ปรับปรุงแก้ไขล่าสุด: 25/08/52

 

ความเป็นผู้กำหนดตนเอง
Autonomy

 

1. บทนำ
2. ความหมายต่างๆ ของ ความเป็นผู้กำหนดตนเอง
3. ความเป็นผู้กำหนดตนเองที่มีบทบาทอยู่ในจริยศาสตร์
    3.1 ความเป็นผู้กำหนดตนเองตามแนวคิดของคานต์
         
3.1.1 ข้อวิจารณ์ที่มีต่อความเข้าใจเรื่องความเป็นผู้กำหนดตนเองตามแนวคิดของคานต์
    3.2 ความเป็นผู้กำหนดตนเองในฐานะเป็นสิ่งที่ทรงคุณค่าชนิดหนึ่ง (an object of value)
    3.3 ความเป็นผู้กำหนดตนเองกับแนวคิดแบบปิตานิยม (paternalism)
4. ความเป็นผู้กำหนดตนเองในปรัชญาสังคมและการเมือง
    4.1 อัตลักษณ์และความเข้าใจเรื่องตัวตนของบุคคล
    4.2 บทบาทของความเป็นผู้กำหนดตนเองในการก่อรูปแนวคิดแบบเสรีนิยม
    4.3 ความเป็นผู้กำหนดตนเองกับแนวคิดเสรีนิยมทางการเมือง
เรียบเรียงจาก
เอกสารอ้างอิง

เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม

 

1. บทนำ

ความเป็นผู้กำหนดตนเองเป็นมโนทัศน์ที่อยู่ในความสนใจของทั้งวิชาจริยศาสตร์ ปรัชญาการเมือง และผู้ที่สนใจปัญหาเรื่องความเป็นอิสระของเจตจำนง (freedom of the will)  รวมถึงผู้ที่สนใจประเด็นทางปรัชญาอื่นๆ  มโนทัศน์ดังกล่าวมีบทบาทอยู่หลายบทบาท ทั้งในการอธิบายว่าอะไรคือการกระทำ (action)  บุคคล คืออะไร  พันธะทางศีลธรรม (moral obligation) เกิดขึ้นได้อย่างไร  รวมทั้งความหมายของความรับผิดชอบทางศีลธรรม (moral responsibility)  การแสดงเหตุผลสนับสนุนนโยบายทางการเมือง และบทบาทที่มีอยู่ในทฤษฎีการเมืองแนวต่างๆ  นอกจากนี้ มโนทัศน์นี้ยังมีส่วนสำคัญในแนวคิดเรื่องเหตุผลเชิงปฏิบัติ (practical reason) ของอิมมานูเอ็ล คานต์ (Immanuel Kant)    แนวคิดเรื่องการปกป้องสิทธิของบุคคลจากการแทรกแซงแบบต่างๆ   แนวคิดเรื่องการศึกษาแบบเสรีนิยม (liberal education)  ตลอดจนมีบทบาทกับนักคิดกลุ่มสตรีนิยม (feminism) ในแง่มุมต่างๆ   เข้าใจกันว่ามโนทัศน์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการเป็นผู้ปกครอง เป็นเจ้าของ การออกกฎหรือคำสั่งให้กับตนเอง (รากของคำว่า ‘autonomy’ คือคำในภาษากรีกว่า autos ซึ่งแปลว่า ตนเองกับคำว่า nomos ซึ่งแปลว่า กฎ’)  จึงถูกมองว่าต้องเกี่ยวกับเรื่องความเป็นอิสระอย่างเลี่ยงไม่ได้  กระนั้นรายละเอียดความเกี่ยวพันกันของสองเรื่องดังกล่าวก็อาจมีความซับซ้อนมากกว่าที่เข้าใจกัน  สารานุกรมนี้จะได้นำประเด็นที่เกริ่นไปบางประเด็นกลับมาพิจารณาให้ละเอียดขึ้นในส่วนต่อๆ ไป  แต่ก่อนอื่นจะขอปูพื้นความเข้าใจเกี่ยวกับมโนทัศน์ ความเป็นผู้กำหนดตนเองไว้ในบทนำนี้เป็นบางส่วนก่อน ดังนี้

คำว่า ‘autonomy’ มีความหมายตรงกันข้ามกับคำว่า ‘heteronomy’ (คำว่า heteros ในภาษากรีกแปลว่า ผู้อื่นหรือ ‘other’)  คำหลังหมายความอย่างกว้างๆ ถึงการที่บุคคลหนึ่งตกอยู่ภายใต้การกฎหรืออานัติของคนอื่น ดังนั้นจึงไม่ได้กระทำอะไรอย่างเป็นอิสระจริงๆ  นั่นหมายความว่ามโนทัศน์ ความเป็นผู้กำหนดตนเอง ดังกล่าวนี้มีความสัมพันธ์เป็นอย่างมากกับมโนทัศน์เรื่อง อิสรภาพ’ (freedom)  ซึ่งต่อไปจะได้เห็นว่ามีบางคนที่เข้าใจว่าที่จริงแล้วทั้งสองมโนทัศน์ดังกล่าวเป็นมโนทัศน์เดียวกัน   แต่ก่อนอื่น จะได้ขอให้ข้อสังเกตบางประการเพื่อให้มโนทัศน์ ความเป็นผู้กำหนดตนเองชัดเจนยิ่งขึ้น และเป็นพื้นฐานให้กับส่วนต่อๆไป ดังนี้ 

ก.  เมื่อเปรียบเทียบกับมโนทัศน์อื่นๆแล้ว มโนทัศน์ ความเป็นผู้กำหนดตนเองเพิ่งจะมีฐานะเป็นมโนทัศน์หลักอันหนึ่งในจริยศาสตร์และปรัชญาการเมืองมาไม่นานนัก  คือเริ่มขึ้นในสมัยทางความคิดที่ มนุษย์ ถูกให้ความสำคัญในฐานะเป็นศูนย์กลางของการแสวงหาความรู้และแสวงหาหลักในการปกครอง ที่เรียกว่า ยุคภูมิธรรมหรือ ยุคแสงสว่างทางปัญญา’ (the Enlightenment) ในคริสต์ศตวรรษที่ 18  ในแง่นี้มโนทัศน์ดังกล่าวนี้จึงอาจถือเป็นผลผลิตที่สำคัญของสภาพการณ์ทางความคิดอันซับซ้อนที่เรียกว่า สภาวะแบบสมัยใหม่(modernity)

ข.  ความเป็นผู้กำหนดตนเอง เมื่อพิจารณาเชื่อมโยงกับเรื่องอิสรภาพแล้ว ดูจะมีฐานะเป็นคุณค่าสำคัญ (value) ที่พึงปรารถนาอย่างไม่อาจปฏิเสธได้  เนื่องจากการปฏิเสธมันดูเหมือนจะทำให้เราต้องยอมรับสภาวะที่ตรงกันข้าม คือ สภาวะของการไร้อิสรภาพ ความจำยอม หรือการตกอยู่ใต้การข่มเหง (oppression) ไปด้วยในตัว (ต่อไปเราจะได้เห็นว่าประเด็นนี้อาจมีผู้เห็นต่างออกไปอยู่พอสมควร) 

ค.  มโนทัศน์ ความเป็นผู้กำหนดตนเองที่มีบทบาทอยู่ในข้อถกเถียงทางปรัชญาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในทางจริยศาสตร์หรือปรัชญาการเมือง นั้นมีความแตกต่างกันอยู่อย่างหลากหลาย ซึ่งสามารถแยกให้เห็นอย่างกว้างๆ ได้เป็นสองแบบ ดังนี้  (1) ความเป็นผู้กำหนดตนเองเชิงศีลธรรม’ (moral autonomy)  โดยทั่วไปแล้วหมายถึงความสามารถที่จะออกกฎทางศีลธรรมที่เป็นสากล (objective moral law) ให้กับตนเอง  ซึ่งอิมมานูเอ็ล คานต์จะถือว่าสิ่งนี้เป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของศีลธรรม   (2) การเป็นผู้กำหนดตนเองส่วนบุคคล(personal autonomy) หมายถึงคุณลักษณะซึ่งบุคคลได้แสดงออกมาในมิติต่างๆของชีวิต อันสะท้อนถึงการเป็นผู้กำกับการตัดสินใจต่างๆของตัวเอง นอกเหนือจากการตัดสินใจทางศีลธรรม

ง.  การเป็นผู้กำหนดตัวเองส่วนบุคคลในข้อ ค. นั้นอาจถือว่าเป็นคนละสิ่งกับ อิสรภาพ’ (freedom) ได้ ในแง่ที่ว่า อิสรภาพนั้นคือความสามารถของบุคลที่จะกระตามความปรารถนาของตน โดยไม่มีอุปสรรคจากทั้งภายนอกและภายใน (ใจ) มาเหนี่ยวรั้งให้กระทำไม่สำเร็จ   ในทางตรงกันข้าม การเป็นผู้กำหนดตนเองนั้นจะเกี่ยวข้องกับความเป็นอิสระและ ความเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง (authenticity) ของความปรารถนา (desire) ต่างๆ ที่ผลักดันให้บุคคลกระทำ   บางคนบอกว่าสองมโนทัศน์นั้นต่างกันในแง่ที่ว่าอิสรภาพนั้นเป็นเรื่องของการกระทำแต่ละการกระทำ ส่วนความเป็นผู้กำหนดตนเองนั้นอยู่ในระดับที่กว้างกว่า คือระดับสภาวะของบุคคล (state of a person) ผู้เป็นเจ้าของการกระทำ  บางคนก็บอกว่า ความเป็นผู้กำหนดตนเอง นั้นคลุมได้ทั้งสองระดับดังกล่าว เช่น เราอาจเข้าใจคนที่ติดบุหรี่ได้ว่า ถ้าพิจารณาอย่างกว้างแล้ว เขาเป็น บุคคลที่มีความเป็นผู้กำหนดตนเอง (autonomous person)   แต่หากพิจารณาเฉพาะในบางแง่ของชีวิตแล้ว การติดบุหรี่ทำให้เขาได้สูญเสียความเป็นผู้กำหนดตนเองไปในบางส่วน โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการควบคุมพฤติกรรมของเขาเองต่อบุหรี่

จ.  นอกจากนั้นบางคนอาจแยกสิ่งที่เรียกว่า ความเป็นผู้กำหนดตนเองพื้นฐาน(basic autonomy) ออกจาก ความเป็นผู้กำหนดตนเองในอุดมคติ’ (ideal autonomy)   โดยความเป็นผู้กำหนดตนเอง อย่างแรกนั้นเป็นสิ่งที่ควรจะถือว่าผู้ใหญ่ที่มีสัมปชัญญะเป็นปกติและไม่ได้ตกอยู่ภายใต้การบังคับข่มขู่ใดๆนั้นมีกันอยู่ทุกคน  ส่วนอย่างหลังนั้นถือเป็นเป้าหมายซึ่งมนุษย์ทุกคนควรมุ่งหวังที่จะไปให้ถึง อันอาจเรียกได้ว่าเป็นสภาวะที่ของการเป็นอิสระอย่างแท้จริง  มีเพียงบางคนเท่านั้นที่ได้ไปถึงสภาวะดังกล่าวแล้ว   บทบาทสำคัญที่มโนทัศน์ ความเป็นผู้กำหนดตัวเองพื้นฐานข้างต้นก็คือ บทบาทในการเป็นพื้นฐานให้อ้างได้ว่าโดยทั่วไปแล้วทุกคนควรมีความรับผิดชอบในทางศีลธรรมและในทางกฎหมาย และมีสถานภาพของการเป็นสมาชิกของสังคมการเมืองเท่าๆกัน  นอกจากนั้นยังควรได้รับการปกป้องจากการแทรกแซงการตัดสินใจในบางลักษณะ กล่าวคือควรจะได้รับความเคารพในความสามารถตัดสินใจเลือกกระทำที่ตัวเขาเองมีอยู่ 


2. ความหมายต่างๆ ของ ความเป็นผู้กำหนดตนเอง

จากการที่มโนทัศน์ ความเป็นผู้กำหนดตนเอง ถูกใช้อยู่ในบริบทต่างๆอย่างหลากหลายดังที่ได้กล่าวไป ทำให้ความหมายของ ความเป็นผู้กำหนดตนเอง ในบริบทเหล่านั้นมีความแตกต่างจากกันไปด้วยไม่มากก็น้อย  โจเอ็ล ไฟน์เบิร์ก (Joel Feinberg, 1989) เห็นว่าในแง่ที่เกี่ยวกับจริยศาสตร์และปรัชญาการเมืองแล้ว ความเป็นผู้กำหนดตนเองนั้นมีความหมายแบ่งได้อย่างน้อยเป็น 4 แบบ คือ  1) เป็นความสามารถในการปกครองตนเอง (the capacity to govern oneself)  2) เป็นสถาวะของการปกครองตนเองที่เกิดขึ้นจริง (the actual condition of self government)  3) เป็นอุดมคติหนึ่งของบุคคล (a personal ideal)  และ 4) เป็นสิทธิจำนวนหนึ่งซึ่งแสดงถึงการเป็นเจ้าชีวิตของตนเอง (a set of rights expressive of one’s sovereignty over oneself)  จะเห็นได้ว่าความหมายทั้ง 4 แบบต่างก็ทำให้ความคิดกว้างๆ ในเรื่อง การเป็นผู้ปกครองตนเอง (self-rule) นั้นเป็นที่เข้าใจชัดขึ้น

ความคิดเรื่องการเป็นผู้ปกครองตนเองนั้นมีองค์ประกอบอยู่ 2 ส่วนด้วยกันคือ  (1) การใคร่ครวญตัดสินใจเลือกของบุคคลหนึ่งนั้นเป็นอิสระจากการควบคุมจัดการ (manipulation) ของบุคคลอื่น  กับ (2)  ความสามารถที่จะปกครองตนเอง  หัวใจของมโนทัศน์นี้อยู่ที่องค์ประกอบส่วนที่สอง (เพราะจะเข้าใจว่ามีองค์ประกอบส่วนที่สองได้นั้น จะต้องเข้าใจว่ามีองค์ประกอบแรกอยู่ก่อนแล้ว)  บุคคลใดจะปกครองตนเองได้ บุคคลนั้นต้องอยู่ในฐานะที่จะกระทำบางอย่างได้ด้วยความสามารถของตนเองและด้วยความปรารถนาที่เข้าใจได้ว่าเป็นของเขาเอง  ความเข้าใจดังกล่าวนี้ทำให้มีผู้เสนอเงื่อนไขในการพิจารณาว่าคนคนหนึ่งเป็นผู้กำหนดตนเองหรือไม่ไว้ 2 เงื่อนไขด้วยกัน เงื่อนไขแรกเรียกว่า เงื่อนไขเรื่องความสามารถ’ (competency conditions) ซึ่งจะประกอบไปด้วยเงื่อนไขเกี่ยวกับการคิดได้อย่างมีเหตุมีผล  การควบคุมตนเองได้  การไม่เจ็บป่วยจนไร้ความสามารถ  การที่ไม่ได้กำลังหลอกตนเองอยู่ เป็นต้น  ส่วนเงื่อนไขที่สองเรียกว่า เงื่อนไขเรื่องความเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง(authenticity conditions) อันได้แก่บรรดาความสามารถของบุคคลในการคิดทบทวนและเลือกความปรารถนาตลอดจนคุณค่าต่างๆ ของตน 

การตีความความสามารถดังกล่าวซึ่งเป็นที่ยอมรับกันมากที่สุด มองความสามารถดังกล่าวเป็นความปรารถนาในระดับที่สอง (second-order desires)   (สมมตินางสาว ก. ต้องการหนีเรียน เธอตัดสินใจทำตามความต้องการนั้นเป็นประจำ  แต่เมื่อเธอมาทบทวนดูแล้ว เธอคิดว่าความต้องการหนีเรียนนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดี เธอจึงอยากจะกำจัดมันออกไปจากใจเธอ  ในกรณีดังกล่าว ความต้องการหนีเรียนเป็นความปรารถนาระดับแรก ส่วน ความไม่อยากให้ตัวเองต้องการหนีเรียนเป็นความปรารถนาระดับที่สอง  โดยทั่วไปแล้วความต้องการระดับที่สองจะเกิดขึ้นจากการนำเอาความต้องการเดิมที่เรามีอยู่มาไตร่ตรองดูอีกครั้งหนึ่ง)  นักปรัชญาบางคนบอกว่าความปรารถนาในระดับที่สองนี้ต้องมีโครงสร้างที่แสดงถึงความเต็มใจ (volition) หรือไม่เต็มใจที่จะกระทำบางสิ่งตามความปรารถนาระดับแรก กล่าวคือเป็นความปรารถนาที่จะให้ความปรารถนาต่างๆ ของตนเป็นความปรารถนาตามเจตจำนงของตนจริงๆ (ตนเองยินยอมพร้อมใจที่จะมีความปรารถนานั้น)  ดังนั้นจึงกล่าวได้ด้วยว่าคนที่เป็นผู้กำหนดตนเองจะต้องมี ความเป็นหนึ่งเดียวกัน (identification) กับความปรารถนาต่างๆ ของเขา   ถึงแม้แนวความเข้าใจนี้จะได้รับการยอมรับกันมาก แต่ก็ถูกวิจารณ์อยู่พอสมควร โดยเฉพาะในเรื่องความไม่ชัดเจนของ ความเป็นหนึ่งเดียวกันที่พูดถึง รวมทั้งปัญหาที่ว่าเงื่อนไขดังกล่าวจะทำให้ต้องอธิบายต่อแบบไม่สิ้นสุด (infinite regress)  ซึ่งประเด็นนี้จะชัดเจนขึ้นในส่วนต่อๆ ไป   จะเห็นได้ว่ารูปแบบความเข้าใจนี้เน้นไปที่ความสามารถในการคิดทบทวนตนเอง (self-reflection) และความเป็นอิสระชนิดที่เรียกว่า ความเป็นอิสระเชิงกระบวนการ’ (procedural independence) คือ มุ่งดูที่มาที่ไปในการมีความปรารถนาของบุคคล โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับตัวเนื้อหา (content) ของความปรารถนาเหล่านั้น

แต่นักคิดบางคนเสนอว่ามโนทัศน์ความเป็นผู้กำหนดตนเองนี้จะต้องเน้นเรื่อง ความเป็นอิสระ ที่ให้ความสำคัญกับเนื้อหาของความปรารถนาด้วย  คือนอกจากความเป็นอิสระเชิงกระบวนการแล้ว เรายังควรเน้นพิจารณา ความเป็นอิสระเชิงเนื้อหาสาระ’ (substantive independence) ด้วย  ตามความเข้าใจแบบนี้ ผู้ที่เรียกว่าเป็นผู้กำหนดตนเองได้นั้น ไม่ใช่จะเลือกรับความปรารถนาหรือคุณค่าใดๆมาเป็นของตนก็ได้ เพราะมีความปรารถนาบางอย่างที่มีเนื้อหาเป็นของต้องห้ามสำหรับผู้ที่จะเรียกได้ว่าเป็น ผู้กำหนดตนเองจริงๆ   อย่างไรก็ดี ผู้ที่ให้ความสำคัญกับความเป็นอิสระในลักษณะนี้จะถูกมองว่ารับมโนทัศน์เรื่องความเป็นผู้กำหนดตนเองที่ถือคุณค่าเฉพาะบางอย่างเอาไว้ด้วย ดังนั้นจึงเป็นทัศนะที่ไม่เป็นกลางในด้านคุณค่า  คือยึดถือวิถีชีวิตหรือจุดยืนทางการเมืองบางแบบว่ามีความถูกต้องเหมาะสมกว่าแบบอื่น  การเข้าใจแบบนี้บางทีถูกวิจารณ์ว่าอาจจะไปสนับสนุนนโยบายทางการเมืองแบบ สมบูรณ์แบบนิยม(perfectionist) หรือแนวคิดแบบ ปิตานิยม’ (paternalism) ซึ่งมีแนวโน้มที่จะไม่เคารพความเป็นผู้กำหนดตนเองของบุคคลอยู่ในที  (ประเด็นนี้จะกระจ่างขึ้นในส่วนต่อๆ ไป)

นักคิดบางคนถือเอาคำอธิบายที่เน้นเรื่องความสามารถในการคิดทบทวนตนเอง (self-reflection) เป็นคำอธิบายมาตรฐานของ ความเป็นผู้กำหนดตนเอง  แต่ให้ความสำคัญกับการดูประวัติความเป็นมาของบุคคลที่กำลังถูกพิจารณาอยู่ด้วย โดยพิจารณาดูกระบวนการที่ทำให้เขามีความปรารถนาและถือคุณค่านั้นๆ  บางคนบอกว่าแนวการอธิบายแบบนี้เป็นการประนีประนอมระหว่างแนวทางการเข้าใจแบบดั้งเดิมที่เน้นความเป็นปัจเจกนิยม (individualism) กับแนวทางแบบปิตานิยม โดยหันมาให้ความสำคัญกับกระบวนการในการเข้าใจตนเองจากความเป็นมาเป็นไปของชีวิตที่มีรากอยู่ในสภาพแวดล้อมหนึ่งๆ  (ประเด็นนี้จะชัดขึ้นในส่วนต่อๆ ไป)  ส่วนอีกพวกที่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับรูปแบบความเข้าใจแบบดั้งเดิม ก็หันมาให้ความสำคัญกับความสามารถของบุคคลในการตัดสินใจอย่างมีเหตุผลที่เรียกได้ว่า เป็นกลาง หรือ เป็นวัตถุวิสัย (objectively)  (เป็นสากลและไม่ขึ้นกับเงื่อนไขแวดล้อม) การที่บุคคลใช้เหตุผลในลักษณะนี้ด้วยนั้นสำคัญกว่าข้อพิจารณาเรื่องความเป็นหนึ่งเดียวกับความปรารถนาของตน (ซึ่งได้เคยเกริ่นถึงไปแล้ว) 

ปัญหาการอธิบายมโนทัศน์ ความเป็นผู้กำหนดตนเอง ที่พูดถึงความสามารถในการตรวจสอบประเมินความปรารถนาในระดับแรกได้ยังอยู่ที่ว่า ทำไมเราจึงให้น้ำหนักกับความปรารถนาระดับที่สองว่าเป็นเครื่องแสดงถึงความเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง (authenticity) มากกว่าความปรารถนาในระดับแรก  เป็นไปได้ไหมว่าบุคคลอาจจะตกอยู่ใต้การกดขี่หรือถูกควบคุมจัดการ จนทำให้การตัดสินใจที่เกิดจากการทบทวนตนเองในระดับที่สองนั้นไม่ได้เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริงมากไปกว่าการตัดสินใจในระดับแรก  ในทางตรงกันข้าม การตัดสินใจในระดับที่สูงกว่านั้นจริงๆ แล้วอาจเป็นเพียงแค่การหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง (rationalization) หรือที่จริงเป็นเพียงการหลอกตัวเอง (self-deception) มากกว่าจะเป็นสิ่งที่แสดงตัวตนอันแท้จริงของบุคคลนั้น  และนี่เองที่ทำให้เกิดปัญหาเรื่องการอธิบายที่ไม่สิ้นสุด (infinite regress) ขึ้น  กล่าวคือเราสามารถที่เรียกร้องให้ทดสอบความเป็นตัวของตัวเองของการตัดสินใจระดับที่สอง (หรือสาม หรือสี่) ของบุคคลหนึ่งได้ต่อไปเรื่อยๆ แบบเดียวกับที่ทำกับความปรารถนาระดับแรก  แต่กระนั้นก็ไม่อาจแน่ใจได้ว่าเมื่อไหร่กันที่คำตอบที่เราได้นั้นจะยืนยันถึงความเป็นผู้กำหนดตนเองได้จริงๆ   นักคิดหลายคนพยายามจะหาทางออกให้กับปัญหาที่ว่านี้ด้วยการเสนอเงื่อนไขเพื่อพิจารณาเพิ่มเข้าไปอีก  ซึ่งโดยมากมักจะเป็นเงื่อนไขเกี่ยวกับวิถีทางหรือลักษณะของการทบทวนตรวจสอบความปรารถนาที่บุคคลต้องกระทำ เช่น ต้องปลอดจากปัจจัยต่างๆ ที่จะมาทำให้การตัดสินใจนั้นไม่เป็นตัวของตัวเอง หรือต้องเป็นการตัดสินใจอันมีที่มาที่ไปในเชิงสาเหตุที่เหมาะสม เป็นต้น


3. ความเป็นผู้กำหนดตนเองที่มีบทบาทอยู่ในจริยศาสตร์

3.1  ความเป็นผู้กำหนดตนเองตามแนวคิดของคานต์

มโนทัศน์ความเป็นผู้กำหนดตนเองมีบทบาทสำคัญในทางจริยศาสตร์อยู่สองด้านด้วยกัน คือ ก) เป็นตัวแบบของผู้มีพันธะทางศีลธรรม (a model of moral person)  กับ ข) เป็นคุณสมบัติสำคัญของบุคคลอันทำให้บุคคลอื่นต้องมีพันธะทางศีลธรรมต่อเขา  อิมมานูเอ็ล คานต์ (Immanuel Kant) เห็นว่าทั้งสองบทบาทดังกล่าวนั้นมีความสัมพันธ์ในทางตรรกะต่อกัน คานต์ถือว่าบุคคลแต่ละคนควรเป็นผู้วางกฎเกณฑ์ทางศีลธรรมที่เป็นสากลเพื่อบังคับใช้กับตนเอง (self-imposition of universal moral law)  โดยเขาเห็นว่าความสามารถที่บุคคลจะใช้เหตุผลเลือกกระทำด้วยตนเอง ที่เรียกว่า เหตุผลเชิงปฏิบัติ’ (practical reason) นั้น สะท้อนว่ามนุษย์แต่ละคนเป็นอิสระ (free)   การเป็นอิสระของมนุษย์นั้นหมายความว่ามนุษย์สามารถเลือกกระทำได้โดยไม่ขึ้นกับอะไรอื่นนอกจากเจตจำนงของเราเอง  ถ้าหากมนุษย์จะทำตามกฎใดอย่างเป็นอิสระจริงๆ ได้ กฎนั้นจึงต้องเป็นกฎที่ตัวของมนุษย์เองเป็นผู้กำหนด  และการเป็นผู้กำหนดกฎศีลธรรมมาบังคับใช้กับตนเองนี้เองที่คานต์ถือว่าเป็นความหมายของ ความเป็นผู้กำหนดตนเอง’   

ตามแนวคิดทางศีลธรรมของคานต์แล้ว ศีลธรรมเป็นเรื่องของการทำตามกฎ  อะไรจะเรียกว่ากฎ ได้จะต้องถูกบังคับใช้อย่างเป็นสากล มีความแน่นอนตายตัวอย่างไม่มีเงื่อนไข หรือที่คานต์เรียกว่าเป็น คำสั่งเด็ดขาด’ (categorical Imperative)   หมายความว่ากฎดังกล่าวจะมีฐานอยู่บนความรู้สึกและความปรารถนาส่วนตัวของเราไม่ได้เป็นอันขาด  กระนั้นก็ดี ในขณะที่เราต้องทำตามกฎศีลธรรม เราแต่ละคนก็สามารถเป็นผู้กำหนดตนเองได้ด้วยในขณะเดียวกัน ถ้าหากกฎที่เราทำตามนั้นแท้จริงแล้วก็คือกฎที่เราเป็นผู้กำหนด  ในที่นี้จะขออธิบายว่าเหตุใดเราจึงสามารถเข้าใจไปในแบบนั้นได้ โดยยกตัวอย่างอิงกับแนวอธิบายของคานต์ดังนี้  ในขณะที่เรากระทำอะไรก็ตาม เราจะต้องมีหลักคิดที่เราใช้ในการตัดสินใจกระทำ (maxim) เสมอ  ที่ น.ส. ก้อย ตัดสินใจเข้าชั้นเรียนสาย อาจจะเป็นเพราะเธอคิดว่า ไม่เป็นไร ฉันจะทำอย่างที่ฉันอยากทำ  ในเมื่อตอนนั้นเธออยากเข้าชั้นเรียนสาย เธอจึงตัดสินใจทำตามหลักคิดดังกล่าว คือ เข้าชั้นเรียนสาย  หรืออาจเป็นไปได้ว่าที่เธอตัดสินใจเช่นนั้นก็เพราะเธอมีหลักคิดว่า หากต้องเลือกระหว่างการเสียสุขภาพจากการนอนหลับไม่พอกับการเข้าชั้นเรียนได้ทันเวลาแล้ว ฉันจะเลือกนอนหลับให้พอก่อนเสมอ  ในเมื่อคืนก่อนหน้านั้นเธอนอนดึก เธอจึงตัดสินใจตื่นสายและเข้าชั้นเรียนช้ากว่าปรกติ  สำหรับคานต์แล้ว เราจะเรียกอะไรว่ากฎได้ สิ่งนั้นต้องถูกบังคับใช้อย่างเป็นสากล  กฎศีลธรรมก็ต้องเป็นสากลด้วย  และกฎสากลที่เราเองเป็นผู้กำหนดก็คือกฎสากลที่สอดคล้องกับหลักคิดในการตัดสินใจกระทำที่เราเองมีอยู่  การกระทำตามหลักคิดของเราเองจะชอบด้วยเหตุผลก็ต่อเมื่อหลักคิดดังกล่าวของเราสามารถมีฐานะเป็นกฎที่สามารถสั่งให้เราทำอะไรได้ด้วย 

คานต์เห็นว่าการที่เราทำตามหลักคิดของเราเองโดยที่หลักคิดดังกล่าวไม่สามารถจะถูกใช้บังคับอย่างเป็นสากลได้นั้น เท่ากับเราเลือกกระทำตามแรงโน้มหรือแรงจูงใจ (incentive) บางอย่าง  แรงโน้มดังกล่าวจูงใจให้เรากระทำ  เมื่อเราอยู่ในสภาวะเช่นนั้นเราไม่ได้มีความเป็นอิสระหรือเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง  ผู้เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริงต้อง บังคับ หรือ กำหนด การกระทำของตนได้  เขาต้องออก กฎ หรือ กติกา ให้กับตนเอง  ในเมื่อกฎจะต้องมีความเป็นสากล การกำหนดตนเองได้จึงหมายถึงการตัดสินใจเลือกกระทำตามหลักคิดที่เป็นสากล  คานต์เสนอให้เราทำตามกฎศีลธรรมอันเป็นสากลเท่านั้นวิธีหนึ่งในการตรวจสอบว่าเรากำลังทำตามกฎศีลธรรมอันเป็นสากลอยู่หรือไม่ก็คือให้ดูว่า เวลาที่เราจะตัดสินใจกระทำอะไรนั้น เราสามารถที่จะจงใจ (หรือปรารถนา) ให้หลักคิดที่เราใช้ตัดสินใจกระทำมีฐานะ (หรือ กลาย) เป็นกฎสากลที่ทุกคนต้องทำตามไปด้วยในขณะเดียวกันได้หรือไม่  หากเราสามารถจงใจให้เป็นเช่นนั้นได้ ก็ทำกับเรากระทำตามกฎอยู่ แต่กฎดังกล่าวนั้นแท้จริงแล้วก็เป็นสิ่งที่ตัวเราเองเป็นผู้กำหนดด้วยในขณะเดียวกัน  ตัวอย่างพื้นฐานอันหนึ่งซึ่งคานต์ยกขึ้นมาแสดงก็คือการตัดสินใจยืมเงินคนอื่นทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่สามารถจะใช้คืนได้  โดยเขาชี้ให้เห็นว่าการกระทำดังกล่าวไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการกระทำที่ถูกศีลธรรมหรือเป็นไปตามกฎสากล (ดังนั้นผู้กระทำจึงไม่ได้เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง)  เนื่องจากผู้ที่จะกระทำเช่นนั้นต้องมีหลักคิดในใจว่า ฉันสามารถยืมเงินคนอื่นโดยไม่ต้องใช้คืนได้หรือ ฉันจะไม่คืนเงินที่ฉันยืมใครไป   ในกรณีดังกล่าว ผู้กระทำไม่อาจจะจงใจให้หลักคิดดังกล่าวกลายเป็นกฎสากลที่ว่า ทุกคนที่ยืมเงินผู้อื่นไม่จำเป็นต้องคืนเงินที่ยืมไปได้ในขณะที่เขาตัดสินใจยืมเงินผู้อื่น  เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น ผู้ที่ถูกยืมเงินก็จะต้องเข้าใจเช่นกันว่าผู้ยืมจะไม่คืนเงินที่ยืมไป  เมื่อเป็นเช่นนั้นก็จะไม่มีใครให้เงินใครยืม  พูดอีกนัยหนึ่ง การยืมเงินไม่ได้มีความหมายอะไรจริงๆ และไม่อาจจะกระทำได้  ดังนั้นคนที่คิดจะยืมเงินใครโดยจะไม่คืนเงินที่ยืมไป ถ้าหากเขาอยากจะได้เงินจริงๆ แล้ว ย่อมไม่สามารถจงใจให้หลักคิดของตนมีฐานะเป็นกฎสากลไปด้วยได้ในขณะเดียวกัน  กล่าวคือ เขาย่อมไม่อยากหรือปรารถนาให้ผู้อื่นเข้าใจด้วยว่าหลักคิดดังกล่าวเป็นหลักคิดที่เขาและทุกๆ คนถืออยู่เหมือนกัน  ความปรารถนาเช่นนั้นเป็นความปรารถนาที่ผู้มีสติดีไม่อาจมีได้  มันเป็นความปรารถนาของผู้ที่รู้อยู่ว่าจะไม่มีวันได้สิ่งที่ตนปรารถนา  เป็นความปรารถนาที่ขัดแย้งในตัวเอง  คนที่ตัดสินใจทำตามความปรารถนาเช่นนั้นไม่ใช่คนที่ตัดสินใจอย่างเป็นตัวของตัวเอง หากแต่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของแรงโน้มต่างๆ ซึ่งอาจจะเป็นความเห็นแก่ตัว ผลประโยชน์ หรือ ความเชื่อบางอย่างที่ฝังหัวอยู่ 

ผู้เห็นด้วยกับคานต์หลายคนคิดว่าความสามารถของมนุษย์ในการเลือกกระทำตามกฎสากลอย่างเป็นอิสระจากแรงโน้มในลักษณะดังกล่าว เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ทุกคนมีค่าทางศีลธรรม (moral value) อันควรเคารพ  ศักยภาพดังกล่าวมาจากการที่มนุษย์ทุกคนนั้นมีความสามารถในการใช้เหตุผลเชิงปฏิบัติ  คนที่เป็นผู้กำหนดตนเองจริงๆ คือคนที่ตระหนักในศักยภาพแห่งการกระทำและรับผิดชอบต่อการกระทำของเขา  และมนุษย์ทุกคนมีพันธะที่จะต้องเคารพต่อคุณค่าที่ตนเองมีอยู่ในลักษณะดังกล่าวนี้ด้วย  คือมนุษย์ทุกคนจะต้องพยายามไปให้ถึงซึ่งสถานภาพของการเป็นผู้กำหนดตนเองให้ได้  ด้วยเหตุนี้จึงกล่าวโดยรวมได้ว่า ตามทัศนะของค้านต์แล้ว ความเป็นผู้กำหนดตนเอง  มีฐานะเป็นทั้งตัวแบบทางศีลธรรมซึ่งเป็นเป้าหมายของการใช้เหตุผลเชิงปฏิบัติ และเป็นทั้งคุณสมบัติอันมีอยู่ในตัวของบุคคลอื่นซึ่งเราต้องให้การเคารพ

นักคิดที่เดินตามแนวทางแบบของคานต์ในรุ่นหลังบางคนได้ขยายความเข้าใจเรื่องแหล่งที่มาของคุณค่าทางศีลธรรมอันเกิดจากความเป็นผู้กำหนดตนเองออกไปให้กว้างขวางยิ่งขึ้น เช่น คริสทีน คอร์สการ์ด (Kristine Korsgaard, 1996) เห็นว่าความเป็นผู้กำหนดตนเองนั้นไม่ได้เป็นเพียงพื้นฐานที่ทำให้เราต้องมีพันธะทางศีลธรรม (moral obligation) เท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นฐานของพันธะที่เกิดขึ้นในระบบที่เป็นบรรทัดฐาน (ระบบของกติกา/กฎเกณฑ์) ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นทางสังคม ทางกฎหมาย หรือกฎเกณฑ์ในความสัมพันธ์ส่วนบุคคล โดยเธอได้ให้ความสำคัญกับมโนทัศน์ที่เรียกว่า อัตลักษณ์เชิงปฏิบัติ’ (practical identity) หรือความเข้าใจในสถานภาพของตัวเราในขณะที่เราตัดสินใจกระทำอะไรลงไปจากการนำข้อคำนึงเรื่องคุณค่าต่างๆ มาพิจารณา  สิ่งที่เธอเห็นต่างไปจากคานต์ก็คือ อัตลักษณ์ดังกล่าวที่แต่ละคนมีนั้น อาจจะมีได้ไม่เหมือนกัน ถึงแม้อัตลักษณ์ส่วนใหญ่ที่เรามีอยู่จะเกี่ยวกับศีลธรรม แต่ก็มีอัตลักษณ์เชิงปฏิบัติในมิติอื่นๆ ที่ไม่ใช่เรื่องศีลธรรมด้วย  เราอาจจะเข้าใจอย่างคร่าวๆ ได้ว่า ตามความคิดของคอร์สการ์ดแล้ว  ‘ความเป็นผู้กำหนดตนเองเป็นพื้นฐานของพันธะทุกชนิด ในแง่ที่ว่ามันเป็นความสามารถที่เราทุกคนมีอยู่ในตนเอง ในอันที่จะกำหนดยืนยันกับตัวเราเองว่าเรามีพันธะที่จะต้องปฏิบัติหรือกระทำบางอย่าง ไม่ว่าการกระทำนั้นจะเกี่ยวกับศีลธรรมหรือไม่ก็ตาม      

3.1.1 ข้อวิจารณ์ที่มีต่อความเข้าใจเรื่องความเป็นผู้กำหนดตนเองตามแนวคิดของคานต์

ต่อไปจะกล่าวถึงข้อวิจารณ์ใหญ่ๆ สองข้อที่มีต่อแนวคิดทางศีลธรรมที่มีฐานอยู่บนความเข้าใจเรื่องความเป็นผู้กำหนดตนเองแบบคานต์ โดยข้อวิจารณ์ทั้งสองจะเกี่ยวโยงไปถึงประเด็นเรื่องฐานะและบทบาทของมโนทัศน์ ความเป็นผู้กำหนดตนเอง ในทางปรัชญาสังคมและการเมืองซึ่งจะได้พูดถึงต่อไปด้วย

ข้อวิจารณ์แรกมองเห็นปัญหาของการเข้าใจว่าฐานของพันธะทางศีลธรรมของมนุษย์นั้นอยู่ที่ความสามารถในการรับรู้เข้าใจ (cognitive ability) หรือเป็นเรื่องของเหตุผลล้วนๆ แทนที่จะอยู่ที่อารมณ์และความรู้สึก  โดยวิจารณ์ว่าแนวทางการเข้าใจศีลธรรมแบบคานต์นั้นไม่เปิดโอกาสให้การตอบสนองทางศีลธรรมนั้นมีฐานอยู่บนอารมณ์ความรู้สึก  ทั้งๆ ที่ในหลายสถานการณ์ การตอบสนองเชิงอารมณ์ความรู้สึกดูจะเป็นสิ่งที่ผู้มีศีลธรรมควรถูกเรียกร้องให้แสดงออกมามากกว่า เช่น พันธะของบุพการีที่ต้องมีต่อบุตรไม่ได้มีอยู่แต่ในรูปของการกระทำเท่านั้น แต่จะต้องมีอยู่ในรูปของอารมณ์ความรู้สึกที่กำกับการกระทำดังกล่าวอยู่ด้วย คือไม่ใช่สักแต่ว่าทำบางอย่างออกมา แต่ต้องทำออกมาจากความห่วงหาอาทรด้วย  การที่คานต์มองว่าพันธะทางศีลธรรมเกิดจากความเข้าใจเรื่องความเป็นผู้กำหนดตนเอง และเข้าใจว่าความเป็นผู้กำหนดตนเองเป็นเรื่องของการรับรู้เข้าใจเชิงเหตุผลล้วนๆ (ไม่เกี่ยวกับอารมณ์ ความรู้สึก และความปรารถนาส่วนบุคคลใดๆ)  ทำให้คานต์ไม่เปิดโอกาสให้พันธะทางศีลธรรมนั้นเกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งในหลายกรณีแล้วเราคิดว่าน่าจะเกี่ยวข้องด้วย

ปัญหาดังกล่าวดูเหมือนจะมีฐานมาจากการที่คานต์เข้าใจสถานภาพของบุคคลซึ่งมีศักยภาพที่จะมอบพันธะให้กับตนเองไปในแง่หนึ่ง แทนที่จะเป็นอีกแง่หนึ่งซึ่งเป็นไปได้เช่นกัน  กล่าวคือ การที่เรายอมรับและเคารพความสามารถในการเลือกกระทำของบุคคล ไม่ได้บังคับให้เราต้องเข้าใจ ตัวตน’ (self) ของบุคคลผู้นั้นในฐานะเป็น ผู้รับรู้เข้าใจ’ (ด้วยเหตุผล) ล้วนๆ หรือเป็นเพียงบุคคลผู้กำลังไตร่ตรองตามเหตุผลเชิงปฏิบัติเท่านั้น   แต่การตัดสินใจกระทำนั้นสามารถจะเกี่ยวข้องกับอารมณ์ ความรู้สึก ความปรารถนา ความผูกพันธ์ ความรัก ความรังเกียจ ความรู้สึกแปลกแยก และรู้สึกสะดวกใจ ทั้งหลายที่เรามีได้  เราสามารถที่จะตัดสินได้ว่าควรหรือไม่ควรมีความรู้สึกเหล่านั้น  เราสามารถที่เลือกยอมรับทางเลือกในการกระทำอย่างเต็มใจและกระตือรือร้นได้  ไม่ใช่เข้าใจอย่างเย็นชาว่ามันเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเท่านั้น  ผู้ที่โต้แย้งคานต์ในแง่ดังกล่าวไม่ได้เชื่อว่าอารมณ์ความรู้สึกกับเหตุผลนั้นเป็นคุณสมบัติสองอย่างของมนุษย์ที่จำเป็นต้องอยู่ตรงข้ามกันเหมือนที่คานต์เข้าใจ หากแต่ทั้งคู่ล้วนมีบทบาทอยู่ในการตัดสินใจของมนุษย์ บนความเชื่อที่ว่าเป็นไปได้ที่จะมี ผู้ใช้เหตุผลอย่างมีหัวใจ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียง ผู้สักแต่ว่าใช้เหตุผลกล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้ที่คิดแบบนี้พยายามนำเรื่องของความรู้สึกให้เข้ามามีความสัมพันธ์กับเรื่องเหตุผลด้วย ซึ่งตรงกันข้ามกับที่คานต์ทำ

การปฏิเสธความเข้าใจแบบคานต์ดังกล่าว ทำให้คุณค่าของมนุษย์ที่ควรเคารพนั้นไม่ได้มีแต่ศักยภาพในการรับรู้เข้าใจเท่านั้น แต่ยังต้องรวมถึงศักยภาพในการมีและใช้ความรู้สึกของแต่ละบุคคลด้วย  ในท้ายที่สุดแล้วความเข้าใจดังกล่าวนี้จะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนมโนทัศน์ ความเป็นผู้กำหนดตนเองไปด้วย กล่าวคือ การที่เราจะตอบได้ว่าเป็นไปได้ไหมที่พันธะทางศีลธรรมจะเรียกร้องให้เราแสดงอารมณ์ความรู้สึกบางอย่าง ขึ้นอยู่กับว่าเราเข้าใจว่าเราสามารถยอมให้อารมณ์ความรู้สึกเข้ามาเล่นบทบาทในข้อตัดสินต่างๆที่เกิดจากการไตร่ตรองในขณะที่เราเลือกกระทำได้หรือไม่    

ข้อวิจารณ์ต่อคานต์ข้อที่สองเกี่ยวข้องกับเรื่องของการไตร่ตรองของบุคคลผู้กำลังจะเลือกกระทำ  ซึ่งคานต์ถือว่าการไตร่ตรองดังกล่าวนั้นไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นจริงก็ได้ (มนุษย์ทุกคนไม่ได้เลือกกระทำอะไรโดยไต่ตรองก่อนเสมอไป)  แต่ต้องเข้าใจแบบเป็นสมมติฐาน ว่ามนุษย์ทุกคนนั้นเป็นผู้ สามารถ ตัดสินใจกระทำโดยไตร่ตรองอย่างเหมาะสมได้ และเมื่อไตร่ตรองแล้วก็จะได้คำตอบว่าต้องทำตามกฎศีลธรรมอันเป็นสากลชุดเดียวกัน  ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ การไปตั้งสมมติฐานในแบบดังกล่าวนั้น เป็นการถือเสมือนว่าพันธะทางศีลธรรมที่เราทุกคนมี เป็นพันธะทางศีลธรรมของบุคคลในอุดมคติต่อบุคคลในอุดมคติอื่นๆ (ซึ่งเป็นผู้มีเหตุผลมากกว่าบุคคลหลายคนตามความเป็นจริง)  นั่นย่อมหมายความว่า ในบางสถานการณ์แล้วพันธะทางศีลธรรมก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่บุคคล มอบให้กับตนเอง’ (self-imposed) อย่างตรงตามความหมายของคำจริงๆ  คือเรามีพันธะทางศีลธรรมที่จะต้องทำตามกฎสากลที่เราเอง อาจ จะไม่ได้เป็นผู้กำหนด เพียงแต่ ตามอุดมคติแล้ว เราสามารถกำหนดกฎดังกล่าวได้เอง  การมองการไตร่ตรองดังกล่าวในลักษณะเป็นสมมติฐานและเป็นอุดมคติเช่นนี้ ทำให้ศีลธรรมแบบคานต์อาจจะกลายเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงกับศีลธรรมแบบของเพลโต้จนเกินไปอย่างไม่ตั้งใจ  เนื่องจากคนที่คิดแบบเพลโต้อาจจะอ้างได้ว่ากฎทางศีลธรรมที่ตายตัวเป็นสิ่งที่บุคคลทุกคนมีพันธะจะต้องทำตามถ้าหากว่าเขาได้ไตร่ตรองอย่างเช่นที่บุคคลในอุดมคติได้กระทำ 

การเข้าใจความเป็นผู้กำหนดตนเองในแบบของคานต์ดังกล่าว เรียกได้ว่าเป็นการเข้าใจในเชิงกระบวนการล้วนๆ (purely procedural manner)  และอาจทำให้เกิดคำถามได้ว่า พันธะในทางศีลธรรมจะสามารถเกิดขึ้นมาจากกระบวนการคิดดังกล่าวได้อย่างเหมาะสมเพียงใด?  กล่าวคือ คุณค่าอันควรเคารพของ ความเป็นผู้กำหนดตนเองตามความเข้าใจดังกล่าว จะสามารถผูกมัดให้เราต้องกระทำอะไรบ้าง ผูกพันเราได้ขนาดไหน และอย่างไร?    

3.2 ความเป็นผู้กำหนดตนเองในฐานะเป็นสิ่งที่ทรงคุณค่าชนิดหนึ่ง (an object of value)

การพูดถึงความเป็นผู้กำหนดตนเองในทางจริยศาสตร์นอกจากที่มาจากแนวคิดทางศีลธรรมแบบคานต์เป็นหลักแล้ว  ก็ยังอาจพบได้ในความคิดของนักจริยศาสตร์คนสำคัญคนอื่นหรือในแง่มุมอื่น (นอกเหนือจากการเป็นฐานให้กับการมีพันธะทางศีลธรรม)  ดังที่จะได้พูดถึงในหัวข้อนี้และหัวข้อถัดไป

จอห์น สจ๊วต มิลล์ (John Stuart Mill) นักปรัชญาในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ชาวอังกฤษ เห็นว่าความเป็นผู้กำหนดตนเองเป็นสิ่งที่ทรงคุณค่าในตัวเอง โดยไม่ได้อิงทฤษฎีเกี่ยวกับความสามารถใช้เหตุผลของมนุษย์อย่างที่คานต์พยายามเสนอขึ้น  มิลล์ถือว่าความเป็นผู้กำหนดตนเองนั้นเป็น องค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งของการเป็นอยู่อย่างมีสุข  (Mill, 1859: Ch. III)   การมองอย่างนี้ดูเหมือนจะทำให้ ความเป็นผู้กำหนดตนเองมีบทบาทสอดคล้องกับทฤษฎีจริยศาสตร์แบบประโยชน์นิยม (Utilitarianism) หรือแบบเน้นพิจารณาผลลัพธ์ (Consequentialism) ของเขา  โดย ความเป็นผู้กำหนดตนเอง จะมีฐานะเป็นเป้าหมายสำคัญอันหนึ่งซึ่งเราพึงเลือกกระทำเพื่อไปให้ถึง  อย่างไรก็ตามมีผู้ชี้ปัญหาว่า การเข้าใจฐานะของความเป็นผู้กำหนดตนเองในแบบดังกล่าวนี้ เมื่อนำมาพิจารณาบนฐานความเข้าใจทางจริยศาสตร์แบบประโยชน์นิยมเองแล้ว ยังทำให้เราสงสัยอยู่ได้ว่า เหตุใดลำพังความสามารถในการพิจารณาไตร่ตรองและเลือกคุณค่าต่างๆ ซึ่งแต่ละคนมีนั้น จึงถือเป็นสิ่งที่มีค่าในตนเอง โดยไม่ต้องคำนึงถึงผลลัพธ์ใดๆ ของการมีความสามารถดังกล่าว  เหตุที่ตั้งคำถามได้เช่นนั้นก็เพราะ บุคคลไม่ได้มีความสามารถในการไตร่ตรองด้วยเหตุผลเท่ากัน จึงอาจเลือกกระทำโดยเกิดผลลัพธ์ได้หลายทาง  แต่ทางที่ทำให้เกิดประโยชน์มากที่สุดนั้นมักมีอยู่ทางเดียว มิหนำซ้ำบุคคลอาจจะไตร่ตรองตัดสินใจทำร้ายตนเอง หรือตัดสินใจกระทำเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นทุกข์  ทำไมในกรณีดังกล่าวเราจึงควรคิดว่าความเป็นผู้กำหนดตนเองนั้นเป็นสิ่งทรงค่า?  หรือทำไม่เราจึงถือว่ามันเป็นของที่มีค่าสำหรับทุกๆ คน?

หลายครั้ง ผู้ที่คิดตามแนวทางแบบมิลล์มักอ้างว่าความเป็นผู้กำหนดตนเองนั้นเป็นพื้นฐานให้เราปฏิบัติกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน  แต่ความเป็นผู้กำหนดตนเองนั้นอาจเป็นสิ่งที่มีมีระดับแตกต่างกันได้ ตามระดับความสามารถในการยับยั้งชั่งใจ ตามระดับวุฒิภาวะ สติปัญญา สุขภาพ นิสัยใจคอ ฯลฯ  ดังนั้นทำไมเราจึงควรมองว่าทุกคนเท่ากันด้วยเหตุดังกล่าว?  คำตอบที่มิลล์อาจจะให้ได้ก็คือ อันที่จริงแล้วพันธะทางศีลธรรมนั้นไม่ได้มาจากจากความสามารถในการพิจารณาไตร่ตรองและเลือกกระทำที่แต่ละบุคคลมี หากแต่มาจากการที่แต่ละคน มองตนเอง ว่ามีความสามารถดังกล่าวอยู่ในตัว  ถึงแม้ความสามารถในการการพิจารณาตัดสินของแต่บุคคลอาจไม่เท่ากัน แต่เราควรจะมองว่าการตัดสินเลือกเหล่านั้นเป็น ทางที่เขาเลือกเอง เท่าๆกัน  ดังนั้นจึงควรมองว่าคนเราเท่ากันบนฐานของการสามารถมีทางเลือกเป็นของตัวเองได้เท่าๆกัน  ความสามารถในการมีทางเลือกเป็นของตนเองดังกล่าวนี้เป็นสิ่งที่มีอยู่ในทุกตัวคนอย่างไม่มีระดับ และดังนั้นเราอาจใช้มันเป็นฐานของการพึงปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเสมอภาคกัน 

3.3 ความเป็นผู้กำหนดตนเองกับแนวคิดแบบปิตานิยม (paternalism)

มโนทัศน์ความเป็นผู้กำหนดตนเองในทางจริยศาสตร์ยังมีฐานะเป็นคุณสมบัติของแต่ละบุคคลซึ่งจะปกป้องเขาจากการแทรกแซงแบบปิตานิยม (ทั้งในแบบที่ไม่เป็นทางการและเป็นไปตามกฎหมาย)  การแทรกแซงบุคคลแบบปิตานิยมนั้นมีหัวใจอยู่ที่ข้ออ้างของมันที่ว่า เป็นการชอบด้วยเหตุผลที่บุคคลหนึ่งจะแทรกแซงการกระทำหรือเจตจำนงของบุคคลหนึ่ง ถ้าหากว่าเขาปราถนาดีและมีความรู้ดีกว่าบุคคลนั้น  นักจริยศาสตร์ที่ให้ความสำคัญกับความเป็นผู้กำหนดตนเองในความหมายนี้เสนอว่า บุคคลทั้งหลายควรถูกปกป้องจากการแทรกแซงใดๆ ก็ตาม ไม่ว่าการแทรกแซงนั้นจะกระทำโดยผู้ที่หวังดีและมีความรู้ดีกว่าเขาก็ตาม  เนื่องจากการแทรกแซงใดๆ ย่อมถือเป็นการไม่เคารพต่อความสามารถในการตัดสินใจด้วยตนเอง  บุคคลแต่ละคนมีสิทธิตัดสินใจเองว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขา

ปัญหามีอยู่ว่าถ้าหากความสามารถในการตัดสินใจของบุคคลไม่ได้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ในทันทีทันใด แต่เพิ่มขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปแล้ว ก็ยังไม่ชัดนักว่าทำไมบุคคลจึงควรถูกปกป้องจากการแทรกแซงแบบเหมารวมเหมือนกันไปหมด  โดยทั่วไปแล้ว การที่เราจะปฏิบัติต่อใครในฐานะที่เขามีความเป็นผู้กำหนดตนเองนั้นน่าจะเกี่ยวข้องกับการที่บุคคลนั้นจะต้องกำหนดตนเองได้ในระดับหนึ่งแล้วเป็นอย่างน้อย เช่น บุคคลนั้นจะต้องโตเป็นผู้ใหญ่  หรือไม่ได้ตกอยู่ภายใต้ปัจจัยชักจูงบางประการ  หลายครั้งพบว่ามีหลายปัจจัยที่ส่งอิทธิพลให้บุคคลสูญเสียความสามารถในการไตร่ตรองตัดสินใจไป เช่น อาจจะป่วยหรือมึนเมา หลายคนจะมองว่าในกรณีดังกล่าวการแทรกแซงแบบปิตานิยมย่อมเป็นสิ่งที่ยอมรับได้  อย่างไรก็ตามประเด็นนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่พอสมควร


4. ความเป็นผู้กำหนดตนเองในปรัชญาสังคมและการเมือง

4.1 อัตลักษณ์และความเข้าใจเรื่องตัวตนของบุคคล

เท่าที่ได้พูดไปแล้วจะเห็นได้ว่าความเข้าใจเรื่องความเป็นผู้กำหนดตนเองนั้นเป็นเรื่องของความสามารถหรือคุณสมบัติบางอย่างของปัจเจกบุคคลหรือของคนแต่ละคน ไม่ใช่เรื่องของกลุ่มบุคคล  อย่างไรก็ตามมีผู้วิจารณ์ความเข้าใจในลักษณะดังกล่าวว่าไม่ค่อยสอดคล้องกับความเข้าใจโดยทั่วไปที่เรามีต่อตนเองเท่าไหร่นัก อีกทั้งยืนอยู่บนความเข้าใจเรื่องอัตลักษณ์ (identity) ซึ่งผิดออกไปจากอัตลักษณ์ของบุคคลในฐานะของสิ่งที่คอยผลักดันให้บุคคลกระทำ และอัตลักษณ์ที่เป็นฐานให้เกิดพันธะทางศีลธรรม รวมถึงอัตลักษณ์ซึ่งเป็นที่มาของการวางแผนชีวิตของบุคคลอย่างที่เป็นอยู่จริงๆ  กล่าวคือ ในความเป็นจริงแล้วเราต่างถูกห้อมล้อมด้วยความสัมพันธ์ทางสังคมและระเบียบทางวัฒนธรรมต่างๆ  ซึ่งความสัมพันธ์และระเบียบเหล่านั้นมีส่วนอย่างมากในการให้ความหมายว่าแท้จริงแล้วเราคือใคร  เราจำเป็นต้องเข้าใจตัวเราผ่านภาษาซึ่งไม่ใช่สมบัติของเราคนเดียว  อีกทั้งปัจจัยที่คอยก่อรูปคุณค่า  ความรู้สึกนึกคิด และแรงจูงใจต่างๆ หลายครั้งมาจากปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุมไตร่ตรองของเราเอง  การพยายามมองว่าเรามีความเป็นผู้กำหนดตัวเองนั้นแท้จริงแล้ว คือการพยายามปฏิเสธหรือมองข้ามข้อเท็จจริงอันสำคัญเกี่ยวกับตัวตนของเราไปอย่างมากนั่นเอง (ดู Taylor, 1991: p. 33 และ Bell, 1993: pp. 24-54)

ผู้ที่เชื่อว่าอัตลักษณ์ของบุคคลสัมพันธ์กับ เพศ  เชื้อชาติ  วัฒนธรรม  ศาสนา ฯลฯ อย่างแยกไม่ออกนั้น กำลังพูดถึง อัตลักษณ์แบบหนา (thick identities) อยู่  พวกเขาเห็นว่าความเป็นผู้กำหนดตนเองที่เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลนั้น จริงๆ แล้วมีฐานอยู่บนแนวคิดแบบเสรีนิยม (liberalism)  แนวคิดแบบเสรีนิยมมองไม่สนใจอัตลักษณ์ของบุคคล แบบหนา(thick identities)  แต่ไปเน้นให้ความสำคัญกับอัตลักษณ์ของปัจเจกที่เป็นนามธรรมแทน อีกทั้งละเลยความสัมพันธ์ระหว่างตัวตนกับวัฒนธรรมที่ตัวตนนั้นดำรงอยู่  ประเด็นสำคัญก็คือความเข้าใจแบบเสรีนิยมดังกล่าวทำให้เราขาดพื้นฐานในการพิทักษ์สิทธิในการปกครอง (หรือกำหนด) ตนเองของกลุ่มวัฒนธรรมต่างๆ  (ดู Kymlicka, 1995)  ทั้งนี้เพราะมองไม่เห็น อัตลักษณ์ของกลุ่มเห็นแต่ อัตลักษณ์ของปัจเจก’  จนได้กันเอาบุคคลและกลุ่มบุคคลซึ่งอัตลักษณ์ของพวกเขามีพื้นฐานผูกพันกับวัฒนธรรม ให้ได้รับการคำนึงถึงและปกป้องคุ้มครองจากหลักการหรือนโยบายแบบเสรีนิยมน้อยกว่าที่ควรจะเป็น เช่น การที่รัฐเสรีนิยม(แบบเน้นปัจเจก) ออกกฎหมายบังคับใช้แบบเป็นสากลโดยอ้างความเสมอภาค  อาจทำให้บุคคลบางกลุ่มซึ่งถือหลักการแห่งวัฒนธรรมร่วมกันอย่างเป็นหัวใจของชีวิต จำต้องปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวโดยฝืนกับหลักการสำคัญนั้น  ในแง่นี้ภาระของการต้องปฏิบัติตามกฎหมายอาจไม่เสมอภาคจริงอย่างที่ถูกอ้าง เนื่องจากคนกลุ่มหนึ่งต้องถูกบังคับให้ทิ้งสิ่งที่พวกเขาให้ค่าไป ในขณะที่สิ่งที่มีคุณค่าของคนอีกกลุ่มหนึ่งกลับไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย     

คำตอบที่สำคัญของเสรีนิยมต่อข้อวิจารณ์ดังกล่าวก็คือ ความเข้าใจเรื่องความเป็นผู้กำหนดตนเองนั้นไม่ได้เรียกร้องให้บุคคลต้องสลัดทิ้งซึ่งความผูกพันและคุณค่าทั้งหลายที่เขาถืออยู่  หากแต่เรียกร้องให้บุคคลไตร่ตรองเพื่อเลือกกระทำเป็นกรณีๆ หรือเป็นเรื่องๆ ไป  แต่ต้องเข้าใจไว้เสมอว่า ไม่มีกฎเกณฑ์ คุณค่า หรือคำสั่งจากวัฒนธรรมใดๆ ที่เราไม่สามารถตั้งคำถามหรือพิจารณาไตร่ตรองดูอีกครั้งได้ (ดู Kymlicka ,1989, p. 50)  อย่างไรก็ดีคำตอบทำนองดังกล่าวก็ยังไม่ได้แก้ข้อกล่าวหาที่เสรีนิยมไม่เห็นความสำคัญขององค์ประกอบของตัวตนและอัตลักษณ์ซึ่งมีฐานบนวัฒนธรรม เนื่องจากหลายครั้งเราจะพบว่าองค์ประกอบของตัวตนในลักษณะดังกล่าวไม่ใช่สิ่งที่สามารถนำมาทบทวน เลือกรับ หรือเปลี่ยนแปลงได้ง่ายๆ  (ดู Chrisman, 2001)

4.2 บทบาทของความเป็นผู้กำหนดตนเองในการก่อรูปแนวคิดแบบเสรีนิยม

ในที่นี้จะเข้าใจแนวคิดแบบเสรีนิยมอย่างกว้างๆ ว่าเป็นแนวคิดในทางการเมืองและสังคมที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของสิทธิ (right) หรือความยุติธรรม (Justice) เป็นต่างหากจากความเข้าใจเรื่อง สิ่งที่ดี (the good)  รวมทั้งให้ความสำคัญกับสองเรื่องข้างต้นเหนือเรื่องการแสวงหาสิ่งที่ดีด้วย  พูดอีกนัยหนึ่ง พวกเสรีนิยมคิดว่าเราสามารถจะพิจารณาว่าอะไรคือความยุติธรรมและความชอบธรรมในการใช้อำนาจทางการเมืองได้โดยไม่ต้องอ้างถึงหรือไปถกเถียงเพื่อให้ได้คำตอบในเรื่องที่ว่าอะไรคือสิ่งที่มีค่าในทางศีลธรรม หรือศีลธรรมแบบใดถูกต้องที่สุด  

มโนทัศน์เรื่องความเป็นผู้กำหนดตนเองนั้นมีบทบาทในการช่วยก่อรูปทางความคิดของแนวคิดแบบเสรีนิยมอย่างสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความยุติธรรมแบบสัญญาประชาคมของจอห์น รอว์ลส์  หรือเป็นตัวแบบในการเข้าใจสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมือง  แต่ในที่นี้จะได้กล่าวถึงบทบาทของมโนทัศน์ความเป็นผู้กำหนดตนเองในแนวคิดเสรีนิยมที่สำคัญสองประเด็นด้วยกัน ดังนี้

1. บทบาทในข้อถกเถียงเรื่องความเป็นกลางของรัฐ  : ตามหลักการของแนวคิดเสรีนิยมโดยทั่วไปนั้น รัฐจะต้องมีความเป็นกลาง (neutrality)  ในการเลือกรับเอาหลักการเรื่องความยุติธรรมตามแนวคิดทางศีลธรรมหนึ่งใดมาใช้  กล่าวคือ รัฐไม่ควรถือว่าแนวคิดเรื่องความยุติธรรมของระบบศีลธรรมหนึ่งมีความถูกต้องเหมาะสมที่จะนำมาใช้เป็นหลักแห่งความยุติธรรมในทางการเมือง (คือเกณฑ์ที่จะมาใช้ตัดสินว่าอะไรเป็นสิ่งที่ชอบธรรมหรือไม่ในทางการเมือง)  พูดอีกนัยหนึ่งรัฐต้องใช้หลักแห่งความยุติธรรมที่เป็นเอกเทศจากกฎเกณฑ์ของศาสนา วัฒนธรรม และระบบคุณค่าต่างๆ   หลักแห่งความยุติธรรมดังกล่าวเป็นหลักที่มีลักษณะเฉพาะตัวและมีที่มาจากแนวคิดแบบเสรีนิยมเอง  ทั้งนี้เพื่อจะขจัดความได้เปรียบเสียเปรียบหรือความลำเอียงเข้าข้างระบบคุณค่าระบบหนึ่งในหลายๆ ระบบซึ่งบุคคลยึดถือกันอยู่แตกต่างกัน  การคิดอย่างนี้ดูจะสอดคล้องกับการถือว่าบุคคลทั้งหลายในสังคมเสรีนั้นมีสิทธิเสรีภาพและควรได้รับความเคารพอย่างเท่าเทียมกัน 

อย่างไรก็ตามมีผู้เสนอว่าปัญหาสำคัญของแนวคิดเรื่องความเป็นกลางชองรัฐแบบเสรีนิยมก็คือ ตัวแนวคิดแบบเสรีนิยมเองนั้นถือความเข้าใจพื้นฐานในเรื่องความเป็นผู้กำหนดตนเองที่ไม่เป็นกลาง  เนื่องจากเสรีนิยมได้มอบบทบาทสำคัญให้กับความเป็นผู้กำหนดตนเองในการก่อรูปทฤษฎีว่าด้วยความยุติธรรม  แต่การให้ความสำคัญกับความเป็นผู้กำหนดตนเองก็อาจถือได้ว่าเป็นการลำเอียงเข้าข้างระบบศีลธรรมที่เชื่อในการกำหนดตนเอง  ในขณะที่ยังมีระบบศีลธรรมอีกหลายระบบซึ่งไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว  หรือแม้แต่อะไรคือธรรมชาติของความเป็นผู้กำหนดตนเองนั้น ก็ยังสามารถเข้าใจได้แตกต่างกันออกไปอย่างหลากหลาย (ลองทบทวนสิ่งที่ได้พูดถึงไปแล้วในหัวข้อก่อนๆ เกี่ยวกับการเข้าใจความเป็นผู้กำหนดตนเองในเชิงกระบวนการกับในเชิงข้อเท็จจริงดู)  ในหมู่ระบบศีลธรรมที่เชื่อในเรื่องความเป็นผู้กำหนดตัวเองด้วยกัน  หลักการแห่งความยุติธรรมแบบเสรีนิยมก็ดูเหมือนจะต้องเลือกเข้าข้าง (คิดเห็นตาม) ระบบใดระบบหนึ่งอยู่ดี  ผู้วิจารณ์หลายคนจึงบอกว่าแนวคิดแบบเสรีนิยม (โดยเฉพาะแบบดั่งเดิมที่เน้นความเป็นปัจเจกบุคคล) ไม่มีวันที่จะไปถึงซึ่งอุดมคติที่จะไม่ลำเอียงเข้าข้างหรือเป็นกลางจากระบบคุณค่าใดๆ ได้

2.  บทบาทในข้อถกเถียงเรื่อง ข้อคำนึงเรื่องการพิจารณารับหลักการ  พวกนักคิดเสรีนิยมมีความเข้าใจที่สำคัญร่วมกันประการหนึ่งว่า บุคคลใดจะถือคุณค่าใดได้อย่างชอบควรหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าคุณค่าดังกล่าวถูกเลือกรับอย่างมีเหตุผลหรือสามารถจะถูกเลือกรับได้อย่างมีเหตุผลโดยบุคคลนั้นๆ หรือไม่  และเมื่อพิจารณาการเลือกรับหลักการในระดับของรัฐแล้ว นักคิดเสรีนิยมอย่างจอห์น รอว์ลส์ (John Rawls) ยังเข้าใจด้วยว่า หลักการที่คอยชี้นำการปฏิบัติงานของสถาบันทางการเมืองใดจะมีความชอบธรรมได้ ก็ต่อเมื่อหลักการนั้นสามารถถูกพิจารณาเลือกรับได้อย่างมีเหตุผลโดยบุคคลผู้อยู่ใต้อำนาจของสถาบันดังกล่าว  ข้อคำนึงนี้เองที่พวกเสรีนิยมเรียกว่า ข้อคำนึงเกี่ยวกับการพิจารณารับหลักการ’  (endorsement constraint)  เช่น ในสังคมประชาธิปไตยการกำหนดกติกาหรือหลักปฏิบัติใดๆ ต้องมาจากการเลือกของสมาชิกในสังคม หรือถ้าไม่เช่นนั้นก็ต้องสามารถถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงว่าควรจะรับหรือไม่รับหลักการดังกล่าวได้ จากสมาชิกทุกคนอย่างใช้เหตุใช้ผล  

จะเห็นได้ว่าตัวแบบความเข้าใจความเป็นผู้กำหนดตนเองที่เราได้พูดถึงไปนั้นก็สะท้อนข้อคำนึงดังกล่าวออกมาด้วย กล่าวคือ เราจะถือว่าบุคคลเป็นผู้กำหนดตนเองในการถือคุณค่าหรือหลักการทางศีลธรรมใด ต่อเมื่อเขาได้ยอมรับมัน เห็นด้วยกับมัน หรือไม่รู้สึกแปลกแยกกับมัน โดยผ่านการพิจารณาไตร่ตรองมาแล้ว  เมื่อผนวกกับข้อคำนึงเกี่ยวกับการพิจารณารับหลักการที่เรากำลังพูดถึงอยู่ ย่อมทำให้เรากล่าวได้ว่าแนวคิดเสรีนิยมนั้นมองว่า ต่อเมื่อคุณค่าหรือบรรทัดฐานที่ใช้นำทางสังคมสามารถจะถูกยอมรับจากเหล่าสมาชิกได้อย่างมีเหตุมีผล เราจึงจะถือว่าสังคมดังกล่าวให้ความเคารพต่อความเป็นผู้กำหนดตนเอง  ประเด็นดังกล่าวนี้จะเกี่ยวข้องกับทฤษฎีความชอบธรรมแบบเสรีนิยมที่จะได้พูดถึงในหัวข้อต่อไป

4.3 ความเป็นผู้กำหนดตนเองกับแนวคิดเสรีนิยมทางการเมือง

โดยทั่วไปแล้ว การที่แนวคิดแบบเสรีนิยมมีต้นกำเนิดมาจากแนวคิดที่เชื่อในเรื่องสัญญาประชาคม (social contract)  ซึ่งวางอยู่บนความคิดเรื่องอธิปไตยของปวงชน (popular sovereignty)  เสรีนิยมจึงให้ความสำคัญกับเรื่องความยุติธรรม (ในฐานะเป็นหลักการซึ่งบุคคลที่เป็นเสรีและเท่าเทียมกันเลือกใช้เป็นกติกาในการปกครองร่วมกัน)  มากกว่าเรื่องของการแสวงหาสิ่งที่ดีร่วมกัน (collective goods)   อธิปไตยของปวงชนก็คือการที่คนทั้งหลายเป็นผู้ปกครองตัวเอง  พวกเขามีเสรีในการแสวงหาสิ่งที่ดีสำหรับพวกเขาเอง และดังนั้นจึงเป็นไปได้ที่สิ่งที่ดีซึ่งพวกเขาเลือกจะแตกต่างกัน  แนวทางนี้ได้รับอิทธิพลจากความคิดเรื่องการเป็นผู้กำหนดตนเองของคานต์  อย่างไรก็ดีเสรีนิยมอีกแนวหนึ่ง พยายามจะเข้าใจว่าอธิปไตยของปวงชนนั้นโดยพื้นฐานแล้วเป็นเรื่องของการแสดงออกร่วมกันในการตัดสินใจเลือกอย่างเป็นเหตุเป็นผล (collective expression of rational choice)  โดยที่กติกาพื้นฐานของสังคมนั้นเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อไปสู่ความอยู่ดีกินดีของสังคมโดยร่วม (aggregate citizen welfare) ให้ได้มากที่สุดเท่านั้น  แนวทางแบบหลังนี้ได้รับอิทธิพลจากฮอบส์ (Thomas Hobbes) และนักปรัชญาสำนักประโยชน์นิยม (Utilitarianism) 

ดังนั้นจะต้องเข้าใจเสียให้ชัดว่าเสรีนิยมซึ่งให้ความสำคัญกับเรื่องการเป็นผู้กำหนดตัวเองเป็นอย่างมากนั้น คือเสรีนิยมแบบที่พยายามเดินตามคานต์  ตัวอย่างที่ชัดที่สุดปรากฏในงานเรื่อง Theory of Justice (1971) ของจอห์น รอว์ลส์ ซึ่งเข้าใจความยุติธรรมว่าคือหลักการทั้งหลายซึ่งถูกเลือกภายใต้สถานการณ์แห่งการตัดสินใจเลือกที่เป็นเหตุเป็นผล ไม่มีความลำเอียง (unbiased rational decision making) หรือที่เรียกว่าภายใต้ ม่านแห่งความไม่รู้’ (veil of ignorance)   ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว บุคคลจะเลือกกติกาอย่างเป็นอิสระจากแรงโน้มทั้งหลายที่เกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อมที่เขาดำรงอยู่  วิธีจะได้คำตอบว่าอะไรคือหลักแห่งความยุติธรรมนั้น รอลส์เสนอให้สมาชิกของสังคมตั้งคำถามกับตนเองว่าถ้าหากเราสลัดเอาสถานภาพทั้งหลายที่เราได้มาด้วยความบังเอิญ (เช่น สภาพร่างกาย ชาติกำเนิด เพศ ฐานะ ตลอดจนคุณสมบัติเฉพาะตัวทั้งหลาย) ทิ้งไปให้หมด เหลือแต่เพียงความเป็นบุคคลคนหนึ่งที่มีเหตุผลและการตัดสินใจเป็นของตนเอง แล้วลองพยายามเลือกกติกาที่จะนำมาบังคับใช้กับทุกคนในสังคม ซึ่งเป็นผู้ที่ตกอยู่ใต้เงื่อนไขในการตัดสินใจเลือกเช่นเดียวกับเรา เราจะเลือกกติกาแบบใด?  รอว์ลส์ ให้คำตอบว่าเรา(ในฐานะเป็นผู้มีเหตุผล) จะเลือกตัดสินใจตามหลักคิดที่เรียกว่า ให้ได้ประโยชน์มากที่สุดเมื่อเสียเปรียบ(maximin) เช่นเราอาจจะเกิดมาพิการ จน หรือเป็นชนกลุ่มน้อย ในสถานการณ์ดังกล่าวเราต้องอยากอยู่ในสังคมที่ถือหลักแห่งความยุติธรรมที่คำนึงถึงคนที่เสียเปรียบให้มากที่สุด  เราสามารถเข้าใจหลักแห่งความยุติธรรมซึ่งรอว์ลส์คิดว่าเราต้องเลือกภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว อย่างคร่าวๆ ได้ว่า สังคมจะต้องแบ่งสรรสิ่งที่มีค่าอย่างเสมอภาค ยกเว้นบางครั้งที่การแบ่งสรรอย่างไม่เสมอภาคจะให้ประโยชน์กับคนทุกกลุ่มในสังคม กล่าวคือไม่ทำให้คนกลุ่มที่เสียเปรียบ (โดยสถานภาพ) ได้ประโยชน์ในสัดส่วนที่น้อยกว่าผู้ที่ได้เปรียบอยู่แล้วโดยสถานภาพ   รอว์ลส์เชื่อว่าผู้ที่ตัดสินใจหลัง ม่านแห่งความไม่รู้จะได้คำตอบนี้เหมือนกันทุกคน   อย่างไรก็ดี แนวคิดของรอว์ลส์ดังกล่าวถูกโจมตีว่าไม่สามารถจะนำมาปฏิบัติได้จริง  ถ้าหากบุคคลไม่สามารถจะเข้าไปอยู่หลัง ม่านแห่งความไม่รู้ดังกล่าวได้จริง จากการที่เขาต้องรับรู้สถานภาพของเขาผ่านวัฒนธรรมที่เขายึดถือ  ยิ่งกว่านั้นบางคนยังวิจารณ์ว่าแนวคิดเรื่องม่านแห่งความไม่รู้ของรอว์ลส์ ยังเป็นแนวคิดที่ลำเอียง คือให้ค่ากับ การตัดสินใจด้วยเหตุผล มากกว่าการการตัดสินใจแบบอื่นซึ่งอาจจะเหมาะสมกับสถานการณ์มากกว่า เช่น การตัดสินใจที่ให้ความสำคัญกับข้อคำนึงเรื่องความรู้สึกผูกพัน ความห่วงใย  ความเห็นอกเห็นใจ ฯลฯ  ดังนั้นจึงไม่ได้เป็นทฤษฎีว่าด้วยความยุติธรรมจริงๆ

ภายหลังรอว์ลส์ได้พัฒนาคำอธิบายทฤษฎีของเขาให้สมบูรณ์ขึ้น โดยขอให้เราเข้าใจว่าข้อเสนอว่าด้วยหลักการเรื่องความยุติธรรมของเขาเป็น การเข้าใจเชิงการเมือง(political conception) ไม่ใช่การเข้าใจแบบอภิปรัชญา (Rawls, 1993)  เขาไม่ได้อ้างว่าทฤษฎีความยุติธรรมของเขาเป็น ข้อเท็จจริงของโลก(fact)  แต่ควรจะเป็นกติกา ข้อตกลง หรือเครื่องมือบางอย่างที่เรียกว่า เครื่องมือในการแสดงตน(device of representation) ซึ่งเหล่าพลเมืองที่มีความแตกต่างหลากหลายใช้เพื่อแสวงหาคำตอบเกี่ยวกับหลักการแห่งความยุติธรรมร่วมกัน   ตามความเข้าใจดังกล่าว ความยุติธรรมจะบังเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราได้ ฉันทามติส่วนที่มีร่วมกัน (overlapping consensus) ออกมาจากความเห็นของพลเมืองที่มีทัศนะทางศีลธรรมอันครอบคลุมรอบด้าน (comprehensive) ซึ่งแม้มีความหลากหลาย แต่เป็นทัศนะทางศีลธรรมที่มีเหตุผล  กล่าวคือรอว์ลส์เชื่อว่าพลเมืองที่หลากหลายนั้นสามารถจะยืนยัน (affirm) ซึ่งหลักการแห่งความยุติธรรมชุดเดียวกันได้ ภายใต้ทัศนะทางศีลธรรมที่ครอบคลุมรอบด้าน ถึงแม้จะเป็นคนละชุดกัน  จะเห็นได้ว่าแนวคิดดังกล่าวพยายามจะเปลี่ยนสถานภาพของความยุติธรรมที่แต่เดิมถูกเข้าใจในเชิงปรัชญาอย่างเป็นนามธรรม ไปสู่ความเข้าใจเชิงปฏิบัติอันเกี่ยวเนื่องกับเรื่องความชอบธรรม (legitimacy) ในการปกครองของรัฐหรือในกติกาของสังคม ซึ่งทำให้เราสามารถค้นพบฐานที่มาทางศีลธรรมของความยุติธรรมดังกล่าวได้จากกรอบคุณค่าที่ต่างกัน  หนทางแห่งการไปถึงซึ่งฉันทามติดังกล่าวตามความคิดของรอว์ลส์ ก็คือการที่เราต้องใช้สิ่งที่เรียกว่า เหตุผลสาธารณะและ การร่วมกันไตร่ตรอง (public reason and deliberation)   สำหรับรอว์ลส์แล้ว เราควรจะเข้าใจสถาบันทางการเมืองแบบประชาธิปไตยเสียใหม่ ว่าเป็นองค์ประกอบพื้นฐานในการช่วยให้เราเข้าถึงกติกาหรือหลักการแห่งความยุติธรรม แทนที่จะเป็นกลไกที่มีไว้เพื่อระบุว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดีร่วมกันของสังคม

รอว์ลส์เห็นว่า บทบาทของความเป็นผู้กำหนดตนเองในภาพความเข้าใจข้างต้นนั้น มีอยู่อย่างสำคัญทีเดียว  เนื่องจากฉันทามติที่เราต้องการแสวงหาจะชอบธรรมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่ามันถูกสร้างขึ้นภายใต้สถานการณ์ที่เป็นอิสระจริงๆ หรือไม่  พลเมืองทั้งหลายจะต้องเข้าใจว่าตนเองมีความสามารถเต็มที่ที่จะทบทวนเพื่อเลือกรับหรือปฏิเสธมติต่างๆ ได้บนพื้นฐานของการมีวิจารณญาณและได้รับข้อมูลที่เพียงพอ  ดังนั้นสภาพแวดล้อมทางสังคมใดที่เหนี่ยวรั้งมิให้พลเมืองมีความสามารถเลือกพิจารณารับหรือปฏิเสธดังกล่าวได้ ก็ย่อมขัดขวางไม่ให้เราไปถึงซึ่งหลักการแห่งความยุติธรรมไปด้วย  ในแง่นี้ความเป็นผู้กำหนดตนเอง ในฐานะของการตัดสินใจเลือกอย่างมีวิจารณญาณและเป็นอิสระ (free reflective choice) จึงมีบทบาทเป็นองค์ประกอบพื้นฐานในมโนทัศน์เรื่องความยุติธรรมของจอห์น รอว์ลส์    

พุฒวิทย์ บุนนาค (ผู้เรียบเรียง)

เรียบเรียงจาก

·

Buss, Sarah. 2002. Personal Autonomy. In Edward N. Zalta (ed.). The Stanford Encyclopedia of Philosophy. <URL=http://plato.stanford.edu/entries/personal-autonomy>.

·

Chrisman, John. 2003. Autonomy in Moral and Political Philosophy. In Edward N. Zalta (ed.). The Stanford Encyclopedia of Philosophy. <URL=http://plato.stanford.edu/entries/autonomy-moral>.



เอกสารอ้างอิง
 

·

Bell, Daniel. 1993. Communitarianism and its Critics. Oxford: Clarendon.

·

Christman, John. 2001. Liberalism, Autonomy, and the Self-Transformation. Social Theory and Practice 27: 185-206.

·

Feinberg, Joel. 1989. Autonomy. In John Christman (ed.). The Inner Citadel: Essays on Individual Autonomy. New York: Oxford University Press.

·

Kant, Immanuel. 1785. Groundwork for the Metaphysics of Morals. Mary Gregor (Trans. and ed.). Cambridge: Cambridge University Press 2005.

·

Korsgaard, Kristine M. 1996. The Sources of Normativity. New York: Cambridge University Press.

·

Kymlicka, Will. 1989. Liberalism, Community and Culture. Oxford: Clarendon.

·

Kymlicka, Will. 1995. Multicultural Citizenship: A Liberal Theory of Minority Rights. Oxford: Clarendon.

·

Mill, John Stuart. 1859. On Liberty. Currin V. Shields (ed.). New York: Macmillan 1986.
· Rawls, John. 1971. A Theory of Justice. Cambridge, MA: Harvard University Press.
· Rawls, John. 1993. Political Liberalism. New York: Columbia University Press.
· Taylor, Charles. 1991. The Ethics of Authenticity. Cambridge, MA: Harvard University Press.



เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม
 

·

Berlin, Isaiah. 1969. Two Concepts of Liberty. In Four Essays on Liberty. Oxford: Oxford University Press. (งานคลาสสิกเรื่องความแตกต่างระหว่างเสรีภาพเชิงยืนยันกับเสรีภาพเชิงปฏิเสธ)

·

Christman, John. (ed.). 1989 The Inner Citadel: Essays on Individual Autonomy. Oxford: Oxford University Press. (หนังสือรวมข้อเขียนร่วมสมัยเกี่ยวกับประเด็นถกเถียงเรื่องความเป็นผู้กำหนดตนเองในระดับบุคคล เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการค้นคว้าเพิ่มเติม ข้อเขียนที่น่าสนใจก็เช่น งานของ Joel Feinberg ที่เสนอข้อวิเคราะห์ที่ชัดเจนเรื่องความหมายต่างๆ ของ ความเป็นผู้กำหนดตนเอง’)

·

Dworkin, Gerald. 1988. The Theory and Practice of Autonomy. Cambridge: Cambridge University Press. (ว่าด้วยธรรมชาติและคุณค่าของความเป็นผู้กำหนดตนเอง)

·

Korsgaard, Christine. 1996. Creating the Kingdom of Ends. Cambridge: Cambridge University Press. (รวมบทความว่าด้วยทฤษฎีทางศีลธรรมของคานต์และทฤษฎีทางศีลธรรมร่วมสมัย ซึ่งเกี่ยวข้องกับแนวคิดเรื่องความเป็นผู้กำหนดตนเองในหลายๆ แง่มุม)

·

Miller, David. (ed.) 1991. Liberty. Oxford: Oxford University Press. (รวมข้อเขียนเกี่ยวกับเสรีภาพ หลายชิ้นเกี่ยวข้องกับมโนทัศน์เรื่องความเป็นผู้กำหนดตนเอง)

·

Rawls, John. 1971. A Theory of Justice. Cambridge, MA: Harvard University Press. (งานจริยศาสตร์และปรัชญาการเมืองระดับคลาสสิก ข้อเสนอสำคัญคือ หลักการว่าด้วยความยุติธรรมนั้นเป็นผลมาจากการตัดสินใจเลือกอย่างมีเหตุผลของบุคคลผู้มีความสามารถกำหนดตนเองได้)

·

Rawls, John. 1993. Political Liberalism. New York: Columbia University Press. (ใน Lecture II เป็นข้ออภิปรายเกี่ยวกับบทบาทของความเป็นผู้กำหนดตนเองในทฤษฎีว่าด้วยความยุติธรรม)

·

Schneewind, J.B. 1993. Modern Moral Philosophy: From Beginning to End? In P. Cook (ed.). Philosophical Imagination and Cultural Memory. Durham, NC: Duke University Press. (ให้ภาพรวมกว้างๆ เกี่ยวกับประวัติของจริยศาสตร์สมัยใหม่ โดยเน้นให้เห็นว่ามโนทัศน์เรื่องความเป็นผู้กำหนดตนเองนั้นถือเป็นมโนทัศน์หลักมโนทัศน์หนึ่ง)


 

หน้าแรก | เกี่ยวกับเรา | เชื่อมโยง | ติดต่อเรา


 


สารานุกรมปรัชญาออนไลน์ฉบับสังเขป
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สนับสนุนโครงการ