโนทัศน์ของการให้เหตุผลสนับสนุนความรู้แบบก่อนประสบการณ์ในลักษณะที่ว่าความไม่สามารถผิดพลาดได้
ความแน่นอน และความไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้
นั้นมิใช่ลักษณะจำเป็นของการให้เหตุผลสนับสนุนแบบก่อนประสบการณ์
(Goldman, 1999: 1-28)
และนักเหตุผลนิยมมักปกป้องการให้เหตุผลสนับสนุนก่อนประสบการณ์โดยอาศัยมโนทัศน์เรื่องอัชฌัตติกญาณ
(intuition) ตัวอย่างเช่น
ข้อเสนอของบองชูและข้อเสนอของจอร์จ บีลเลอร์ (George
Bealer)
(โปรดดู
Bonjour, 1997; Bealer, 1999)
ในส่วนของการให้เหตุผลสนับสนุนความรู้แบบหลังประสบการณ์นั้น
ผู้ที่มีแนวคิดแบบมูลฐานนิยมและแนวคิดแบบสหนัยนิยมก็ยังคงเสนอการอ้างเหตุผลเพื่อโต้แย้งกันว่าแนวคิดแบบใดเป็นสิ่งให้เหตุผลสนับสนุนความรู้หลังประสบการณ์
ซึ่งข้อเสนอที่เกิดขึ้นได้มีการปรับเปลี่ยนเพื่อหลีกเลี่ยงข้อโต้แย้งหรือปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมา
ตัวอย่างเช่น เจมส์ แวน คลีฟ (James
van Cleve)
มีข้อเสนอเพื่อปกป้องจุดยืนแบบมูลฐานนิยมแบบพอประมาณ (moderate
foundationalism)
ซึ่งแตกต่างจากมูลฐานนิยมแบบแข็ง (strong
foundationalism) ในประเด็นที่ว่า
ตามความเห็นของมูลฐานนิยมแบบพอประมาณนั้นความเชื่อพื้นฐาน
(basic beliefs)
ไม่จำเป็นต้องมีความแน่นอนและผิดพลาดไม่ได้ (Cleve,
2005: 168-178)
ประเด็นที่มีการถกเถียงเกี่ยวกับความรู้ทั้งสองประเภทเหล่านี้ได้ชี้ให้เห็นว่านักญาณวิทยามีความต้องการที่จะทราบถึงธรรมชาติของความรู้
และเหตุผลที่ทำให้เราเรียกความเชื่อหนึ่งๆ ว่าเป็นความรู้
ซึ่งคำถามเกี่ยวกับความรู้เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นคำถามสำคัญที่นักญาณวิทยาทุกยุคสมัยพยายามจะหาคำตอบให้ได้ทั้งสิ้น
ศิรประภา ชวะนะญาณ (ผู้เรียบเรียง)
เรียบเรียงจาก
|
· |
Boghossian, Paul Artin. 1996. Knowledge, A
Priori. In Donald M. Borchert (ed.). The
Encyclopedia of Philosophy. New
York: Macmillan, Supplement: 281-283. |
|
· |
Casullo, Albert. 2001. A priori/
A Posteriori. In Jonathan Dancy
and Ernest Sosa (eds.). A
Companion to Epistemology.
Oxford: Blackwell, pp.1-3. |
|
· |
Casullo, Albert. 2006. Knowledge, A Priori. In
Donald M. Borchert (ed.). Encyclopedia of
Philosophy. Detroit: Macmillan,
Vol.5: 79-86. |
|
· |
Hamlyn, D. W. 2006. A Priori and A Posteriori.
In Donald M. Borchert (ed.). Encyclopedia
of Philosophy. Second edition. New York:
Macmillan, Vol. 1: 240-246. |
|
· |
Bealer, George. 1999. The A Priori. In John
Greco and Ernest Sosa (eds.). The
Blackwell Guide to Epistemology.
Massachusetts: Blackwell, pp. 243-270. |
|
· |
Bonjour, Laurence. 1997.
In Defense of Pure Reason.
New York: Cambridge. |
|
· |
Casullo, Albert. 2005. Epistemic Overdetermination and A
Priori Justification.
Philosophical Perspectives 19: 41-58. |
|
· |
Cleve, J. V. 2005. Why Coherence is Not Enough:
Defense of Moderate Foundationalism. In Matthias
Steup and Ernest Sosa (eds.). Contemporary
Debates in Epistemology. MA: Blackwell,
pp. 168-178. |
|
· |
Goldman, A. I. 1999. A Priori Warrant and
Naturalistic Epistemology. Philosophical
Perspective 13: 1-28. |
|
· |
Kitcher, Philip. 1983. The
Nature of Mathematical Knowledge.
New York: Oxford University
Press. |
|
· |
Mill, John Stuart. 1874. A System of Logic.
New York: Harper & Brothers. |
|
· |
Putnam, Hilary. 1976. ’Two
Dogmas’ Revisited. In Gilbert
Ryle (ed.). Contemporary
Aspects of Philosophy.
Stocksfield: Oriel Press, pp.
202-213. |
|
· |
Quine, W. V. 1953. Two Dogmas of
Empiricism. In From
a Logical Point of View.
Cambridge: Harvard University
Press. |
|
· |
Quine, W. V. 1993. Epistemology
Naturalized.
In Ontological
Relativity and Other Essays.
New York: Columbia
University Press. |
|
· |
Ayer, A. J. 1936 (2nd edition, 1946).
Language, Truth, and Logic. New
York: Dover. (มีข้อเสนอจากประสบการณ์นิยมแบบสุดโต่งเกี่ยวกับความหมายและความรู้) |
|
· |
BonJour, L. 1985.
The Structure of Empirical
Knowledge. Cambridge,
MA: Harvard University Press. (การปกป้องสหนัยนิยมเกี่ยวกับการให้เหตุผลสนับสนุนแบบอาศัยประสบการณ์) |
|
· |
Carruthers, P. 1992. Human Knowledge and Human
Nature. Oxford: Oxford University Press.
(อธิบายเกี่ยวกับประเด็นเรื่องแหล่ง (source)
ของความรู้ รวมถึงความรู้ก่อนประสบการณ์) |
|
· |
Coffa, J. A. 1991. The Semantic Tradition
from Kant to Carnap. Cambridge:
Cambridge University Press. (ประวัติของปฏิกริยาต่อหลักการเรื่องก่อนประสบการณ์ของคานต์) |
|
· |
Goldman, A. I. 1986. Epistemology and
Cognition. Cambridge, MA: Harvard
University Press.
(เสนอข้อปกป้องการให้เหตุผลสนับสนุนและความรู้ในลักษณะเป็นกระบวนการสร้างความเชื่อที่เชื่อถือได้) |
|
· |
Kant, I. 1781/1787.
Critique of Pure Reason.
Trans. N. Kemp Smith. London:
Macmillan, 1963.
(งานคลาสลิคเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างข้อความก่อนประสบการณ์-หลังประสบการณ์
และข้อความวิเคราะห์-ข้อความสังเคราะห์) |
|
· |
Kripke, S. A. 1980. Naming and Necessity.
Cambridge, MA: Harvard University Press.
(ท้าทายความคิดที่ว่าเฉพาะประพจน์ที่จริงอย่างจำเป็นเท่านั้นที่รู้ได้อย่างก่อนประสบการณ์) |
|
· |
Lewis, C. I. 1946.
An Analysis of Knowledge and
Valuation. LaSalle, IL:
Open Court.
(งานคลาสลิคเกี่ยวกับมูลนิยมว่ามีบทบาทหลักในการให้เหตุผลสนับสนุนแบบอาศัยประสบการณ์) |
|
· |
Moser, P. K. (ed.). 1987.
A Priori Knowledge.
Oxford: Oxford University Press.
(ประกอบด้วยบทความร่วมสมัยที่สำคัญ
10
บทความเกี่ยวกับความรู้ก่อนประสบการณ์) |
|
· |
Moser, P. K. and Vander Nat, A.
(eds.). 1987 (2nd
edition, 1995). Human
Knowledge: Classical and
Contemporary Approaches.
New York: Oxford University
Press.
(รวมทั้งงานเขียนคลาสสิคและงานเขียนร่วมสมัยเกี่ยวกับเงื่อนไขของความรู้ก่อนประสบการณ์และความรู้หลังประสบการณ์
มีบทความของแอร์ ไควน์ คริปกี้
ลูอิส รัสเซลล์
และนักปรัชญาอื่นๆ) |
|
· |
Moser, P. K. 1989.
Knowledge and Evidence.
Cambridge: Cambridge University
Press.
(เสนอข้อปกป้องวิธีการแบบมูลฐานนิยมต่อความรู้ที่อาศัยประสบการณ์ว่าได้เหตุผลสนับสนุนที่อาศัยประสบการณ์มาจากการรับรู้ทางผัสสะ) |
|
· |
Moser, P. K. 1993.
Philosophy after Objectivity.
New York: Oxford University
Press.
(การตรวจสอบชนิดของข้อยืนยัน (warrant)
ต่อข้ออ้างเรื่องความรู้แบบสัมบูรณ์และความรู้เกี่ยวกับโลกภายนอก) |
|
· |
Pap, A. 1958. Semantics
and Necessary Truth. New
Haven, CT: Yale University
Press.
(การสำรวจและประเมินความคิดเห็นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่
17 –
คริสต์ศตวรรษที่ 20
เกี่ยวกับมโนทัศน์เรื่องความจริงจำเป็น
มโนทัศน์เรื่องความเป็นข้อความวิเคราะห์
และมโนทัศน์เรื่องก่อนประสบการณ์
รวมถึงความคิดเห็นของไลบ์นิซ
คานต์ ล๊อค และฮิวม์) |
|
· |
Quine, W. V. 1953 (2nd
edition, 1961). From a
Logical Point of View.
Cambridge, MA: Harvard
University Press.
(มีบทความ
‘Two Dogmas of Empiricism’
ซึ่งเป็นบทความที่โต้แย้งความแตกต่างระหว่างข้อความวิเคราะห์และข้อความสังเคราะห์) |
|
· |
Shanker, S.
G. 1987. Wittgenstein and
the Turning-Point in the
Philosophy of Mathematics.
London: Croom Helm.
(อธิบายความคิดเห็นของวิตเกนสไตน์เกี่ยวกับความจริงทางคณิตศาสตร์และความรู้ก่อนประสบการณ์) |
คำที่เกี่ยวข้อง
Analytic-Synthetic Distinction /
Epistemic Justification
/ Epistemology / Knowledge / Naturalized Epistemology /
Truth
|