ปรับปรุงแก้ไขล่าสุด: 25/08/52

 

อเทวนิยม
Atheism

 

1. ความหมายของอเทวนิยม
2. อเทวนิยมในประวัติปรัชญาตะวันตกโดยสังเขป
3. ความแตกต่างจากอไญยนิยม (Agnosticism)
4. เหตุผลสนับสนุนอเทวนิยม: ความไม่เพียงพอของเหตุผลสนับสนุนความมีอยู่ของพระเจ้า   
5. เหตุผลสนับสนุนอเทวนิยม: ข้อโต้แย้งหักล้างความมีอยู่ของพระเจ้า
6. ข้อโต้แย้งต่ออเทวนิยม
เรียบเรียงจาก
เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม
คำที่เกี่ยวข้อง



1.  ความหมายของอเทวนิยม (Atheism)

มีการใช้คำว่า อเทวนิยม ในหลายความหมายและเพื่อจุดประสงค์หลายประการ เช่น เมื่อใช้ในบริบททางศาสนาจะหมายถึงศาสนาที่ไม่นับถือพระเจ้า  หรืออาจใช้เพื่อประณามกลุ่มคนที่ปฏิเสธพระเจ้า เป็นต้น  อาจกล่าวได้ว่ายังไม่มีนิยามใดที่จะครอบคลุมการใช้คำดังกล่าวนี้ได้ทั้งหมด  ในการเรียบเรียงสารานุกรมหัวข้อนี้ จะยึดตามนิยามที่เป็นที่ถกเถียงกันมายาวนานในปรัชญาตะวันตก  และเป็นนิยามที่ทำให้เข้าใจตามขนบได้ว่านักปรัชญาอย่าง ออกัสติน (Augustine) อไควนัส (Aquinas) จอห์น ล็อค (Locke) จอร์จ เบิร์คเลย์ (George Berkeley)  วิลเลี่ยม พาเลย์ (William Paley) เฮนรี่ ลองก์วิลล์ แมนเซล  (Henry Longueville Mansel) จอห์น สจ๊วต มิลล์ (J.S. Mill)  วิลเลี่ยม เจมส์  (William James) พอล ทิลลิค (Paul Tillich) และ จอห์น ฮิค (John Hick) จัดว่าเป็นผู้ที่เชื่อในพระเจ้า    ส่วน พอล-เฮนรี่ ฮอลบาค (Paul-Henry Baron Holbach) ลุดวิก บุชเนอร์ (Ludwig Buchner) ลุดวิก ฟอยเออร์บาค (Ludwig Feuerbach) คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) อาร์เธอร์ โชเปนฮาวเออร์ (Arthur Schopenhauer)  ฟรีดริค นิตเช่ (Friedrich Nietzsche) และ ฌอง ปอล ซาร์ตร์ (Jean-Paul Sartre) เป็นอเทวนิยม  ในขณะที่ โธมัส เฮนรี่ ฮักซ์เลย์ (T.H. Huxley) เลสลี สตีเฟ่น (Leslie Stephen) และคลาแรนซ์ แดโรว์ (Clarance Darrow) เป็น อไญยนิยม หรือผู้ที่เห็นว่าการมีอยู่ของพระเจ้าไม่อาจพิสูจน์ยืนยันหรือหักล้างได้ด้วยเหตุผล

อเทวนิยมคือทัศนะที่ยืนยันถึงการไม่มีอยู่ของพระเจ้า หรือยืนยันว่าข้อความ พระเจ้ามีอยู่ เป็นเท็จ  ผู้ที่เป็นพวกอเทวนิยมจึงมิใช่เพียงสงสัยความเชื่อ  หากแต่ปฏิเสธความเชื่อในพระเจ้าด้วย  ความหมายซึ่งเป็นความเข้าใจโดยทั่วไปนี้มีท่าทีในเชิงยืนยัน (positive atheism) กล่าวคือ การมีความเชื่อในการไม่มีอยู่ของพระเจ้า (belief in the nonexistence of God) แต่ความหมายของอเทวนิยมอาจถูกมองเป็นท่าทีปฏิเสธ (negative atheism) ได้ คือการปราศจากความเชื่อในความมีอยู่ของพระเจ้า  (lack of belief in the existence of God)   การแบ่งความหมายเป็นสองแง่นี้ทำให้เห็นได้ชัดว่าอเทวนิยมที่มีท่าทีปฏิเสธเป็นจุดยืนของพวกปฏิฐานนิยม (logical positivism)  ซึ่งมีทัศนะว่า คำพูดใดๆ เกี่ยวกับพระเจ้า  รวมทั้งข้อความ พระเจ้าไม่มีอยู่และ พระเจ้ามีอยู่”  ต่างให้ความหมายไม่ได้ (meaningless) ดังนั้นข้อความเหล่านี้จึงมิอาจตัดสินได้ว่าจริงหรือเท็จ  ด้วยเหตุนี้ผู้ที่เป็นอเทวนิยมที่มีท่าทีเชิงยืนยันอาจเป็นอเทวนิยมเชิงปฏิเสธได้  แต่อเทวนิยมที่มีท่าทีเชิงปฏิเสธไม่จำเป็นต้องเป็นอเทวนิยมเชิงยืนยัน   อย่างไรก็ตามเพื่อคงท่าทีเชิงยืนยันซึ่งเป็นความเข้าใจโดยทั่วไปไว้  เราอาจเรียกพวกปฏิฐานนิยมว่าเป็นพวก ไม่ใช่เทวนิยม” (non-theist) แทนการใช้คำว่าอเทวนิยมก็ได้ 

นอกจากนี้ อเทวนิยมยังอาจมีความหมายอย่างแคบและอย่างกว้างด้วย  เนื่องจากแต่ละวัฒนธรรมมีความเชื่อในพระเจ้าแตกต่างกัน  ผู้คนส่วนมากมักเชื่อในพระเจ้าตามวัฒนธรรมของตน แล้วปฏิเสธพระเจ้าของวัฒนธรรมอื่น เช่น ชาวโรมันเรียกผู้ที่ไม่ได้นับถือพระเจ้าของตนซึ่งมีลักษณะเป็นเทพปกรนัมว่าเป็นพวกอเทวนิยม  เป็นต้น หากอเทวนิยมปฏิเสธความเชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้า  พระเจ้า ในที่นี้หมายถึงพระเจ้าในทุกศาสนาและทุกความหมาย  หรือเฉพาะบางวัฒนธรรมหรือบางความหมายเท่านั้นเพื่อหลีกเลี่ยงความสับสน ควรทำความเข้าใจก่อนว่า พวกเทวนิยมมีการใช้คำว่า พระเจ้าในความหมาย และจุดยืนที่แตกต่างกัน  โดยแบ่งเป็น 3 รูปแบบ คือ  (1) พระเจ้าในทางอภิปรัชญา (metaphysical God) หมายถึงยอมรับความสำคัญและลักษณะทางอภิปรัชญาบางอย่างของพระเจ้า เช่น ลักษณะที่สมบูรณ์ที่สุด หรือความเป็นจริงสูงสุด เป็นต้น  แต่ทัศนะนี้มองว่าการใช้คำพูด หรือคำคุณศัพท์ที่เราใช้อธิบายมนุษย์มาใช้สื่อถึงพระเจ้า เช่น  พระเจ้าคือความรักหรือ พระเจ้าคือชีวิตเป็นต้น  คำว่า ความรักและ ชีวิตเป็นได้เพียงคำเชิงสัญลักษณ์ หรือเชิงอุปมา หรือเชิงเปรียบเทียบเท่านั้น  ความเป็นจริงของพระเจ้าหาได้มีความหมายตรงตามตัวอักษรไม่ (literal) ทั้งนี้เพราะคำเหล่านี้เชื่อมโยงกับประสบการณ์ที่จำกัดของมนุษย์ ส่วนผู้ที่เชื่อว่าคำคุณศัพท์เหล่านี้เมื่อใช้อธิบายพระเจ้า จะมีความหมายอย่างตรงตัว  เรียกการมองพระเจ้าแบบนี้ว่า พระเจ้าในเชิงมานุษยรูป (anthropomorphic God)   หากเปรียบเทียบสองจุดยืนนี้ ถือได้ว่าพระเจ้าในทางอภิปรัชญา เป็นจุดยืนที่ได้รับความนิยมในบรรดานักปรัชญาทั้งหลาย  นักปรัชญาที่สนับสนุนการเข้าใจพระเจ้าเช่นนี้ เช่น ปีเตอร์ บราวน์ (Peter Brown ศตวรรษที่ 18) เฮนรี่ ลองก์วิลล์ แมนเซล (ศตวรรษที่ 19) และ พอล ทิลลิค (ศตวรรษที่ 20)  ส่วนนักปรัชญาที่สนับสนุนการมองพระเจ้าในเชิงมานุษยรูป เช่น จอร์จ์ เบิร์คเลย์  และ จอห์น สจ๊วต มิลล์  เป็นต้น  (2) พระเจ้าในเชิงมานุษยรูปที่ไม่จำกัด (infinite anthropomorphic God) หมายถึงการเข้าใจพระเจ้าจากจุดยืนที่ถือว่าหากคำพูดหรือคำคุณศัพท์ที่ใช้อธิบายพระเจ้า มีความหมายตรงตัว  คุณลักษณะต่างๆ ที่พระเจ้ามีนั้น ย่อมมีอย่างไม่มีเงื่อนไขและไร้ข้อจำกัดด้วย เช่น พระเจ้ารักทุกสิ่ง  มีสรรพฤทธิ์   ดีอย่างสมบูรณ์  ยุติธรรมอย่างสมบูรณ์   เป็นต้น  (3) พระเจ้าในเชิงมานุษยรูปที่จำกัด (finite anthropomorphic God) หมายถึงการเข้าใจพระเจ้าจากจุดยืนที่ถือว่าแม้คำพูดหรือคำคุณศัพท์ที่ใช้อธิบายพระเจ้ามีความหมายตรงตัวก็จริง  แต่พระเจ้าก็ทรงมีคุณลักษณ์บางอย่างที่จำกัด เช่น พลังอำนาจ หรือความดี   เป็นต้น  มิลล์เป็นตัวอย่างของเป็นนักปรัชญาที่เชื่อเช่นนี้  

สรุปได้ว่าพวกเทวนิยมยอมรับว่าข้อความ พระเจ้ามีอยู่ เป็นจริง  โดยคำว่า พระเจ้า มีความหมายใดความหมายหนึ่งในสามความหมายข้างต้น  ส่วนผู้ที่ปฏิเสธความเชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้าของศาสนาใดๆ หรือความหมายของพระเจ้าอย่างใดอย่างหนึ่งข้างต้น  จะจัดว่าเป็นอเทวนิยมในความหมายแคบ ในบทเรียบเรียงสารานุกรมนี้ จะเจาะจงเฉพาะการปฏิเสธความเชื่อในพระเจ้าของศาสนาหลักสามศาสนาคือ ศาสนายิว คริสต์ และอิสลาม ซึ่งเป็นศาสนาที่เชื่อว่าพระเจ้ามีหนึ่งเดียว (monotheism) ในขณะที่อเทวนิยมแบบกว้าง คือคนที่ปฏิเสธความเชื่อในการดำรงอยู่ของสิ่งสูงสุดใดๆ ในทุกรูปแบบและทุกความหมาย มิใช่ปฏิเสธเฉพาะพระเจ้าในศาสนาหลักของตะวันตกเท่านั้น  ด้วยเหตุนี้หากมองในความหมายแคบ  นักเทววิทยานิกายโปรเตสแตนท์อย่าง พอล ทิลลิค (Paul Tillich) จึงเป็นอเทวนิยมได้  เพราะทิลลิคปฏิเสธความเชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้าตามขนบของเอกเทวนิยม  แต่ถ้ามองในแบบกว้าง เขาเป็นเทวนิยม  เพราะเชื่อว่ามีความเป็นจริงสูงสูงที่ดำรงอยู่ด้วยตัวเอง (being-itself)  ซึ่งไม่ได้อยู่นอกโลก และไม่ได้มีพลังอำนาจ  หรือสมบูรณ์สูงสุด  ตามความเข้าใจพระเจ้าในแบบมานุษยรูป

 

2. อเทวนิยมในประวัติปรัชญาตะวันตกโดยสังเขป

การเข้าใจข้อถกเถียงระหว่างเทวนิยมกับอเทวนิยม อาจเริ่มต้นด้วยความเข้าใจเบื้องต้นก่อนว่า เทวนิยมคือแนวคิดที่อธิบายปรากฎการณ์ทางธรรมชาติและจักรวาลด้วยการมีผู้กระทำ (agent)  โดยทั่วไปเราอธิบายการกระทำและผลของการกระทำ ด้วยเป้าหมายและพลังอำนาจของมนุษย์ ซึ่งเป็นผู้กระทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น เมื่อมีการปฏิเสธความคิดที่ว่าสิ่งธรรมชาติอย่างพระอาทิตย์ พระจันทร์ และดาว เป็นผู้กระทำด้วยตัวเอง   มนุษย์ได้ให้คำอธิบายต่อปรากฎการณ์และความเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติโดยผู้กระทำที่มีพลังอำนาจอย่างพระเจ้า จึงได้มี   การใช้พระเจ้าอธิบายการเกิดขึ้นของปรากฏการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่มนุษย์โดยตรง 

เมล็ดพันธุ์ของอเทวนิยมในสังคมตะวันตก  เกิดขึ้นเมื่อเริ่มมีวิทยาศาสตร์  เพราะวิทยาศาสตร์หาคำอธิบายปรากฎการณ์ทางธรรมชาติด้วยสิ่งธรรมชาติด้วยกัน  ซึ่งเริ่มมีมานานแล้วตั้งแต่ปรัชญากรีก  อย่างไรก็ตาม ถึงแม้มีความพยายามที่จะไม่ใช้พระเจ้าอธิบายปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ  แต่ในเรื่องการกำเนิดและความมีอยู่ของจักรวาล  ก็ยังมีการอธิบายด้วยพลังอำนาจของพระเจ้า  นอกจากนี้ โครงสร้างที่ซับซ้อนและน่าอัศจรรย์ของสิ่งมีชีวิตอย่างพืชและสัตว์  ก็ยังมีการอธิบายว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านี้เป็นผลงานออกแบบของพระเจ้า   ดังนั้นแม้ว่าวิทยาศาสตร์ธรรมชาติจะเจริญขึ้น แต่จุดยืนที่ยังใช้พระเจ้าอธิบายจักรวาล และปรากฏการณ์ทางธรรมชาติก็ยังคงอยู่  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอธิบายสิ่งมีชีวิต  อย่างไรก็ตาม ในที่สุดแล้วการอ้างเหตุผลเชิงออกแบบ (Design Argument) ได้ถูกล้มล้างโดยทฤษฎีของชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) และอัลเฟรด รัสเซล วอลเลซ (Alfred Russel Wallace) ในศตวรรษที่ 19   จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมอเทวิยมเฟื่องฟูเต็มที่ในศตวรรษที่ 19-20  โดยมีนักปรัชญาอย่าง ฟอยเออร์บาค  นิทเช่  มาร์กซ์    ซิกมันด์ ฟรอยด์  รัสเซลล์ และซาร์ตร์ เป็นผู้นำ

 

3. ความแตกต่างจากอไญยนิยม (Agnosticism) 

ความคิดแบบอไญยนิยมมีประวัติมายาวนาน  เพราะเชื่อมโยงกับประวัติความคิดของวิมตินิยม (Scepticism)  นักปรัชญาชื่อ โทมัส  เอช  ฮักซ์เลย์ (Thomas H. Huxley .. 1869) เป็นผู้ใช้คำ “agnosticism” เป็นคนแรกเพื่ออธิบายทัศนะของเขาเกี่ยวกับศาสนา   เขามีทัศนะว่าความเชื่อและความไม่เชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้าหรือสิ่งสูงสุดเหนือธรรมชาติ ไม่สามารถยืนยันได้ว่าจริงหรือเท็จ เพราะเราไม่มีฐานที่สมเหตุสมผลเพียงพอ  อไญยนิยมในฐานะที่เป็นจุดยืนทางปรัชญาหมายถึงทัศนะที่ว่า เหตุผลของมนุษย์ไม่อาจเป็นฐานที่สมเหตุสมผลเพียงพอ ที่จะตัดสินความเชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่หรือพระเจ้าไม่มีอยู่ได้  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มนุษย์ไม่อาจรู้ได้ด้วยเหตุผลว่าพระเจ้ามีอยู่หรือไม่  ดังนั้นพวกอไญยนิยมจึงไม่ใช่คนที่ทั้งเชื่อหรือไม่เชื่อในพระเจ้า   แต่เป็นพวกที่สงสัยต่อการดำรงอยู่หรือไม่ดำรงอยู่ของสิ่งสูงสุดหรือสิ่งเหนือธรรมชาติ   อย่างไรก็ตาม การสงสัยมีระดับของความหมายที่แตกต่างกัน 3 ระดับ คือ

1)    ระดับอ่อน คือผู้ที่เข้าใจมโนทัศน์พระเจ้าและ/หรือสิ่งสูงสุดเหนือธรรมชาติ  แต่เป็นผู้ที่ไม่ได้เชื่อหรือไม่เชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้าและ/หรือความเป็นจริงสูงสุดนั้น  ความหมายของคำ “agnostic” ที่นิยมใช้กันอยู่ในระดับนี้

2)    ระดับกลาง คือผู้ที่ยอมรับระดับอ่อน  แต่ยอมรับด้วยว่ามนุษย์ไม่อาจค้นพบเหตุผลเพียงพอเพื่อจะเชื่อหรือไม่เชื่อว่าพระเจ้าหรือความเป็นจริงสูงสุดดำรงอยู่

3)    ระดับเข้ม คือผู้ที่ยอมรับระดับกลาง  แต่ยอมรับด้วยว่า เป็นเรื่องผิดหรือไม่เหมาะสมที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้าหรือความเป็นจริงสูงสุด  เว้นเสียแต่ว่าจะมีเหตุผลที่เพียงพอเพื่อยืนยันความเชื่อหรือความไม่เชื่อดังกล่าว

ผู้ที่อยู่ระดับอ่อนไม่จำเป็นต้องยึดถือตามอไญยนิยมในฐานะที่เป็นจุดยืนทางปรัชญา  เพราะว่าเขาอาจจะประเมินเพียงเหตุผลของเขาเท่านั้น ในขณะที่อไญยนิยมจะต้องยืนยันด้วยว่ามนุษย์ไม่มีความรู้เพียงพอที่จะตัดสินความเชื่อหรือความไม่เชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้า  ในทางกลับกัน ผู้ที่เป็นอไญยนิยมในฐานะที่เป็นจุดยืนทางปรัชญา  อาจจะไม่ได้อยู่ในระดับใดเลยก็ได้  เช่น โซเร็น คีย์เคกอร์ด (Soren Kierkegaard) มองว่าเป็นความเหมาะสมที่จะเชื่อในพระเจ้าโดยใช้ศรัทธา  แม้ว่าเหตุผลของมนุษย์ไม่เพียงพอที่จะยืนยันความเชื่อและความไม่เชื่อในการดำรงของพระเจ้าก็ตาม  ดังนั้นผู้ที่เป็นอไญยนิยมอาจไม่จำเป็นต้องปฏิเสธพระเจ้า (คือเป็นอเทวนิยม) เสมอไป   ส่วนผู้ที่อยู่ในระดับกลางและเข้ม จะต้องยอมรับจุดยืนของอเทวนิยม แต่ผู้อยู่ในระดับกลางไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์ผู้ที่เชื่อหรือไม่เชื่อพระเจ้า  อีกทั้งยังยอมรับได้ว่า มิใช่เป็นเรื่องไม่เหมาะสมที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อพระเจ้าแม้ว่ามนุษย์จะไม่มีฐานทางเหตุผลที่เพียงพอก็ตาม  

ในศตวรรษที่ 20 การเคลื่อนไหวทางความคิดของปรัชญาปฏิฐานนิยม (logical positivism) กับธรรมชาตินิยม (naturalism) ได้สนับสนุนอไญยนิยมในทางอ้อม  กล่าวคือ ปฏิฐานนิยมมองว่าประโยคจะมีความหมาย  ก็ต่อเมื่อสามารถตรวจสอบได้ อาจจะในเชิงวิเคราะห์หรือเชิงผัสสะก็ได้  แต่คำพูดเกี่ยวกับพระเจ้าตามขนบของเทวนิยมไม่อาจตรวจสอบได้ ดังนั้นจึงไม่มีความหมาย  ด้วยเหตุนี้ปฏิฐานนิยมจึงปฏิเสธฐานคติ (assumption) ของอไญยนิยมที่ว่าเทวนิยมและอเทวนิยมเป็นจุดยืนที่เข้าใจได้  แต่ยอมรับบทสรุปของอไญยนิยมว่าความเชื่อหรือความไม่เชื่อในพระเจ้าไม่มีเหตุผลที่สมเหตุสมผลรองรับ  ในขณะที่ธรรมชาตินิยมมองว่า สิ่งที่มนุษย์สามารถรู้ได้ มีแต่สิ่งที่สามารถตรวจสอบได้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น  ด้วยเหตุนี้ธรรมชาตินิยมจึงสนับสนุนอไญยนิยมไปด้วย  เพราะได้กันสิ่งสูงสุดเหนือธรรมชาติออกไปจากขอบเขตความรู้ของมนุษย์   นักปรัชญาที่สนับสนุนเทวนิยมในปัจจุบัน พยายามโต้แย้งอไญยนิยมและธรรมชาตินิยม ด้วยการยืนยันว่าเทวนิยมเป็นความคิดที่ถูกต้อง  หรือไม่ก็ยืนยันว่าความเชื่อในพระเจ้านั้นสมเหตุสมผล  โดยมีสามแนวทางด้วยกันคือ  1)โต้แย้งฮูมและค้านท์  โดยยืนยันว่ามีเหตุผลหรือหลักฐานที่นำไปสู่ความจริง เพื่อสนับสนุนการเชื่อในพระเจ้า  2)  ยึดถือตามทัศนะของวิลเลี่ยม เจมส์ ในงาน The Will to Believe (1897)   ซึ่งเสนอว่าเหตุผลในเชิงปฎิบัติย่อมเพียงพอและสมเหตุสมผลสำหรับความเชื่อในพระเจ้า   3) นักปรัชญาบางท่านเช่น แพลนทินก้า (Plantinga) โต้แย้งว่า ความเชื่อในพระเจ้าสมเหตุสมผล  เพราะมิได้เป็นความเชื่อที่ต้องให้เหตุผลด้วยหลักฐานที่เป็นความเชื่ออื่น หากแต่เป็นความเชื่อพื้นฐานที่มีเหตุผลสนับสนุน (justified basic belief) ด้วยการมีประสบการณ์โดยตรงกับพระเจ้าในสถานการณ์เฉพาะ  โดยสรุปประเด็นที่พวกอไญยนิยมสนใจจึงเป็นการถกเถียงว่า มนุษย์มีเหตุผลที่มีน้ำหนักเพียงพอหรือไม่ ที่จะนำมาซึ่งความจริง   เพื่อสนับสนุนความเชื่อหรือความไม่เชื่อในพระเจ้าหรือสิ่งสูงสุดเหนือธรรมชาติ   ในขณะที่อเทวนิยมจะเป็นพวกที่ไม่เชื่อในพระเจ้า  โดยมุ่งโต้แย้งการอ้างเหตุผลพิสูจน์ความมีอยู่ของพระเจ้า เช่น การอ้างเหตุผลเชิงภววิทยา เชิงจักรวาลวิทยา  และเชิงการออกแบบ เป็นต้น  อีกทั้งมุ่งพิสูจน์ว่า ปัญหาความไม่สอดคล้องของมโนทัศน์เรื่องพระเจ้า และปัญหาความชั่วร้าย เป็นข้อยืนยันได้ว่าพระเจ้าไม่มีอยู่จริง  ความแตกต่างของอเทวนิยมและอไญยนิยมดังกล่าว ทำให้ผู้สนับสนุนเทวนิยมนำอไญยนิยมมาเป็นข้อโต้แย้งต่ออเทวนิยมว่า แม้การอ้างเหตุผลพิสูจน์พระเจ้าจะมีข้อบกพร่อง  แต่การพิสูจน์ว่าพระเจ้าไม่มีอยู่ ก็ไม่มีหลักฐานเช่นเดียวกัน  ดังนั้นจึงควรใช้ศรัทธาเป็นหลัก   อเทวนิยมสามารถตอบโต้ข้อโต้แย้งนี้ได้ด้วยการแสดงให้เห็นว่า  การปฏิเสธพระเจ้ามีฐานที่เพียงพอ  และ การพิสูจน์”  ไม่จำเป็นต้องใช้การตรวจสอบหรือมีหลักฐานยืนยันเสมอไป   

 

4. เหตุผลสนับสนุนอเทวนิยม: ความไม่เพียงพอของเหตุผลสนับสนุนความมีอยู่ของพระเจ้า

ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า หัวข้อสารานุกรมนี้จะนำเสนอเฉพาะอเทวนิยมในความหมายแคบ ที่ปฏิเสธความมีอยู่ของพระเจ้าในเทวนิยมหลักสามศาสนา หากอเทวนิยมในความหมายแคบนี้ต้องการแสดงว่าเป็นทัศนะที่ถูกต้อง จำเป็นต้องให้เหตุผลสองลักษณะด้วยกันคือ (1) ต้องให้เหตุผลยืนยันที่มีน้ำหนักเพียงพอสำหรับการไม่เชื่อในความมีอยู่ของพระเจ้า กล่าวคือ จะต้องหาหลักการมายืนยันความไม่เชื่อในพระเจ้า เพราะถ้าไม่มีหลักการยืนยัน  การสงสัยความเชื่อในพระเจ้า (อไญยนิยม) ย่อมเป็นท่าทีที่เหมาะสมกว่าการปฏิเสธพระเจ้า   (2) ต้องปฏิเสธหรือแสดงความไม่เพียงพอของเหตุผลที่จะยอมรับความเชื่อในพระเจ้า  กล่าวคือเป็นการปฏิเสธข้อยืนยันความเชื่อในพระเจ้านั่นเอง  เพราะมิฉะนั้นเหตุผลในการเชื่อพระเจ้า อาจมีน้ำหนักมากกว่าการไม่เชื่อ

การอ้างเหตุผลของเทวนิยมที่นิยมใช้กันมากเพื่อยืนยันว่าพระเจ้ามีอยู่ คือ การอ้างว่าเหตุที่มนุษย์มีความเชื่อต่อสิ่งสูงสุดได้อย่างเป็นสากล  นั่นเป็นเพราะพระเจ้าได้ประทานความสามารถทางปัญญาให้มนุษย์เข้าใจได้ตรงกัน  การโต้แย้งการอ้างเหตุผลนี้ทำได้สองทาง คือ (1) ข้ออ้างดังกล่าวไม่ได้ยืนยันถึงความเป็นหนึ่งเดียวของพระเจ้า  แต่กลับดูเหมือนจะสนับสนุนพหุเทวนิยม (polytheism) ด้วยซ้ำ  เพราะมนุษย์ทั่วโลกมีแนวโน้มที่จะเชื่อพระเจ้าในลักษณะที่แตกต่างจากเทวนิยมตามขนบความเชื่อแบบเอกเทวนิยม เช่น ศาสนาฮินดูนับถือพระเจ้าหลายองค์ เป็นต้น  (2) เราสามารถให้คำอธิบายเชิงธรรมชาติว่าเพราะเหตุใดมนุษย์มีความเชื่อในพระเจ้าใกล้เคียงกัน  แทนที่จะอธิบายว่าเป็นเพราะพระเจ้ามีอยู่จริง  ตัวอย่างเช่น อาจอธิบายว่าเป็นเพราะมนุษย์ไม่เข้าใจความเป็นไปของธรรมชาติ จึงสร้างภาพให้ธรรมชาติถูกควบคุมด้วยอำนาจเชิงบุคคล เป็นต้น  นอกจากการอ้างเหตุผลนี้แล้ว   นักปรัชญาและนักเทววิทยาได้เสนอการอ้างเหตุผลที่สำคัญและมีน้ำหนักมากกว่า  ซึ่งรวบรวมไว้พอสังเขปดังนี้

1) การอ้างเหตุผลจากมโนทัศน์เกี่ยวกับพระเจ้า (การอ้างเหตุผลเชิงภววิทยา) ว่าพระเจ้าจะทรงสมบูรณ์สูงสุดได้ ก็ต่อเมื่อพระองค์ต้องทรงสมบูรณ์สูงสุดในทุกโลกที่เป็นไปได้  กล่าวคือ พระองค์ต้องมีอยู่จริงและมีอยู่อย่างจำเป็นจึงจะสมบูรณ์ที่สุดได้  อย่างไรก็ตาม ถ้าหากความเป็นไปได้ทางตรรกะแสดงว่ามีโลกที่เป็นไปได้อย่างน้อยหนึ่งโลกที่ทุกสิ่งมีบางอย่างบกพร่อง  การอ้างเหตุผลดังกล่าวย่อมผิด  จะเห็นได้ว่า แม้การอ้างเหตุผลข้างต้นจะสมเหตุสมผล (valid) แต่ก็ไม่มีเหตุผลที่จะคิดว่าการอ้างเหตุผลนี้จะทั้งสมเหตุสมผลและเป็นจริงได้ (sound)

2) การอ้างเหตุผลจากความมีอยู่ของโลก (การอ้างเหตุผลเชิงจักรวาลวิทยา) ว่าโลกเป็นสิ่งง่อนแง่นหรือ ปรากฏเป็นจริงอย่างไม่จำต้องเป็น (contingent) เพราะอาจมีอยู่หรือไม่มีอยู่ก็ได้   เนื่องจากสิ่งใดก็ตามที่ดำรงอยู่ จะต้องมีคำอธิบายถึงความมีอยู่ของสิ่งนั้น  ดังนั้นโลกจึงดำรงอยู่ได้เพราะสิ่งอื่น  หากสิ่งที่สร้างโลกเป็นสิ่งง่อนแง่น  สิ่งนั้นย่อมเป็นส่วนหนึ่งของโลก  และมิอาจเป็นสาเหตุของโลกได้  ดังนั้นสิ่งที่สร้างโลกจะต้องมีอยู่อย่างจำเป็น ซึ่งคือพระเจ้านั่นเอง  การอ้างเหตุผลเช่นนี้มีข้อบกพร่องอยู่สองประการด้วยกัน คือ (1) หากการอ้างเหตุผลนี้ถูกต้อง  จะยืนยันได้เพียงว่าโลกจำเป็นต้องมีสาเหตุอย่างจำเป็น  แต่ไม่ได้ยืนยันว่าสาเหตุที่จำเป็นนั้นจะต้องมีคุณสมบัติตามพระเจ้าของเทวนิยมหลักทั้งสามศาสนา   (2) แม้ว่าการอ้างเหตุจะหนักแน่น แต่ไม่ได้ยืนยันหลักการเชิงสาเหตุ  กล่าวคือ ไม่ได้ยืนยันว่าสิ่งที่ง่อนแง่นอย่างเด็กชายสมหวัง หรือกลุ่มของสิ่งเหล่านั้น เช่น กลุ่มของเด็กไทย  จะต้องมีสาเหตุเพื่ออธิบายการดำรงอยู่ของสิ่ง หรือกลุ่มของสิ่งเหล่านั้น 

3) การอ้างเหตุผลจากสิ่งมีชีวิตอย่างพืชและสัตว์ว่าเป็นการออกแบบของพระเจ้า แม้ว่าการอ้างเหตุผลนี้จะถูกลดทอนความน่าเชื่อถือลงโดยทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วิน แต่ภายหลังได้มีการสร้างการอ้างเหตุผลขึ้นมาใหม่จากข้อมูลว่า การที่โลกเป็นอยู่อย่างทุกวันนี้ โดยมีสิ่งมีชีวิตที่หลากหลายนั้น เป็นเพียงหนึ่งในความเป็นไปได้ที่หลากหลายของจักรวาล ถ้าหากมีเงื่อนไขใดๆ ก็ตามที่คลาดเคลื่อนแตกต่างไป จักรวาลหรือโลกจะไม่มีลักษณะอย่างที่เป็นอยู่นี้  เช่น หากการขยายตัวของจักรวาลเป็นไปอย่างช้าหรือเร็วกว่านี้  ชีวิตต่างๆ ย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้ (เชื่อกันว่าจุดกำเนิดของเอกภพ หรือ Big Bang เริ่มต้น ณ เวลาเศษเสี้ยวของวินาทีที่ 10-43 นาที จากนั้นในช่วงเวลา 10-37 ถึง 10-32 วินาที เอกภพได้เกิดการพองตัวอย่างรวดเร็ว ในช่วงเวลาอันแสนสั้นที่น่ามหัศจรรย์นี้ บางตำแหน่งอาจมีการกระจายความหนาแน่นของพลังงานสูงกว่าบริเวณอื่นเล็กน้อย บริเวณเหล่านี้มีมวลสารที่ทำปฏิกิริยากันกลายเป็นดวงดาวและกาแลกซีในเวลาต่อมา) ดังนั้น การที่จักรวาลเป็นเช่นนี้ย่อมไม่ใช่ความบังเอิญ หากแต่ต้องมีผู้ออกแบบคือพระเจ้า  อเทวนิยมโต้แย้งว่าการอ้างเหตุผลนี้มีฐานคติว่าจักรวาลที่เราอยู่เป็นเพียงหนึ่งเดียวและเกิดขึ้นครั้งเดียว  แต่ถ้าจักรวาลที่เราอยู่นี้เป็นเพียงหนึ่งในหลายๆ จักรวาลที่ได้เกิดขึ้นและดับสูญไป  ก็มิใช่จะเป็นไปไม่ได้ที่จะมีจักรวาลอย่างน้อยหนึ่งจักรวาลที่มีเงื่อนไขและกฎธรรมชาติที่ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตขึ้น  แน่นอนว่าจักรวาลที่เราอยู่คือจักรวาลที่มีเงื่อนไขเหล่านั้น เพราะมิฉะนั้นคงไม่มีเราที่สามารถตั้งคำถามเกี่ยวกับการเกิดโลก   ดังนั้น  การเกิดจักรวาลที่มีเงื่อนไขและกฎธรรมชาติที่ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิต จึงมิใช่เรื่องบังเอิญที่จะไม่มีความเป็นไปได้เลย  

4) การอ้างเหตุผลเชิงศีลธรรม โดยทั่วไปมีอยู่สามขั้นตอน คือ (1) ยืนยันว่ามีความจริงทางศีลธรรมที่เป็นภววิสัย (objective) หมายความว่าหากมีการกระทำใดที่ถูก การกระทำที่ตรงข้ามกันย่อมผิด (2) ยืนยันว่าความจริงทางศีลธรรมที่เป็นภววิสัย ขึ้นอยู่กับสิ่งเหนือมนุษย์ซึ่งเป็นผู้สร้างความจริงนั้น (3) ยืนยันว่าถ้าไม่มีผู้คอยกำหนดความสุขให้กับมนุษย์ตามสัดส่วนที่มนุษย์เชื่อฟังและทำตามศีลธรรม  มนุษย์จะขาดสิ่งกระตุ้นเร้าพอที่จะทำศีลธรรม  การอ้างเหตุผลนี้ถูกวิจารณ์ว่า บางสิ่งที่ถูกต้องทางศีลธรรม มิใช่เพราะมาจากความรู้และความดีที่สมบูรณ์ของพระเจ้า  แต่เป็นเพราะโดยตัวการกระทำเองเป็นสิ่งที่ถูกต้อง  ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมีใครเป็นผู้กำหนด  เพราะตัวศีลธรรมเองต่างหากที่ทำให้เรามีความสุข

5) การอ้างเหตุผลจากประสบการณ์ทางศาสนาว่า การที่เรามีประสบการณ์กับสิ่งเฉพาะได้  แสดงว่าจะต้องมีวัตถุที่รองรับประสบการณ์ของเรา  เว้นเสียแต่ว่าจะมีเหตุผลที่ทำให้คิดเป็นอื่นได้  การที่มนุษย์รู้จักพระเจ้าได้ แสดงว่าพระเจ้าต้องให้ความสามารถแก่มนุษย์เพื่อที่จะคิดได้ว่าพระเจ้ามีอยู่  นักปรัชญาหลายคนมองว่าการอ้างเหตุนี้มีจุดอ่อนมากจนไม่อาจยืนยันความมีอยู่ของพระเจ้าได้  โดยมีข้อน่าสังเกตสามประการด้วยกันคือ (1) เราพอจะเข้าใจได้ว่าการที่เรามีความรู้ต่อสิ่งต่างๆ อย่างเช่นสุนัขหรือแมวว่ามีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร จะต้องมาจากการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสก่อน  แต่บางคนมีมโนภาพเกี่ยวกับพระเจ้าไว้แล้ว ก่อนที่พวกเขาจะรับรู้พระเจ้าด้วยประสาทสัมผัส (2) ในกรณีของวัตถุทางกายภาพ เรามีเหตุผลชัดเจนว่าเป็นไปได้ที่ประสบการณ์ทางผัสสะของเรา ไม่ใช่ประสบการณ์ที่รับรู้วัตถุอย่างแท้จริง เช่น เราอาจอยู่ในสถานที่ที่ได้ยินหรือเห็นไม่ชัด  หรือผัสสะลวงเราทำให้รับรู้สิ่งที่ไม่มีอยู่จริง เป็นต้น  ในกรณีของประสบการณ์ทางศาสนา  เป็นเรื่องยากที่จะหาเหตุผลยืนยันว่าเรามีประสบการณ์อย่างแท้จริงหรือไม่  (3) ประสบการณ์ทางศาสนาไม่อาจยืนยันได้ว่าสิ่งที่เรามีประสบการณ์นั้น มีคุณสมบัติที่ตรงกับพระเจ้าของเทวนิยมหลักสามศาสนา เช่น ทรงเป็นผู้สร้าง ดำรงอยู่อย่างไร้ข้อจำกัด มีพลังอำนาจที่สมบูรณ์  เป็นต้น    

 

5. เหตุผลสนับสนุนอเทวนิยม: ข้อโต้แย้งหักล้างความมีอยู่ของพระเจ้า

ผู้ที่สนับสนุนอเทวนิยมเสนอเหตุผลสนับสนุนการไม่มีอยู่ของพระเจ้าสองแนวทางด้วยกันคือ 1) แสดงให้เห็นความไม่สอดคล้องกันของมโนทัศน์เรื่องพระเจ้า หรือทำให้เห็นว่ามโนทัศน์เรื่องพระเจ้าไม่อาจเข้าใจได้ (unintelligible)  เช่น การที่พระเจ้ามีความรู้อย่างสมบูรณ์ (omniscience) ไม่สอดคล้องกับการที่พระเจ้าจะต้องไม่เปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง (immutability) (ไม่เปลี่ยนแปลงในแง่ต่างๆ เช่น ตัวพระองค์เอง ความตั้งใจ  หรือความรู้ เป็นต้น) เพราะถ้าหากพระองค์เปลี่ยนแปลงได้ แสดงว่าไม่สมบูรณ์อย่างแท้จริง  แต่เราเห็นว่าโลกเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง  ซึ่งแสดงว่าพระเจ้าก็ต้องเปลี่ยนแปลงด้วย  เพราะพระเจ้าเป็นผู้ทำให้สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นในโลก  การที่พระเจ้ารู้ทุกอย่าง และหากต้องการจะเปลี่ยนเหตุการณ์ใดๆ ก็ตามในโลก อย่างน้อยพระองค์ก็ได้เปลี่ยนแล้ว (จากไม่เปลี่ยนมาเป็นเปลี่ยนเหตุการณ์)   นอกจากนี้ การที่พระเจ้าดีอย่างสมบูรณ์  ก็ไม่สอดคล้องกับความเป็นอิสระของพระเจ้า (freedom of the divine) เพราะการดีอย่างสมบูรณ์รวมไปถึงการกระทำที่ดีสมบูรณ์ที่สุดด้วย  ดังนั้นจึงก่อให้เกิดปัญหาว่า เมื่อกล่าวว่าพระเจ้าทรงกระทำหรือทรงสร้างสิ่งต่างๆอย่างเสรีหมายความว่าอย่างไร  ได้มีผู้พัฒนาสองทัศนะด้วยกัน ทัศนะแรกมองว่า พระเจ้ามีความเป็นอิสระในการสร้างโลกหรือการกระทำภายในโลกที่พระองค์สร้าง โดยไม่มีสิ่งใดที่อยู่ภายนอกพระองค์ที่จะกำหนดพระองค์ในการสร้างโลกหรือการกระทำภายในโลกที่พระองค์สร้าง   ทัศนะที่สอง พระเจ้าเป็นอิสระในการสร้างหรือการกระทำภายในสิ่งที่พระองค์สร้าง ถ้าหากว่าการสร้างและการกระทำนั้นอยู่ภายในอำนาจของพระองค์ที่จะระงับการสร้างหือไม่กระทำได้   ทั้งสองทัศนะแตกต่างกันตรงที่ ทัศนะแรกมองความเป็นอิสระคือการไม่ถูกบังคับควบคุมด้วยปัจจัยภายนอกของผู้กระทำ ส่วนทัศนะที่สองมองความเป็นอิสระคือการมีทางเลือกที่หลากหลาย และสามารถเลือกที่จะไม่เลือกได้  ทัศนะแรกมีปัญหา เพราะแม้พระเจ้าจะอิสระจากภายนอกได้ แต่ภายในของพระเจ้าอาจทำให้พระองค์ไม่อิสระได้  กล่าวคือ มนุษย์นั้นสามารถฝืนทำตามเหตุผล และศีลธรรมได้  จึงทำให้มนุษย์มีอิสระ แต่การกระทำของพระเจ้าจะเป็นเช่นนั้นด้วยหรือไม่  หากพระเจ้าไม่ได้ทำตามเหตุผลและศีลธรรม ก็ไม่อาจกล่าวได้ว่าพระองค์เป็นอิสระ ส่วนทัศนะที่สองก็มีปัญหาเช่นกัน เพราะถ้าหากมีโลกหลายรูปแบบที่พระเจ้าสร้าง  การที่พระเจ้าทรงดีอย่างสมบูรณ์ ทำให้พระเจ้าต้องเลือกสร้างโลกที่ดีที่สุด  พระองค์จะเลือกสร้างโลกที่ดีน้อยกว่าไม่ได้  ดังนั้นพระองค์จึงไม่อิสระในการสร้างโลก 

นอกจากนี้ มโนทัศน์เกี่ยวกับการสร้างของพระเจ้า ก็ขัดกับสิ่งที่พระองค์สร้าง  กล่าวคือ ฟิสิกส์ได้พิสูจน์แล้วว่ามวลสารแตกตัวได้ แต่สูญสลายไม่ได้ (eternity of matter) ข้อยืนยันนี้ได้กันพระเจ้าออกจากผู้สร้างจักรวาลที่ประกอบไปด้วยมวลสาร  เพราะถ้าพระเจ้าสร้างจักรวาลดังกล่าว แสดงว่าต้องมีช่วงเวลาหนึ่งที่มีมวลสารจำนวนน้อยกว่าปัจจุบัน หรืออาจจนถึงระดับไม่มีมวลสารเลย ซึ่งฟิสิกส์ได้พิสูจน์แล้วว่าจำนวนของมวลสารมีอยู่เท่าเดิมตลอดเวลา   อย่างไรก็ตาม ข้อพิสูจน์นี้จะหนักแน่นก็ต่อเมื่อเข้าใจว่า “การสร้าง” ของพระเจ้าคือการสร้างจากจุดที่ไม่มีอะไรเลย  แต่อไควนัสได้ชี้ให้เห็นว่า “การสร้าง” ของพระเจ้ามีอีกความหมายหนึ่งคือ สิ่งที่พระองค์สร้างจะไม่มีอยู่หากไม่มีพระองค์คอยจัดการ  พระเจ้าจึงเป็นผู้สร้างในแง่ผู้จัดการสิ่งที่ดำรงอยู่แล้ว ซึ่ง “การสร้าง” ในความหมายนี้ไม่ได้ขัดกับทัศนะของพวกสสารนิยม (materialism)   

ส่วนการ
พิสูจน์ว่ามโนทัศน์พระเจ้าไม่อาจเข้าใจได้ อเทวนิยมโต้แย้งการมองพระเจ้าในเชิงมานุษยรูปว่า หากพระเจ้าคือพระจิต ซึ่งมิต้องใช้สมองเพื่อควบคุมการกระทำ เราจะเข้าใจได้อย่างไรว่าพระเจ้าทรง “ยุติธรรม”  “รักมนุษย์” “มีอำนาจ” เป็นต้น ในเมื่อเราเข้าใจความหมายของคำเหล่านี้ในกรอบของผู้กระทำที่มีร่างกาย  ปัญหาดังกล่าวทำให้ทิลลิคปฏิเสธการมองพระเจ้าในเชิงมานุษยรูป  และยืนยันพระเจ้าทางอภิปรัชญาเท่านั้น  ทิลลิคมองว่าพระเจ้าอยู่เหนือสิ่งจำกัดใดๆ ในโลก ดังนั้นคำขยายที่เราได้ความหมายจากประสบการณ์ จึงมิอาจบ่งถึงพระเจ้าได้โดยตรง  ยกเว้นคำพูดเดียวที่ใช้เอ่ยถึงพระเจ้าได้โดยตรงและเหมาะสม คือ “พระเจ้าทรงดำรงอยู่ด้วยตนเอง” (God as being-itself)  (ทำให้พระเจ้าดำรงอยู่อย่างจำเป็น และไม่จำเป็นต้องมีข้อพิสูจน์สำหรับความมีอยู่ของพระองค์)  นอกนั้นคำอย่างเช่น  “ยุติธรรม”  “ดี”  “รัก”  เป็นต้น  ล้วนใช้ในเชิงสัญลักษณ์เพื่อยืนยันพระเจ้าเท่านั้น  อย่างไรก็ตาม มิใช่ว่าเราจะใช้คำใดก็ได้เป็นสัญลักษณ์เพื่อบ่งถึงพระเจ้า   บางสัญลักษณ์ก็ไม่เหมาะสมหรือไม่มีเหตุผล  ด้วยเหตุนี้เราจึงสามารถพิจารณาตัดสินประโยคที่เกี่ยวกับพระเจ้าได้  เช่น สัญลักษณ์   “พ่อ”  “การเยียวยา”  “พระราชา”  สามารถบ่งชี้สิ่งสูงสุดได้  เป็นต้น 

2)
ปัญหาความชั่วร้าย (problem of evils) เป็นปัญหาที่ทำให้เห็นชัดเจนว่ามโนทัศน์เรื่องพระเจ้ามีความไม่สอดคล้องกัน และเป็นการอ้างเหตุผลของอเทวนิยมที่ยังน่าเกรงขามจนถึงทุกวันนี้ กล่าวคือ การที่จักรวาลมีบางอย่างที่ไม่สมบูรณ์นั้น ไม่สอดคล้องกับความสมบูรณ์สูงสุดของพระเจ้า ถ้าหากพระเจ้าทรงรักมนุษย์  มีความรู้อย่างสมบูรณ์  มีอำนาจ และดีอย่างสมบูรณ์  ทำไมโลกที่เราอยู่จึงมีความชั่วร้ายเกิดขึ้นมากมาย   อะไรคือเหตุผลที่จะอธิบายได้ว่าความชั่วร้ายที่เกิดขึ้น ไม่ขัดกับลักษณะต่างๆของพระเจ้า  คำว่า ความชั่วร้ายในที่นี้รวมถึงความไม่รู้ หรือความสงสัยของมนุษย์ด้วย เพราะฉะนั้นจึงทำให้เกิดคำถามได้ว่า หากพระเจ้ามีอยู่จริง เพราะเหตุใดพระองค์จึงไม่ทำให้มนุษย์รู้แน่ชัดว่าพระองค์มีอยู่จริง  นิตเช่กล่าวว่า พระเจ้าที่ไม่ใส่ใจว่าความต้องการของตนจะเป็นที่รับรู้หรือไม่ จะเรียกพระเจ้าเช่นนี้ว่าทรงดีอย่างสมบูรณ์ได้อย่างไร    นักเทวนิยมบางท่านอธิบายว่าการมีความชั่วร้าย ก็เพื่อให้เราได้ตระหนักถึงคุณค่าของความดี  บางท่านก็อธิบายว่ามนุษย์ไม่อาจเข้าใจจิตใจหรือแผนการณ์ของพระเจ้าซึ่งไร้ข้อจำกัดได้  เพราะฉะนั้นเราจึงไม่อาจเข้าใจสิ่งที่ดีที่เกิดขึ้นบนโลกได้  บางท่านก็ว่าความชั่วร้ายเป็นสิ่งที่ไม่มีจริง หากแต่คือการขาดหายไปของความดี  หรือไม่ก็อธิบายว่ามนุษย์ใช้เจตจำนงเสรีที่พระเจ้าประทานให้ในทางที่ชั่วร้ายเอง  หรือไม่ก็อธิบายว่าโลกที่ไม่มีความชั่วร้าย หรือไม่มีเจตจำนงเสรี เป็นโลกที่ดีน้อยกว่าที่เป็นอยู่  เป็นต้น แต่การอธิบายดังกล่าวก็ก่อให้เกิดคำถามได้เช่น  หากแม่ที่สูญเสียลูกไป เพราะถูกฆ่าข่มขืน พระเจ้าต้องการให้ตระหนักถึงความดีอะไรจึงต้องแลกกับการให้เกิดความชั่วร้ายเช่นนี้  ในเมื่อพระองค์ทรงมีอำนาจเต็มเปี่ยม  เป็นต้น

 

6. ข้อโต้แย้งต่ออเทวนิยม

สำหรับข้อโต้แย้งต่ออเทวนิยมที่เรียบเรียงไว้ในที่นี้  เป็นข้อโต้แย้งที่นอกเหนือจากการอ้างเหตุผลสนับสนุนการมีอยู่ของพระเจ้า ผู้เสนอบางท่านมีจุดยืนว่าแม้การอ้างเหตุผลพิสูจน์ความมีอยู่ของพระเจ้าจะยังมีข้อบกพร่อง  แต่อเทวนิยมเองก็ยังคงประสบปัญหาบางประการเช่นกัน ดังนี้

1) ความน่าพิศวงของจักรวาล ไม่ว่าอเทวนิยมจะวิพากษ์วิจารณ์เทวนิยมอย่างไร  แต่อเทวนิยมก็เป็นทัศนะที่ยอมรับไม่ได้  เพราะไม่ได้เสนอคำตอบต่อปัญหาต้นกำเนิดจักรวาล  จอห์น ไทน์ดอลล์ (John Tyndall) นักฟิสิกส์ในศตวรรษที่ 19 ได้ปฏิเสธอเทวนิยม โดยยกเหตุการณ์ที่นโปเลียนชี้ไปที่ดวงดาวแล้วถามนักวิทยาศาสตร์ที่ไม่เชื่อในพระเจ้าว่า  ใครเป็นผู้สร้างดาวทั้งหมดนั้น?”  คำถามนี้แม้แต่วิทยาศาสตร์ก็ยังไม่อาจหาคำตอบได้อย่างแน่ชัด  หากจะอธิบายว่าจักรวาลมีอยู่เช่นนี้อยู่แล้ว ข้อน่าพิศวงเรื่องต้นกำเนิดก็ยังมิได้หายไปแต่อย่างใด   อย่างไรก็ตาม อเทวนิยมอาจตอบโต้ข้อวิจารณ์นี้ได้สองแนวทางด้วยกัน คือ (1) คำถามเกี่ยวกับต้นกำเนิดจักรวาลเป็นคำถามที่ไม่เหมาะสม และมีฐานคติที่คลาดเคลื่อนว่ามีสิ่งที่เรียกว่า จักรวาลอยู่ เพราะไปเข้าใจว่าจักรวาลเป็นที่รวมของสิ่งต่างๆ และอาจเป็นเพราะภาษาทำให้เข้าใจว่า จักรวาล บ่งถึงบางสิ่งในลักษณะเดียวกับที่เราใช้คำเรียก แมวตัวนี้หรือ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิซึ่งระบุชัดว่าเป็นสิ่งใด ทำให้คำถามเรื่องต้นกำเนิดมีความหมายสำหรับสิ่งเฉพาะเหล่านี้  และเข้าใจผิดด้วยว่า จักรวาลก็เช่นเดียวกัน  (2) สมมติว่าคำถามเรื่องต้นกำเนิดจักรวาลเป็นคำถามที่เหมาะสม และเป็นคำถามที่ไม่อาจหาคำตอบได้  แต่ข้อวิจารณ์นี้ก็ไม่ได้ทำลายอเทวนิยมอยู่ดี  เพราะแม้อเทวนิยมจะอธิบายเรื่องต้นกำเนิดไม่ได้ แต่อเทวนิยมก็ยังอ้างได้ว่าจุดยืนของเทวนิยมเอง็ยังตอบปัญหาเรื่องความชั่วร้ายไม่ได้เช่นกัน 

2) อเทวนิยมแฝงท่าทีว่าตนรู้ทุกอย่างเหมือนพระเจ้า  นักเทววิทยานิกายโปรแตสแตนท์ในศตวรรษที่ 19 หลายท่านยกการอ้างเหตุผลแบบลดทอนไปสู่ความไร้สาระ (reductio ad absurdum) ว่า อเทวนิยมจะรู้ว่าตนถูกต้องหรือไม่ก็ต่อเมื่อต้องรู้ทุกสิ่ง (เพราะการจะรู้ได้ว่าไม่มีพระเจ้า แสดงว่าต้องสำรวจจักรวาลทั้งหมดในทุกช่วงเวลาว่าไม่มีร่องรอยของพระเจ้าอยู่) แต่ในความเป็นจริงแล้วย่อมเป็นไปไม่ได้แน่นอน โรเบิร์ต ฟลินท์ (Robert Flint) อธิบายให้ชัดขึ้นว่า เป็นเรื่องยากที่อเทวนิยมจะพิสูจน์สิ่งตรงกันข้าม (ไม่มีพระเจ้า) เพราะเหมือนอเทวนิยมต้องสำรวจเกาะที่ไม่รู้จักทุกตารางนิ้ว เพื่อที่จะรู้ได้ว่าเกาะนั้นไม่มีสิ่งมีชีวิต  แต่จักรวาลนั้นกว้างใหญ่ การจะรู้ว่าไม่มีพระเจ้า แสดงว่าต้องมีความรู้ทุกอย่างและสถิตทุกแห่ง (omnipresence) เหมือนพระเจ้า ซึ่งถือว่าเป็นการเย่อหยิ่งทำตนเป็นพระเจ้านั่นเอง   อย่างไรก็ตาม การอ้างเหตุผลนี้ไม่สมเหตุสมผล  เพราะการที่อเทวนิยมวิจารณ์การอ้างเหตุผลสนับสนุนความมีอยู่ของพระเจ้า และปัญหาความชั่วร้ายว่าขัดแย้งกับมโนทัศน์เรื่องพระเจ้า  ก็ไม่ได้หมายความว่าอเทวนิยมต้องรู้ทุกอย่างเหมือนพระเจ้าก่อน  นอกจากนี้การบอกว่า พระเจ้ามีอยู่ไม่เหมือนกับการบอกว่า ม้านิลมังกรมีอยู่กล่าวคือ เป็นไปได้ที่ถ้าหากเราสำรวจไปทุกที่บนโลก ไม่เจอม้านิลมังกร ก็ไม่ได้ยืนยันว่ามันไม่มีอยู่จริง เพราะมันอาจอยู่ในส่วนอื่นของจักรวาล แต่พระเจ้าไม่เหมือนกัน เพราะพระองค์ทรงเป็นพระจิต  ความมีอยู่ ของพระองค์จึงไม่เหมือนวัตถุ   การสำรวจไปทั่วจักรวาลแล้วไม่พบพระองค์  จึงมิอาจสรุปได้ว่าพระองค์มีอยู่หรือไม่มีอยู่  อเทวนิยมจึงไม่จำเป็นต้องยอมรับว่าตนต้องรู้ทุกอย่างและสถิตทุกแห่งจึงจะยืนยันได้ว่าไม่มีพระเจ้าอยู่ 

3) อเทวนิยมทำให้ชีวิตมืดมนหม่นหมองและไร้พลัง อเทวนิยมมักถูกมองในแง่ร้ายว่าเป็นพวกไร้ศีลธรรม  เป็นพวกทำลายชาติ  หรือเป็นเชื้อร้าย  ดังนั้นจึงมีข้อโต้แย้งว่า หากอเทวนิยมถูกต้อง   ชีวิตย่อมไร้ความหมายและทำให้ไม่มีเป้าหมายของชีวิต  ชีวิตจะโดดเดี่ยวและเต็มไปด้วยความหม่นหมอง โศกเศร้า  หากจักรวาลนี้ไม่มีความรักของพระเจ้า  โลกนี้ย่อมมีความรักน้อยลงมาก  นอกจากนี้ วิลเลี่ยม เจมส์ มองว่าอเทวนิยมเป็นอันตรายต่อความสามารถที่จะกระตือรือร้น  เพราะศรัทธาในศาสนาเป็นแรงกระตุ้นและผลักดันให้เรามีอิสระ  มีพลัง  มีความอดทน และความกล้าหาญในสมรภูมิประวัติศาสตร์มนุษยชาติ  อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตต่อข้อโต้แย้งดังกล่าวสี่ประการ  (1) การบอกว่าอเทวนิยมทำให้ชีวิตไร้ความหมาย คำว่า ไร้ความหมายในที่นี้หมายถึงอะไร  หากหมายความว่าพวกอเทวนิยมดำเนินชีวิตอย่างไร้จุดหมาย ก็คงจะไม่ใช่   หรือหมายความว่าพวกอเทวนิยมมีจุดหมายของชีวิตก็จริง  แต่มิอาจให้เหตุผลกับการกระทำของตนได้หากไม่มีพระเจ้าเป็นเครื่องอธิบาย  ในความเป็นจริงมีคนที่เชื่อในพระเจ้ามากมาย ก็มิได้ให้เหตุผลกับการกระทำของตนด้วยเจตจำนงของพระเจ้า  ดังนั้นการที่อเทวนิยมไม่ได้อธิบายชีวิตของตนด้วยพระเจ้า ก็มิได้นำไปสู่ชีวิตที่ไร้ความหมายเสมอไป เพราะ   อเทวนิยมอาจใช้เกณฑ์อื่นอธิบายเช่น ความสุข” “ปัญญาความรู้เป็นต้น (2) เจมส์ไม่ได้ให้หลักฐานยืนยันชัดเจนว่า คนที่ไม่เชื่อพระเจ้าจะมีชีวิตที่กระตือรือร้นน้อยกว่าผู้ที่เชื่อพระเจ้า  การปฏิเสธหรือยอมรับอะไรก็ตามเกี่ยวกับอภิปรัชญาอาจมีผลกระทบไม่มากต่อการมีชีวิตที่กระตือรือร้นหรือไม่  นักบินอวกาศชาวรัสเซีย ซึ่งไม่เชื่อพระเจ้า  ก็มีพลัง ความกล้าหาญ ความอดทน เหมือนกับนักบินอวกาศชาวอเมริกันที่เชื่อในพระเจ้า ซึ่งเดินทางไปบนอวกาศด้วยกัน  (3) ความเชื่อมโยงระหว่างความรักของพระเจ้า  กับความรักบนโลก  มีข้อที่น่าสงสัยว่า มนุษย์จะสามารถรักสิ่งที่มีพลังอำนาจที่มองไม่เห็นอย่างพระเจ้าได้อย่างมากมายและลึกซึ้งหรือไม่  อีกทั้งจะเป็นไปได้หรือที่มนุษย์จะหยุดรักสัตว์และมนุษย์ด้วยกันเนื่องจากพวกเขาไม่ได้เชื่อในพระเจ้า  หากสมมติว่ามนุษย์เกิดมาในสิ่งแวดล้อมที่ไม่มีศาสนา  อาจเป็นไปได้ที่มนุษย์ยังมอบความรักให้กันได้ (4) การที่อเทวนิยมถูกมองว่าเป็นปรัชญาแห่งความหม่นหมองโศกเศร้า อาจไม่ใช่เพราะการปฏิเสธพระเจ้าโดยตรง  แต่เป็นเพราะการปฏิเสธพระเจ้านำไปสู่การปฏิเสธชีวิตหลังความตาย  แต่พวกอเทวนิยมอย่างแมคแทกการ์ท (J. E. McTaggart) มองว่า การที่เขาไม่เชื่อในชีวิตอมตะหลังความตาย  ก็ไม่ได้ทำให้เขาต้องดำเนินชีวิตอย่างหม่นหมองแต่อย่างใด  หรืออย่างรัสเซลล์และฟรอยด์ มองว่าการเชื่อในพระเจ้าและชีวิตอมตะหลังความตายเป็นมายา (illusion)  เป็นต้น  

ศริญญา อรุณขจรศักดิ์ (ผู้เรียบเรียง)

เรียบเรียงจาก
 

·

Edwards, Paul. 2006. Atheism. In Donald M. Bochert (ed.). The Encyclopedia of Philosophy. Second Edition. New York: Macmillan, Vol. 1: 356-377.

·

James, George Alfred. 1987. Atheism. In Mircea Eliade (ed.). The Encyclopedia of Religion. New York: Macmillan, Vol. 1: 479-490.

·

Rowe, William L. 1998. Agnosticism. In Edward Craig (ed.). Routledge Encyclopedia of Philosophy. [CD-Rom Version 1.0].

·

Rowe, William L. 1998. Atheism. In Edward Craig (ed.). Routledge Encyclopedia of Philosophy. [CD-Rom Version 1.0].

·

Smart, J. J. C. 2004. Atheism and Agnosticism. In Edward N. Zalta (ed.). The Stanford Encyclopedia of Philosophy. <URL=http://plato.stanford.edu/entries/atheism-agnosticism>.


เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม
 

·

Gale, R. 1991. On the Nature and Existence of God. Cambridge: Cambridge University Press. (เน้นข้อวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความสอดคล้องกันของมโนทัศน์พระเจ้า และการอ้างเหตุผลหลักๆ เพื่อพิสูจน์ความมีอยู่ของพระเจ้า)

·

Hume, D. 1981. Dialogues Concerning Natural Religion. Edited with introduction by N. Kemp Smith. Indianapolis, IN: Bobbs-Merrill. (ข้อโต้แย้งของฮูมต่อการอ้างเหตุผลเชิงการออกแบบ และเชิงจักรวาลวิทยา)

·

Huxley, T. 1893-95. Collected Essays Vol. 5. London: Macmillan.  (อธิบายแนวคิด “อไญยนิยม” และทัศนะของฮักซ์เลย์เกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนา โดยเฉพาะศาสนาคริสต์)

·

Kant, I. 1787. Critique of Pure Reason. Translated by N. Kemp Smith. London: Macmillan (Second edition, 1933). (งานหลักของค้านท์เกี่ยวกับความสามารถและข้อจำกัดในเหตุผลของมนุษย์  เป็นงานที่อ่านยาก)

·

Mackie, J. L. 1982. The Miracle of Theism. Oxford: Oxford University Press. (ศึกษาการอ้างเหตุผลพิสูจน์การดำรงอยู่ของพระเจ้าอย่างละเอียด และวิพากษ์วิจารณ์เทวนิยม

·

Martin, M. 1990.  Atheism: A Philosophical Justification. Philadelphia, PA: Temple University Press.      (ให้ความเข้าใจต่อการอ้างเหตุผลพิสูจน์ความมีอยู่พระเจ้าแบบต่างๆ  และให้เหตุผลสนับสนุนอเทวนิยมที่หลากหลาย)

·

Mill, J. S. 1874. Three Essays on Religion. London: Longmans, Green & Co. (บทความหลักๆ ของมิลล์เกี่ยวกับศาสนา ทั้งเรื่องธรรมชาติของศาสนา ประโยชน์ของศาสนา และเทวนิยม)
· Plantinga, A. 1981. Is Belief in God Properly Basic? Nous 15 (1): 41-51. (โต้แย้งว่าบางความเชื่อก็สมเหตุสมผลแม้ว่าจะไม่มีหลักฐานยืนยัน โดยความเชื่อในพระเจ้าเป็นหนึ่งในความเชื่อประเภทนั้น)
· Quinn, P. 1985. On Finding the Foundations of Theism. Faith and Philosophy 2 (4): 469-86. (วิพากษ์วิจารณ์ทัศนะที่ว่าความเชื่อในพระเจ้าสมเหตุสมผล เพราะเป็นความเชื่อพื้นฐานที่เหมาะสม)
· Rowe, W. L. 1979. The Problem of Evil and Some Varieties of Atheism. American Philosophical Quarterly 16 (3): 335-41. (การอ้างเหตุผลที่ให้หลักฐานสนับสนุนอเทวนิยมจากปัญหาความชั่วร้าย).
· Swinburne, R. 1979. The Existence of God. Oxford: Oxford University Press. (เน้นพิสูจน์ความมีอยู่ของพระเจ้า และแก้ปัญหาความชั่วร้าย)
· Thrower, J. 1971. A Short History of Western Atheism. London: Pemberton Publishing Co. (ประวัติพัฒนาการของเทวนิยมตะวันตกอย่างย่อ  ซึ่งอ่านเข้าใจง่าย)


คำที่เกี่ยวข้อง

ปัญหาความชั่วร้าย / การอ้างเหตุผลพิสูจน์ความมีอยู่ของพระเจ้า / ญาณวิทยาศาสนา


 

หน้าแรก | เกี่ยวกับเรา | เชื่อมโยง | ติดต่อเรา


 


สารานุกรมปรัชญาออนไลน์ฉบับสังเขป
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สนับสนุนโครงการ