|
1. บทนำ
‘ความเป็นผู้กำหนดตนเอง’
เป็นมโนทัศน์ที่อยู่ในความสนใจของทั้งวิชาจริยศาสตร์
ปรัชญาการเมือง
และผู้ที่สนใจปัญหาเรื่องความเป็นอิสระของเจตจำนง (freedom
of the will)
รวมถึงผู้ที่สนใจประเด็นทางปรัชญาอื่นๆ
มโนทัศน์ดังกล่าวมีบทบาทอยู่หลายบทบาท
ทั้งในการอธิบายว่าอะไรคือการกระทำ (action)
‘บุคคล’
คืออะไร พันธะทางศีลธรรม (moral obligation)
เกิดขึ้นได้อย่างไร
รวมทั้งความหมายของความรับผิดชอบทางศีลธรรม (moral
responsibility)
การแสดงเหตุผลสนับสนุนนโยบายทางการเมือง
และบทบาทที่มีอยู่ในทฤษฎีการเมืองแนวต่างๆ นอกจากนี้
มโนทัศน์นี้ยังมีส่วนสำคัญในแนวคิดเรื่องเหตุผลเชิงปฏิบัติ
(practical reason) ของอิมมานูเอ็ล
คานต์ (Immanuel Kant) แนวคิดเรื่องการปกป้องสิทธิของบุคคลจากการแทรกแซงแบบต่างๆ
แนวคิดเรื่องการศึกษาแบบเสรีนิยม (liberal
education)
ตลอดจนมีบทบาทกับนักคิดกลุ่มสตรีนิยม (feminism)
ในแง่มุมต่างๆ
เข้าใจกันว่ามโนทัศน์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการเป็นผู้ปกครอง
เป็นเจ้าของ การออกกฎหรือคำสั่งให้กับตนเอง (รากของคำว่า
‘autonomy’ คือคำในภาษากรีกว่า
autos ซึ่งแปลว่า ‘ตนเอง’
กับคำว่า nomos
ซึ่งแปลว่า ‘กฎ’)
จึงถูกมองว่าต้องเกี่ยวกับเรื่องความเป็นอิสระอย่างเลี่ยงไม่ได้
กระนั้นรายละเอียดความเกี่ยวพันกันของสองเรื่องดังกล่าวก็อาจมีความซับซ้อนมากกว่าที่เข้าใจกัน
สารานุกรมนี้จะได้นำประเด็นที่เกริ่นไปบางประเด็นกลับมาพิจารณาให้ละเอียดขึ้นในส่วนต่อๆ
ไป แต่ก่อนอื่นจะขอปูพื้นความเข้าใจเกี่ยวกับมโนทัศน์
‘ความเป็นผู้กำหนดตนเอง’
ไว้ในบทนำนี้เป็นบางส่วนก่อน ดังนี้
คำว่า
‘autonomy’ มีความหมายตรงกันข้ามกับคำว่า
‘heteronomy’ (คำว่า
heteros ในภาษากรีกแปลว่า ‘ผู้อื่น’
หรือ ‘other’)
คำหลังหมายความอย่างกว้างๆ
ถึงการที่บุคคลหนึ่งตกอยู่ภายใต้การกฎหรืออานัติของคนอื่น
ดังนั้นจึงไม่ได้กระทำอะไรอย่างเป็นอิสระจริงๆ
นั่นหมายความว่ามโนทัศน์ ‘ความเป็นผู้กำหนดตนเอง’
ดังกล่าวนี้มีความสัมพันธ์เป็นอย่างมากกับมโนทัศน์เรื่อง
‘อิสรภาพ’ (freedom)
ซึ่งต่อไปจะได้เห็นว่ามีบางคนที่เข้าใจว่าที่จริงแล้วทั้งสองมโนทัศน์ดังกล่าวเป็นมโนทัศน์เดียวกัน
แต่ก่อนอื่น
จะได้ขอให้ข้อสังเกตบางประการเพื่อให้มโนทัศน์ ‘ความเป็นผู้กำหนดตนเอง’
ชัดเจนยิ่งขึ้น
และเป็นพื้นฐานให้กับส่วนต่อๆไป ดังนี้
ก. เมื่อเปรียบเทียบกับมโนทัศน์อื่นๆแล้ว มโนทัศน์
‘ความเป็นผู้กำหนดตนเอง’
เพิ่งจะมีฐานะเป็นมโนทัศน์หลักอันหนึ่งในจริยศาสตร์และปรัชญาการเมืองมาไม่นานนัก
คือเริ่มขึ้นในสมัยทางความคิดที่ ‘มนุษย์’
ถูกให้ความสำคัญในฐานะเป็นศูนย์กลางของการแสวงหาความรู้และแสวงหาหลักในการปกครอง
ที่เรียกว่า ‘ยุคภูมิธรรม’
หรือ ‘ยุคแสงสว่างทางปัญญา’
(the Enlightenment) ในคริสต์ศตวรรษที่
18
ในแง่นี้มโนทัศน์ดังกล่าวนี้จึงอาจถือเป็นผลผลิตที่สำคัญของสภาพการณ์ทางความคิดอันซับซ้อนที่เรียกว่า
‘สภาวะแบบสมัยใหม่’
(modernity)
ข.
‘ความเป็นผู้กำหนดตนเอง’
เมื่อพิจารณาเชื่อมโยงกับเรื่องอิสรภาพแล้ว
ดูจะมีฐานะเป็นคุณค่าสำคัญ (value)
ที่พึงปรารถนาอย่างไม่อาจปฏิเสธได้
เนื่องจากการปฏิเสธมันดูเหมือนจะทำให้เราต้องยอมรับสภาวะที่ตรงกันข้าม
คือ สภาวะของการไร้อิสรภาพ ความจำยอม
หรือการตกอยู่ใต้การข่มเหง (oppression)
ไปด้วยในตัว
(ต่อไปเราจะได้เห็นว่าประเด็นนี้อาจมีผู้เห็นต่างออกไปอยู่พอสมควร)
ค. มโนทัศน์
‘ความเป็นผู้กำหนดตนเอง’
ที่มีบทบาทอยู่ในข้อถกเถียงทางปรัชญาต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นในทางจริยศาสตร์หรือปรัชญาการเมือง
นั้นมีความแตกต่างกันอยู่อย่างหลากหลาย
ซึ่งสามารถแยกให้เห็นอย่างกว้างๆ ได้เป็นสองแบบ ดังนี้
(1) ‘ความเป็นผู้กำหนดตนเองเชิงศีลธรรม’
(moral autonomy)
โดยทั่วไปแล้วหมายถึงความสามารถที่จะออกกฎทางศีลธรรมที่เป็นสากล
(objective moral law)
ให้กับตนเอง ซึ่งอิมมานูเอ็ล คานต์จะถือว่าสิ่งนี้เป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของศีลธรรม
(2) ‘การเป็นผู้กำหนดตนเองส่วนบุคคล’
(personal autonomy)
หมายถึงคุณลักษณะซึ่งบุคคลได้แสดงออกมาในมิติต่างๆของชีวิต
อันสะท้อนถึงการเป็นผู้กำกับการตัดสินใจต่างๆของตัวเอง
นอกเหนือจากการตัดสินใจทางศีลธรรม
ง.
‘การเป็นผู้กำหนดตัวเองส่วนบุคคล’
ในข้อ ค. นั้นอาจถือว่าเป็นคนละสิ่งกับ
‘อิสรภาพ’ (freedom)
ได้ ในแง่ที่ว่า
อิสรภาพนั้นคือความสามารถของบุคลที่จะกระตามความปรารถนาของตน
โดยไม่มีอุปสรรคจากทั้งภายนอกและภายใน (ใจ)
มาเหนี่ยวรั้งให้กระทำไม่สำเร็จ ในทางตรงกันข้าม
‘การเป็นผู้กำหนดตนเอง’
นั้นจะเกี่ยวข้องกับความเป็นอิสระและ
‘ความเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง’
(authenticity) ของความปรารถนา (desire)
ต่างๆ ที่ผลักดันให้บุคคลกระทำ
บางคนบอกว่าสองมโนทัศน์นั้นต่างกันในแง่ที่ว่าอิสรภาพนั้นเป็นเรื่องของการกระทำแต่ละการกระทำ
ส่วนความเป็นผู้กำหนดตนเองนั้นอยู่ในระดับที่กว้างกว่า
คือระดับสภาวะของบุคคล (state of a person)
ผู้เป็นเจ้าของการกระทำ บางคนก็บอกว่า
‘ความเป็นผู้กำหนดตนเอง’
นั้นคลุมได้ทั้งสองระดับดังกล่าว เช่น
เราอาจเข้าใจคนที่ติดบุหรี่ได้ว่า
ถ้าพิจารณาอย่างกว้างแล้ว เขาเป็น ‘บุคคลที่มีความเป็นผู้กำหนดตนเอง’
(autonomous person)
แต่หากพิจารณาเฉพาะในบางแง่ของชีวิตแล้ว
การติดบุหรี่ทำให้เขาได้สูญเสียความเป็นผู้กำหนดตนเองไปในบางส่วน
โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการควบคุมพฤติกรรมของเขาเองต่อบุหรี่
จ. นอกจากนั้นบางคนอาจแยกสิ่งที่เรียกว่า
‘ความเป็นผู้กำหนดตนเองพื้นฐาน’
(basic autonomy)
ออกจาก ‘ความเป็นผู้กำหนดตนเองในอุดมคติ’
(ideal autonomy) โดย ‘ความเป็นผู้กำหนดตนเอง’
อย่างแรกนั้นเป็นสิ่งที่ควรจะถือว่าผู้ใหญ่ที่มีสัมปชัญญะเป็นปกติและไม่ได้ตกอยู่ภายใต้การบังคับข่มขู่ใดๆนั้นมีกันอยู่ทุกคน
ส่วนอย่างหลังนั้นถือเป็นเป้าหมายซึ่งมนุษย์ทุกคนควรมุ่งหวังที่จะไปให้ถึง
อันอาจเรียกได้ว่าเป็นสภาวะที่ของการเป็นอิสระอย่างแท้จริง
มีเพียงบางคนเท่านั้นที่ได้ไปถึงสภาวะดังกล่าวแล้ว
บทบาทสำคัญที่มโนทัศน์ ‘ความเป็นผู้กำหนดตัวเองพื้นฐาน’
ข้างต้นก็คือ
บทบาทในการเป็นพื้นฐานให้อ้างได้ว่าโดยทั่วไปแล้วทุกคนควรมีความรับผิดชอบในทางศีลธรรมและในทางกฎหมาย
และมีสถานภาพของการเป็นสมาชิกของสังคมการเมืองเท่าๆกัน
นอกจากนั้นยังควรได้รับการปกป้องจากการแทรกแซงการตัดสินใจในบางลักษณะ
กล่าวคือควรจะได้รับความเคารพในความสามารถตัดสินใจเลือกกระทำที่ตัวเขาเองมีอยู่
2.
ความหมายต่างๆ ของ
‘ความเป็นผู้กำหนดตนเอง’
จากการที่มโนทัศน์
‘ความเป็นผู้กำหนดตนเอง’
ถูกใช้อยู่ในบริบทต่างๆอย่างหลากหลายดังที่ได้กล่าวไป
ทำให้ความหมายของ ‘ความเป็นผู้กำหนดตนเอง’
ในบริบทเหล่านั้นมีความแตกต่างจากกันไปด้วยไม่มากก็น้อย
โจเอ็ล ไฟน์เบิร์ก (Joel Feinberg, 1989)
เห็นว่าในแง่ที่เกี่ยวกับจริยศาสตร์และปรัชญาการเมืองแล้ว
‘ความเป็นผู้กำหนดตนเอง’
นั้นมีความหมายแบ่งได้อย่างน้อยเป็น 4 แบบ
คือ 1) เป็นความสามารถในการปกครองตนเอง (the
capacity to govern oneself) 2) เป็นสถาวะของการปกครองตนเองที่เกิดขึ้นจริง
(the actual condition of self government) 3)
เป็นอุดมคติหนึ่งของบุคคล (a
personal ideal) และ 4)
เป็นสิทธิจำนวนหนึ่งซึ่งแสดงถึงการเป็นเจ้าชีวิตของตนเอง (a
set of rights expressive of one’s sovereignty over
oneself) จะเห็นได้ว่าความหมายทั้ง 4
แบบต่างก็ทำให้ความคิดกว้างๆ ในเรื่อง ‘การเป็นผู้ปกครองตนเอง’
(self-rule)
นั้นเป็นที่เข้าใจชัดขึ้น
ความคิดเรื่องการเป็นผู้ปกครองตนเองนั้นมีองค์ประกอบอยู่ 2
ส่วนด้วยกันคือ (1)
การใคร่ครวญตัดสินใจเลือกของบุคคลหนึ่งนั้นเป็นอิสระจากการควบคุมจัดการ
(manipulation) ของบุคคลอื่น กับ
(2) ความสามารถที่จะปกครองตนเอง
หัวใจของมโนทัศน์นี้อยู่ที่องค์ประกอบส่วนที่สอง
(เพราะจะเข้าใจว่ามีองค์ประกอบส่วนที่สองได้นั้น
จะต้องเข้าใจว่ามีองค์ประกอบแรกอยู่ก่อนแล้ว)
บุคคลใดจะปกครองตนเองได้
บุคคลนั้นต้องอยู่ในฐานะที่จะกระทำบางอย่างได้ด้วยความสามารถของตนเองและด้วยความปรารถนาที่เข้าใจได้ว่าเป็นของเขาเอง
ความเข้าใจดังกล่าวนี้ทำให้มีผู้เสนอเงื่อนไขในการพิจารณาว่าคนคนหนึ่งเป็นผู้กำหนดตนเองหรือไม่ไว้
2 เงื่อนไขด้วยกัน เงื่อนไขแรกเรียกว่า ‘เงื่อนไขเรื่องความสามารถ’
(competency conditions)
ซึ่งจะประกอบไปด้วยเงื่อนไขเกี่ยวกับการคิดได้อย่างมีเหตุมีผล
การควบคุมตนเองได้ การไม่เจ็บป่วยจนไร้ความสามารถ
การที่ไม่ได้กำลังหลอกตนเองอยู่ เป็นต้น
ส่วนเงื่อนไขที่สองเรียกว่า ‘เงื่อนไขเรื่องความเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง’
(authenticity conditions)
อันได้แก่บรรดาความสามารถของบุคคลในการคิดทบทวนและเลือกความปรารถนาตลอดจนคุณค่าต่างๆ
ของตน
การตีความความสามารถดังกล่าวซึ่งเป็นที่ยอมรับกันมากที่สุด
มองความสามารถดังกล่าวเป็นความปรารถนาในระดับที่สอง (second-order
desires) (สมมตินางสาว ก.
ต้องการหนีเรียน
เธอตัดสินใจทำตามความต้องการนั้นเป็นประจำ
แต่เมื่อเธอมาทบทวนดูแล้ว
เธอคิดว่าความต้องการหนีเรียนนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดี
เธอจึงอยากจะกำจัดมันออกไปจากใจเธอ ในกรณีดังกล่าว
‘ความต้องการหนีเรียน’
เป็นความปรารถนาระดับแรก ส่วน ‘ความไม่อยากให้ตัวเองต้องการหนีเรียน’
เป็นความปรารถนาระดับที่สอง
โดยทั่วไปแล้วความต้องการระดับที่สองจะเกิดขึ้นจากการนำเอาความต้องการเดิมที่เรามีอยู่มาไตร่ตรองดูอีกครั้งหนึ่ง)
นักปรัชญาบางคนบอกว่าความปรารถนาในระดับที่สองนี้ต้องมีโครงสร้างที่แสดงถึงความเต็มใจ
(volition)
หรือไม่เต็มใจที่จะกระทำบางสิ่งตามความปรารถนาระดับแรก
กล่าวคือเป็นความปรารถนาที่จะให้ความปรารถนาต่างๆ
ของตนเป็นความปรารถนาตามเจตจำนงของตนจริงๆ
(ตนเองยินยอมพร้อมใจที่จะมีความปรารถนานั้น)
ดังนั้นจึงกล่าวได้ด้วยว่าคนที่เป็นผู้กำหนดตนเองจะต้องมี
‘ความเป็นหนึ่งเดียวกัน’
(identification)
กับความปรารถนาต่างๆ ของเขา
ถึงแม้แนวความเข้าใจนี้จะได้รับการยอมรับกันมาก
แต่ก็ถูกวิจารณ์อยู่พอสมควร
โดยเฉพาะในเรื่องความไม่ชัดเจนของ ‘ความเป็นหนึ่งเดียวกัน’
ที่พูดถึง
รวมทั้งปัญหาที่ว่าเงื่อนไขดังกล่าวจะทำให้ต้องอธิบายต่อแบบไม่สิ้นสุด
(infinite regress)
ซึ่งประเด็นนี้จะชัดเจนขึ้นในส่วนต่อๆ ไป
จะเห็นได้ว่ารูปแบบความเข้าใจนี้เน้นไปที่ความสามารถในการคิดทบทวนตนเอง
(self-reflection)
และความเป็นอิสระชนิดที่เรียกว่า ‘ความเป็นอิสระเชิงกระบวนการ’
(procedural independence) คือ
มุ่งดูที่มาที่ไปในการมีความปรารถนาของบุคคล
โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับตัวเนื้อหา (content)
ของความปรารถนาเหล่านั้น
แต่นักคิดบางคนเสนอว่ามโนทัศน์ความเป็นผู้กำหนดตนเองนี้จะต้องเน้นเรื่อง
‘ความเป็นอิสระ’
ที่ให้ความสำคัญกับเนื้อหาของความปรารถนาด้วย
คือนอกจากความเป็นอิสระเชิงกระบวนการแล้ว
เรายังควรเน้นพิจารณา ‘ความเป็นอิสระเชิงเนื้อหาสาระ’
(substantive independence) ด้วย
ตามความเข้าใจแบบนี้
ผู้ที่เรียกว่าเป็นผู้กำหนดตนเองได้นั้น
ไม่ใช่จะเลือกรับความปรารถนาหรือคุณค่าใดๆมาเป็นของตนก็ได้
เพราะมีความปรารถนาบางอย่างที่มีเนื้อหาเป็นของต้องห้ามสำหรับผู้ที่จะเรียกได้ว่าเป็น
‘ผู้กำหนดตนเอง’
จริงๆ อย่างไรก็ดี
ผู้ที่ให้ความสำคัญกับความเป็นอิสระในลักษณะนี้จะถูกมองว่ารับมโนทัศน์เรื่องความเป็นผู้กำหนดตนเองที่ถือคุณค่าเฉพาะบางอย่างเอาไว้ด้วย
ดังนั้นจึงเป็นทัศนะที่ไม่เป็นกลางในด้านคุณค่า
คือยึดถือวิถีชีวิตหรือจุดยืนทางการเมืองบางแบบว่ามีความถูกต้องเหมาะสมกว่าแบบอื่น
การเข้าใจแบบนี้บางทีถูกวิจารณ์ว่าอาจจะไปสนับสนุนนโยบายทางการเมืองแบบ
‘สมบูรณ์แบบนิยม’
(perfectionist)
หรือแนวคิดแบบ ‘ปิตานิยม’ (paternalism)
ซึ่งมีแนวโน้มที่จะไม่เคารพความเป็นผู้กำหนดตนเองของบุคคลอยู่ในที
(ประเด็นนี้จะกระจ่างขึ้นในส่วนต่อๆ ไป)
นักคิดบางคนถือเอาคำอธิบายที่เน้นเรื่องความสามารถในการคิดทบทวนตนเอง
(self-reflection)
เป็นคำอธิบายมาตรฐานของ ‘ความเป็นผู้กำหนดตนเอง’
แต่ให้ความสำคัญกับการดูประวัติความเป็นมาของบุคคลที่กำลังถูกพิจารณาอยู่ด้วย
โดยพิจารณาดูกระบวนการที่ทำให้เขามีความปรารถนาและถือคุณค่านั้นๆ
บางคนบอกว่าแนวการอธิบายแบบนี้เป็นการประนีประนอมระหว่างแนวทางการเข้าใจแบบดั้งเดิมที่เน้นความเป็นปัจเจกนิยม
(individualism)
กับแนวทางแบบปิตานิยม
โดยหันมาให้ความสำคัญกับกระบวนการในการเข้าใจตนเองจากความเป็นมาเป็นไปของชีวิตที่มีรากอยู่ในสภาพแวดล้อมหนึ่งๆ
(ประเด็นนี้จะชัดขึ้นในส่วนต่อๆ ไป)
ส่วนอีกพวกที่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับรูปแบบความเข้าใจแบบดั้งเดิม
ก็หันมาให้ความสำคัญกับความสามารถของบุคคลในการตัดสินใจอย่างมีเหตุผลที่เรียกได้ว่า
‘เป็นกลาง’
หรือ ‘เป็นวัตถุวิสัย’
(objectively)
(เป็นสากลและไม่ขึ้นกับเงื่อนไขแวดล้อม)
การที่บุคคลใช้เหตุผลในลักษณะนี้ด้วยนั้นสำคัญกว่าข้อพิจารณาเรื่องความเป็นหนึ่งเดียวกับความปรารถนาของตน
(ซึ่งได้เคยเกริ่นถึงไปแล้ว)
ปัญหาการอธิบายมโนทัศน์
‘ความเป็นผู้กำหนดตนเอง’
ที่พูดถึงความสามารถในการตรวจสอบประเมินความปรารถนาในระดับแรกได้ยังอยู่ที่ว่า
ทำไมเราจึงให้น้ำหนักกับความปรารถนาระดับที่สองว่าเป็นเครื่องแสดงถึงความเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง
(authenticity)
มากกว่าความปรารถนาในระดับแรก
เป็นไปได้ไหมว่าบุคคลอาจจะตกอยู่ใต้การกดขี่หรือถูกควบคุมจัดการ
จนทำให้การตัดสินใจที่เกิดจากการทบทวนตนเองในระดับที่สองนั้นไม่ได้เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริงมากไปกว่าการตัดสินใจในระดับแรก
ในทางตรงกันข้าม การตัดสินใจในระดับที่สูงกว่านั้นจริงๆ
แล้วอาจเป็นเพียงแค่การหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง (rationalization)
หรือที่จริงเป็นเพียงการหลอกตัวเอง (self-deception)
มากกว่าจะเป็นสิ่งที่แสดงตัวตนอันแท้จริงของบุคคลนั้น
และนี่เองที่ทำให้เกิดปัญหาเรื่องการอธิบายที่ไม่สิ้นสุด (infinite
regress) ขึ้น
กล่าวคือเราสามารถที่เรียกร้องให้ทดสอบความเป็นตัวของตัวเองของการตัดสินใจระดับที่สอง
(หรือสาม หรือสี่) ของบุคคลหนึ่งได้ต่อไปเรื่อยๆ
แบบเดียวกับที่ทำกับความปรารถนาระดับแรก
แต่กระนั้นก็ไม่อาจแน่ใจได้ว่าเมื่อไหร่กันที่คำตอบที่เราได้นั้นจะยืนยันถึงความเป็นผู้กำหนดตนเองได้จริงๆ
นักคิดหลายคนพยายามจะหาทางออกให้กับปัญหาที่ว่านี้ด้วยการเสนอเงื่อนไขเพื่อพิจารณาเพิ่มเข้าไปอีก
ซึ่งโดยมากมักจะเป็นเงื่อนไขเกี่ยวกับวิถีทางหรือลักษณะของการทบทวนตรวจสอบความปรารถนาที่บุคคลต้องกระทำ
เช่น ต้องปลอดจากปัจจัยต่างๆ
ที่จะมาทำให้การตัดสินใจนั้นไม่เป็นตัวของตัวเอง
หรือต้องเป็นการตัดสินใจอันมีที่มาที่ไปในเชิงสาเหตุที่เหมาะสม
เป็นต้น
3.
ความเป็นผู้กำหนดตนเองที่มีบทบาทอยู่ในจริยศาสตร์
3.1
ความเป็นผู้กำหนดตนเองตามแนวคิดของคานต์
มโนทัศน์ความเป็นผู้กำหนดตนเองมีบทบาทสำคัญในทางจริยศาสตร์อยู่สองด้านด้วยกัน
คือ ก) เป็นตัวแบบของผู้มีพันธะทางศีลธรรม (a
model of moral person) กับ ข)
เป็นคุณสมบัติสำคัญของบุคคลอันทำให้บุคคลอื่นต้องมีพันธะทางศีลธรรมต่อเขา
อิมมานูเอ็ล คานต์ (Immanuel Kant)
เห็นว่าทั้งสองบทบาทดังกล่าวนั้นมีความสัมพันธ์ในทางตรรกะต่อกัน
คานต์ถือว่าบุคคลแต่ละคนควรเป็นผู้วางกฎเกณฑ์ทางศีลธรรมที่เป็นสากลเพื่อบังคับใช้กับตนเอง
(self-imposition of universal moral law)
โดยเขาเห็นว่าความสามารถที่บุคคลจะใช้เหตุผลเลือกกระทำด้วยตนเอง
ที่เรียกว่า ‘เหตุผลเชิงปฏิบัติ’
(practical reason) นั้น
สะท้อนว่ามนุษย์แต่ละคนเป็นอิสระ (free) การเป็นอิสระของมนุษย์นั้นหมายความว่ามนุษย์สามารถเลือกกระทำได้โดยไม่ขึ้นกับอะไรอื่นนอกจากเจตจำนงของเราเอง
ถ้าหากมนุษย์จะทำตามกฎใดอย่างเป็นอิสระจริงๆ ได้
กฎนั้นจึงต้องเป็นกฎที่ตัวของมนุษย์เองเป็นผู้กำหนด
และการเป็นผู้กำหนดกฎศีลธรรมมาบังคับใช้กับตนเองนี้เองที่คานต์ถือว่าเป็นความหมายของ
‘ความเป็นผู้กำหนดตนเอง’
ตามแนวคิดทางศีลธรรมของคานต์แล้ว
ศีลธรรมเป็นเรื่องของการทำตามกฎ อะไรจะเรียกว่า
‘กฎ’
ได้จะต้องถูกบังคับใช้อย่างเป็นสากล
มีความแน่นอนตายตัวอย่างไม่มีเงื่อนไข หรือที่คานต์เรียกว่าเป็น
‘คำสั่งเด็ดขาด’ (categorical
Imperative)
หมายความว่ากฎดังกล่าวจะมีฐานอยู่บนความรู้สึกและความปรารถนาส่วนตัวของเราไม่ได้เป็นอันขาด
กระนั้นก็ดี ในขณะที่เราต้องทำตามกฎศีลธรรม
เราแต่ละคนก็สามารถเป็นผู้กำหนดตนเองได้ด้วยในขณะเดียวกัน
ถ้าหากกฎที่เราทำตามนั้นแท้จริงแล้วก็คือกฎที่เราเป็นผู้กำหนด
ในที่นี้จะขออธิบายว่าเหตุใดเราจึงสามารถเข้าใจไปในแบบนั้นได้
โดยยกตัวอย่างอิงกับแนวอธิบายของคานต์ดังนี้
ในขณะที่เรากระทำอะไรก็ตาม
เราจะต้องมีหลักคิดที่เราใช้ในการตัดสินใจกระทำ (maxim)
เสมอ ที่ น.ส. ก้อย
ตัดสินใจเข้าชั้นเรียนสาย อาจจะเป็นเพราะเธอคิดว่า
“ไม่เป็นไร ฉันจะทำอย่างที่ฉันอยากทำ”
ในเมื่อตอนนั้นเธออยากเข้าชั้นเรียนสาย
เธอจึงตัดสินใจทำตามหลักคิดดังกล่าว คือ เข้าชั้นเรียนสาย
หรืออาจเป็นไปได้ว่าที่เธอตัดสินใจเช่นนั้นก็เพราะเธอมีหลักคิดว่า
“หากต้องเลือกระหว่างการเสียสุขภาพจากการนอนหลับไม่พอกับการเข้าชั้นเรียนได้ทันเวลาแล้ว
ฉันจะเลือกนอนหลับให้พอก่อนเสมอ”
ในเมื่อคืนก่อนหน้านั้นเธอนอนดึก
เธอจึงตัดสินใจตื่นสายและเข้าชั้นเรียนช้ากว่าปรกติ
สำหรับคานต์แล้ว เราจะเรียกอะไรว่ากฎได้
สิ่งนั้นต้องถูกบังคับใช้อย่างเป็นสากล
กฎศีลธรรมก็ต้องเป็นสากลด้วย
และกฎสากลที่เราเองเป็นผู้กำหนดก็คือกฎสากลที่สอดคล้องกับหลักคิดในการตัดสินใจกระทำที่เราเองมีอยู่
การกระทำตามหลักคิดของเราเองจะชอบด้วยเหตุผลก็ต่อเมื่อหลักคิดดังกล่าวของเราสามารถมีฐานะเป็นกฎที่สามารถสั่งให้เราทำอะไรได้ด้วย
คานต์เห็นว่าการที่เราทำตามหลักคิดของเราเองโดยที่หลักคิดดังกล่าวไม่สามารถจะถูกใช้บังคับอย่างเป็นสากลได้นั้น
เท่ากับเราเลือกกระทำตามแรงโน้มหรือแรงจูงใจ (incentive)
บางอย่าง
แรงโน้มดังกล่าวจูงใจให้เรากระทำ
เมื่อเราอยู่ในสภาวะเช่นนั้นเราไม่ได้มีความเป็นอิสระหรือเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง
ผู้เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริงต้อง บังคับ หรือ
กำหนด การกระทำของตนได้ เขาต้องออก กฎ หรือ
กติกา ให้กับตนเอง ในเมื่อกฎจะต้องมีความเป็นสากล
การกำหนดตนเองได้จึงหมายถึงการตัดสินใจเลือกกระทำตามหลักคิดที่เป็นสากล
คานต์เสนอให้เราทำตามกฎศีลธรรมอันเป็นสากลเท่านั้นวิธีหนึ่งในการตรวจสอบว่าเรากำลังทำตามกฎศีลธรรมอันเป็นสากลอยู่หรือไม่ก็คือให้ดูว่า
เวลาที่เราจะตัดสินใจกระทำอะไรนั้น เราสามารถที่จะจงใจ
(หรือปรารถนา) ให้หลักคิดที่เราใช้ตัดสินใจกระทำมีฐานะ
(หรือ กลาย)
เป็นกฎสากลที่ทุกคนต้องทำตามไปด้วยในขณะเดียวกันได้หรือไม่
หากเราสามารถจงใจให้เป็นเช่นนั้นได้
ก็ทำกับเรากระทำตามกฎอยู่
แต่กฎดังกล่าวนั้นแท้จริงแล้วก็เป็นสิ่งที่ตัวเราเองเป็นผู้กำหนดด้วยในขณะเดียวกัน
ตัวอย่างพื้นฐานอันหนึ่งซึ่งคานต์ยกขึ้นมาแสดงก็คือการตัดสินใจยืมเงินคนอื่นทั้งๆ
ที่รู้ว่าไม่สามารถจะใช้คืนได้
โดยเขาชี้ให้เห็นว่าการกระทำดังกล่าวไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการกระทำที่ถูกศีลธรรมหรือเป็นไปตามกฎสากล
(ดังนั้นผู้กระทำจึงไม่ได้เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง)
เนื่องจากผู้ที่จะกระทำเช่นนั้นต้องมีหลักคิดในใจว่า
“ฉันสามารถยืมเงินคนอื่นโดยไม่ต้องใช้คืนได้”
หรือ “ฉันจะไม่คืนเงินที่ฉันยืมใครไป”
ในกรณีดังกล่าว
ผู้กระทำไม่อาจจะจงใจให้หลักคิดดังกล่าวกลายเป็นกฎสากลที่ว่า
“ทุกคนที่ยืมเงินผู้อื่นไม่จำเป็นต้องคืนเงินที่ยืมไป”
ได้ในขณะที่เขาตัดสินใจยืมเงินผู้อื่น
เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น
ผู้ที่ถูกยืมเงินก็จะต้องเข้าใจเช่นกันว่าผู้ยืมจะไม่คืนเงินที่ยืมไป
เมื่อเป็นเช่นนั้นก็จะไม่มีใครให้เงินใครยืม
พูดอีกนัยหนึ่ง ‘การยืมเงิน’
ไม่ได้มีความหมายอะไรจริงๆ
และไม่อาจจะกระทำได้
ดังนั้นคนที่คิดจะยืมเงินใครโดยจะไม่คืนเงินที่ยืมไป
ถ้าหากเขาอยากจะได้เงินจริงๆ แล้ว
ย่อมไม่สามารถจงใจให้หลักคิดของตนมีฐานะเป็นกฎสากลไปด้วยได้ในขณะเดียวกัน
กล่าวคือ
เขาย่อมไม่อยากหรือปรารถนาให้ผู้อื่นเข้าใจด้วยว่าหลักคิดดังกล่าวเป็นหลักคิดที่เขาและทุกๆ
คนถืออยู่เหมือนกัน
ความปรารถนาเช่นนั้นเป็นความปรารถนาที่ผู้มีสติดีไม่อาจมีได้
มันเป็นความปรารถนาของผู้ที่รู้อยู่ว่าจะไม่มีวันได้สิ่งที่ตนปรารถนา
เป็นความปรารถนาที่ขัดแย้งในตัวเอง
คนที่ตัดสินใจทำตามความปรารถนาเช่นนั้นไม่ใช่คนที่ตัดสินใจอย่างเป็นตัวของตัวเอง
หากแต่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของแรงโน้มต่างๆ
ซึ่งอาจจะเป็นความเห็นแก่ตัว ผลประโยชน์ หรือ
ความเชื่อบางอย่างที่ฝังหัวอยู่
ผู้เห็นด้วยกับคานต์หลายคนคิดว่าความสามารถของมนุษย์ในการเลือกกระทำตามกฎสากลอย่างเป็นอิสระจากแรงโน้มในลักษณะดังกล่าว
เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ทุกคนมีค่าทางศีลธรรม (moral
value) อันควรเคารพ
ศักยภาพดังกล่าวมาจากการที่มนุษย์ทุกคนนั้นมีความสามารถในการใช้เหตุผลเชิงปฏิบัติ
คนที่เป็นผู้กำหนดตนเองจริงๆ
คือคนที่ตระหนักในศักยภาพแห่งการกระทำและรับผิดชอบต่อการกระทำของเขา
และมนุษย์ทุกคนมีพันธะที่จะต้องเคารพต่อคุณค่าที่ตนเองมีอยู่ในลักษณะดังกล่าวนี้ด้วย
คือมนุษย์ทุกคนจะต้องพยายามไปให้ถึงซึ่งสถานภาพของการเป็นผู้กำหนดตนเองให้ได้
ด้วยเหตุนี้จึงกล่าวโดยรวมได้ว่า ตามทัศนะของค้านต์แล้ว
‘ความเป็นผู้กำหนดตนเอง’
มีฐานะเป็นทั้งตัวแบบทางศีลธรรมซึ่งเป็นเป้าหมายของการใช้เหตุผลเชิงปฏิบัติ
และเป็นทั้งคุณสมบัติอันมีอยู่ในตัวของบุคคลอื่นซึ่งเราต้องให้การเคารพ
นักคิดที่เดินตามแนวทางแบบของคานต์ในรุ่นหลังบางคนได้ขยายความเข้าใจเรื่องแหล่งที่มาของคุณค่าทางศีลธรรมอันเกิดจากความเป็นผู้กำหนดตนเองออกไปให้กว้างขวางยิ่งขึ้น
เช่น คริสทีน คอร์สการ์ด (Kristine
Korsgaard, 1996)
เห็นว่าความเป็นผู้กำหนดตนเองนั้นไม่ได้เป็นเพียงพื้นฐานที่ทำให้เราต้องมีพันธะทางศีลธรรม
(moral obligation) เท่านั้น
แต่ยังเป็นพื้นฐานของพันธะที่เกิดขึ้นในระบบที่เป็นบรรทัดฐาน
(ระบบของกติกา/กฎเกณฑ์) ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นทางสังคม
ทางกฎหมาย หรือกฎเกณฑ์ในความสัมพันธ์ส่วนบุคคล
โดยเธอได้ให้ความสำคัญกับมโนทัศน์ที่เรียกว่า ‘อัตลักษณ์เชิงปฏิบัติ’
(practical identity)
หรือความเข้าใจในสถานภาพของตัวเราในขณะที่เราตัดสินใจกระทำอะไรลงไปจากการนำข้อคำนึงเรื่องคุณค่าต่างๆ
มาพิจารณา สิ่งที่เธอเห็นต่างไปจากคานต์ก็คือ อัตลักษณ์ดังกล่าวที่แต่ละคนมีนั้น
อาจจะมีได้ไม่เหมือนกัน ถึงแม้อัตลักษณ์ส่วนใหญ่ที่เรามีอยู่จะเกี่ยวกับศีลธรรม
แต่ก็มีอัตลักษณ์เชิงปฏิบัติในมิติอื่นๆ
ที่ไม่ใช่เรื่องศีลธรรมด้วย เราอาจจะเข้าใจอย่างคร่าวๆ
ได้ว่า ตามความคิดของคอร์สการ์ดแล้ว ‘ความเป็นผู้กำหนดตนเอง’
เป็นพื้นฐานของพันธะทุกชนิด
ในแง่ที่ว่ามันเป็นความสามารถที่เราทุกคนมีอยู่ในตนเอง
ในอันที่จะกำหนดยืนยันกับตัวเราเองว่าเรามีพันธะที่จะต้องปฏิบัติหรือกระทำบางอย่าง
ไม่ว่าการกระทำนั้นจะเกี่ยวกับศีลธรรมหรือไม่ก็ตาม
3.1.1
ข้อวิจารณ์ที่มีต่อความเข้าใจเรื่องความเป็นผู้กำหนดตนเองตามแนวคิดของคานต์
ต่อไปจะกล่าวถึงข้อวิจารณ์ใหญ่ๆ
สองข้อที่มีต่อแนวคิดทางศีลธรรมที่มีฐานอยู่บนความเข้าใจเรื่องความเป็นผู้กำหนดตนเองแบบคานต์
โดยข้อวิจารณ์ทั้งสองจะเกี่ยวโยงไปถึงประเด็นเรื่องฐานะและบทบาทของมโนทัศน์
‘ความเป็นผู้กำหนดตนเอง’
ในทางปรัชญาสังคมและการเมืองซึ่งจะได้พูดถึงต่อไปด้วย
ข้อวิจารณ์แรกมองเห็นปัญหาของการเข้าใจว่าฐานของพันธะทางศีลธรรมของมนุษย์นั้นอยู่ที่ความสามารถในการรับรู้เข้าใจ
(cognitive
ability) หรือเป็นเรื่องของเหตุผลล้วนๆ
แทนที่จะอยู่ที่อารมณ์และความรู้สึก
โดยวิจารณ์ว่าแนวทางการเข้าใจศีลธรรมแบบคานต์นั้นไม่เปิดโอกาสให้การตอบสนองทางศีลธรรมนั้นมีฐานอยู่บนอารมณ์ความรู้สึก
ทั้งๆ ที่ในหลายสถานการณ์
การตอบสนองเชิงอารมณ์ความรู้สึกดูจะเป็นสิ่งที่ผู้มีศีลธรรมควรถูกเรียกร้องให้แสดงออกมามากกว่า
เช่น
พันธะของบุพการีที่ต้องมีต่อบุตรไม่ได้มีอยู่แต่ในรูปของการกระทำเท่านั้น
แต่จะต้องมีอยู่ในรูปของอารมณ์ความรู้สึกที่กำกับการกระทำดังกล่าวอยู่ด้วย
คือไม่ใช่สักแต่ว่าทำบางอย่างออกมา
แต่ต้องทำออกมาจากความห่วงหาอาทรด้วย การที่คานต์มองว่าพันธะทางศีลธรรมเกิดจากความเข้าใจเรื่องความเป็นผู้กำหนดตนเอง
และเข้าใจว่าความเป็นผู้กำหนดตนเองเป็นเรื่องของการรับรู้เข้าใจเชิงเหตุผลล้วนๆ
(ไม่เกี่ยวกับอารมณ์ ความรู้สึก
และความปรารถนาส่วนบุคคลใดๆ) ทำให้คานต์ไม่เปิดโอกาสให้พันธะทางศีลธรรมนั้นเกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึก
ซึ่งในหลายกรณีแล้วเราคิดว่าน่าจะเกี่ยวข้องด้วย
ปัญหาดังกล่าวดูเหมือนจะมีฐานมาจากการที่คานต์เข้าใจสถานภาพของบุคคลซึ่งมีศักยภาพที่จะมอบพันธะให้กับตนเองไปในแง่หนึ่ง
แทนที่จะเป็นอีกแง่หนึ่งซึ่งเป็นไปได้เช่นกัน กล่าวคือ
การที่เรายอมรับและเคารพความสามารถในการเลือกกระทำของบุคคล
ไม่ได้บังคับให้เราต้องเข้าใจ
‘ตัวตน’ (self)
ของบุคคลผู้นั้นในฐานะเป็น ‘ผู้รับรู้เข้าใจ’
(ด้วยเหตุผล)
ล้วนๆ
หรือเป็นเพียงบุคคลผู้กำลังไตร่ตรองตามเหตุผลเชิงปฏิบัติเท่านั้น
แต่การตัดสินใจกระทำนั้นสามารถจะเกี่ยวข้องกับอารมณ์
ความรู้สึก ความปรารถนา ความผูกพันธ์ ความรัก ความรังเกียจ
ความรู้สึกแปลกแยก และรู้สึกสะดวกใจ ทั้งหลายที่เรามีได้
เราสามารถที่จะตัดสินได้ว่าควรหรือไม่ควรมีความรู้สึกเหล่านั้น
เราสามารถที่เลือกยอมรับทางเลือกในการกระทำอย่างเต็มใจและกระตือรือร้นได้
ไม่ใช่เข้าใจอย่างเย็นชาว่ามันเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเท่านั้น
ผู้ที่โต้แย้งคานต์ในแง่ดังกล่าวไม่ได้เชื่อว่าอารมณ์ความรู้สึกกับเหตุผลนั้นเป็นคุณสมบัติสองอย่างของมนุษย์ที่จำเป็นต้องอยู่ตรงข้ามกันเหมือนที่คานต์เข้าใจ
หากแต่ทั้งคู่ล้วนมีบทบาทอยู่ในการตัดสินใจของมนุษย์
บนความเชื่อที่ว่าเป็นไปได้ที่จะมี ‘ผู้ใช้เหตุผลอย่างมีหัวใจ’
ซึ่งไม่ได้เป็นเพียง ‘ผู้สักแต่ว่าใช้เหตุผล’
กล่าวอีกนัยหนึ่ง
ผู้ที่คิดแบบนี้พยายามนำเรื่องของความรู้สึกให้เข้ามามีความสัมพันธ์กับเรื่องเหตุผลด้วย
ซึ่งตรงกันข้ามกับที่คานต์ทำ
การปฏิเสธความเข้าใจแบบคานต์ดังกล่าว
ทำให้คุณค่าของมนุษย์ที่ควรเคารพนั้นไม่ได้มีแต่ศักยภาพในการรับรู้เข้าใจเท่านั้น
แต่ยังต้องรวมถึงศักยภาพในการมีและใช้ความรู้สึกของแต่ละบุคคลด้วย
ในท้ายที่สุดแล้วความเข้าใจดังกล่าวนี้จะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนมโนทัศน์
‘ความเป็นผู้กำหนดตนเอง’
ไปด้วย กล่าวคือ
การที่เราจะตอบได้ว่าเป็นไปได้ไหมที่พันธะทางศีลธรรมจะเรียกร้องให้เราแสดงอารมณ์ความรู้สึกบางอย่าง
ขึ้นอยู่กับว่าเราเข้าใจว่าเราสามารถยอมให้อารมณ์ความรู้สึกเข้ามาเล่นบทบาทในข้อตัดสินต่างๆที่เกิดจากการไตร่ตรองในขณะที่เราเลือกกระทำได้หรือไม่
ข้อวิจารณ์ต่อคานต์ข้อที่สองเกี่ยวข้องกับเรื่องของการไตร่ตรองของบุคคลผู้กำลังจะเลือกกระทำ
ซึ่งคานต์ถือว่าการไตร่ตรองดังกล่าวนั้นไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นจริงก็ได้
(มนุษย์ทุกคนไม่ได้เลือกกระทำอะไรโดยไต่ตรองก่อนเสมอไป)
แต่ต้องเข้าใจแบบเป็นสมมติฐาน ว่ามนุษย์ทุกคนนั้นเป็นผู้
สามารถ ตัดสินใจกระทำโดยไตร่ตรองอย่างเหมาะสมได้
และเมื่อไตร่ตรองแล้วก็จะได้คำตอบว่าต้องทำตามกฎศีลธรรมอันเป็นสากลชุดเดียวกัน
ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ การไปตั้งสมมติฐานในแบบดังกล่าวนั้น
เป็นการถือเสมือนว่าพันธะทางศีลธรรมที่เราทุกคนมี
เป็นพันธะทางศีลธรรมของบุคคลในอุดมคติต่อบุคคลในอุดมคติอื่นๆ
(ซึ่งเป็นผู้มีเหตุผลมากกว่าบุคคลหลายคนตามความเป็นจริง)
นั่นย่อมหมายความว่า
ในบางสถานการณ์แล้วพันธะทางศีลธรรมก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่บุคคล
‘มอบให้กับตนเอง’ (self-imposed)
อย่างตรงตามความหมายของคำจริงๆ
คือเรามีพันธะทางศีลธรรมที่จะต้องทำตามกฎสากลที่เราเอง
อาจ จะไม่ได้เป็นผู้กำหนด เพียงแต่ ตามอุดมคติแล้ว
เราสามารถกำหนดกฎดังกล่าวได้เอง
การมองการไตร่ตรองดังกล่าวในลักษณะเป็นสมมติฐานและเป็นอุดมคติเช่นนี้
ทำให้ศีลธรรมแบบคานต์อาจจะกลายเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงกับศีลธรรมแบบของเพลโต้จนเกินไปอย่างไม่ตั้งใจ
เนื่องจากคนที่คิดแบบเพลโต้อาจจะอ้างได้ว่ากฎทางศีลธรรมที่ตายตัวเป็นสิ่งที่บุคคลทุกคนมีพันธะจะต้องทำตามถ้าหากว่าเขาได้ไตร่ตรองอย่างเช่นที่บุคคลในอุดมคติได้กระทำ
การเข้าใจความเป็นผู้กำหนดตนเองในแบบของคานต์ดังกล่าว
เรียกได้ว่าเป็นการเข้าใจในเชิงกระบวนการล้วนๆ (purely
procedural manner)
และอาจทำให้เกิดคำถามได้ว่า
พันธะในทางศีลธรรมจะสามารถเกิดขึ้นมาจากกระบวนการคิดดังกล่าวได้อย่างเหมาะสมเพียงใด?
กล่าวคือ คุณค่าอันควรเคารพของ ‘ความเป็นผู้กำหนดตนเอง’
ตามความเข้าใจดังกล่าว
จะสามารถผูกมัดให้เราต้องกระทำอะไรบ้าง
ผูกพันเราได้ขนาดไหน และอย่างไร?
3.2
ความเป็นผู้กำหนดตนเองในฐานะเป็นสิ่งที่ทรงคุณค่าชนิดหนึ่ง
(an
object of value)
การพูดถึงความเป็นผู้กำหนดตนเองในทางจริยศาสตร์นอกจากที่มาจากแนวคิดทางศีลธรรมแบบคานต์เป็นหลักแล้ว
ก็ยังอาจพบได้ในความคิดของนักจริยศาสตร์คนสำคัญคนอื่นหรือในแง่มุมอื่น
(นอกเหนือจากการเป็นฐานให้กับการมีพันธะทางศีลธรรม)
ดังที่จะได้พูดถึงในหัวข้อนี้และหัวข้อถัดไป
จอห์น สจ๊วต มิลล์ (John
Stuart Mill) นักปรัชญาในคริสต์ศตวรรษที่
19 ชาวอังกฤษ
เห็นว่าความเป็นผู้กำหนดตนเองเป็นสิ่งที่ทรงคุณค่าในตัวเอง
โดยไม่ได้อิงทฤษฎีเกี่ยวกับความสามารถใช้เหตุผลของมนุษย์อย่างที่คานต์พยายามเสนอขึ้น
มิลล์ถือว่าความเป็นผู้กำหนดตนเองนั้นเป็น “องค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งของการเป็นอยู่อย่างมีสุข”
(Mill, 1859: Ch. III)
การมองอย่างนี้ดูเหมือนจะทำให้ ‘ความเป็นผู้กำหนดตนเอง’
มีบทบาทสอดคล้องกับทฤษฎีจริยศาสตร์แบบประโยชน์นิยม
(Utilitarianism)
หรือแบบเน้นพิจารณาผลลัพธ์ (Consequentialism)
ของเขา โดย ‘ความเป็นผู้กำหนดตนเอง’
จะมีฐานะเป็นเป้าหมายสำคัญอันหนึ่งซึ่งเราพึงเลือกกระทำเพื่อไปให้ถึง
อย่างไรก็ตามมีผู้ชี้ปัญหาว่า
การเข้าใจฐานะของความเป็นผู้กำหนดตนเองในแบบดังกล่าวนี้
เมื่อนำมาพิจารณาบนฐานความเข้าใจทางจริยศาสตร์แบบประโยชน์นิยมเองแล้ว
ยังทำให้เราสงสัยอยู่ได้ว่า
เหตุใดลำพังความสามารถในการพิจารณาไตร่ตรองและเลือกคุณค่าต่างๆ
ซึ่งแต่ละคนมีนั้น จึงถือเป็นสิ่งที่มีค่าในตนเอง
โดยไม่ต้องคำนึงถึงผลลัพธ์ใดๆ ของการมีความสามารถดังกล่าว
เหตุที่ตั้งคำถามได้เช่นนั้นก็เพราะ
บุคคลไม่ได้มีความสามารถในการไตร่ตรองด้วยเหตุผลเท่ากัน
จึงอาจเลือกกระทำโดยเกิดผลลัพธ์ได้หลายทาง
แต่ทางที่ทำให้เกิดประโยชน์มากที่สุดนั้นมักมีอยู่ทางเดียว
มิหนำซ้ำบุคคลอาจจะไตร่ตรองตัดสินใจทำร้ายตนเอง
หรือตัดสินใจกระทำเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นทุกข์
ทำไมในกรณีดังกล่าวเราจึงควรคิดว่าความเป็นผู้กำหนดตนเองนั้นเป็นสิ่งทรงค่า?
หรือทำไม่เราจึงถือว่ามันเป็นของที่มีค่าสำหรับทุกๆ คน?
หลายครั้ง ผู้ที่คิดตามแนวทางแบบมิลล์มักอ้างว่าความเป็นผู้กำหนดตนเองนั้นเป็นพื้นฐานให้เราปฏิบัติกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
แต่ความเป็นผู้กำหนดตนเองนั้นอาจเป็นสิ่งที่มีมีระดับแตกต่างกันได้
ตามระดับความสามารถในการยับยั้งชั่งใจ ตามระดับวุฒิภาวะ
สติปัญญา สุขภาพ นิสัยใจคอ ฯลฯ
ดังนั้นทำไมเราจึงควรมองว่าทุกคนเท่ากันด้วยเหตุดังกล่าว?
คำตอบที่มิลล์อาจจะให้ได้ก็คือ
อันที่จริงแล้วพันธะทางศีลธรรมนั้นไม่ได้มาจากจากความสามารถในการพิจารณาไตร่ตรองและเลือกกระทำที่แต่ละบุคคลมี
หากแต่มาจากการที่แต่ละคน มองตนเอง
ว่ามีความสามารถดังกล่าวอยู่ในตัว
ถึงแม้ความสามารถในการการพิจารณาตัดสินของแต่บุคคลอาจไม่เท่ากัน
แต่เราควรจะมองว่าการตัดสินเลือกเหล่านั้นเป็น
ทางที่เขาเลือกเอง เท่าๆกัน
ดังนั้นจึงควรมองว่าคนเราเท่ากันบนฐานของการสามารถมีทางเลือกเป็นของตัวเองได้เท่าๆกัน
ความสามารถในการมีทางเลือกเป็นของตนเองดังกล่าวนี้เป็นสิ่งที่มีอยู่ในทุกตัวคนอย่างไม่มีระดับ
และดังนั้นเราอาจใช้มันเป็นฐานของการพึงปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเสมอภาคกัน
3.3
ความเป็นผู้กำหนดตนเองกับแนวคิดแบบปิตานิยม (paternalism)
มโนทัศน์ความเป็นผู้กำหนดตนเองในทางจริยศาสตร์ยังมีฐานะเป็นคุณสมบัติของแต่ละบุคคลซึ่งจะปกป้องเขาจากการแทรกแซงแบบปิตานิยม
(ทั้งในแบบที่ไม่เป็นทางการและเป็นไปตามกฎหมาย)
การแทรกแซงบุคคลแบบปิตานิยมนั้นมีหัวใจอยู่ที่ข้ออ้างของมันที่ว่า
เป็นการชอบด้วยเหตุผลที่บุคคลหนึ่งจะแทรกแซงการกระทำหรือเจตจำนงของบุคคลหนึ่ง
ถ้าหากว่าเขาปราถนาดีและมีความรู้ดีกว่าบุคคลนั้น นักจริยศาสตร์ที่ให้ความสำคัญกับความเป็นผู้กำหนดตนเองในความหมายนี้เสนอว่า
บุคคลทั้งหลายควรถูกปกป้องจากการแทรกแซงใดๆ ก็ตาม
ไม่ว่าการแทรกแซงนั้นจะกระทำโดยผู้ที่หวังดีและมีความรู้ดีกว่าเขาก็ตาม
เนื่องจากการแทรกแซงใดๆ
ย่อมถือเป็นการไม่เคารพต่อความสามารถในการตัดสินใจด้วยตนเอง
บุคคลแต่ละคนมีสิทธิตัดสินใจเองว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขา
ปัญหามีอยู่ว่าถ้าหากความสามารถในการตัดสินใจของบุคคลไม่ได้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ในทันทีทันใด
แต่เพิ่มขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปแล้ว
ก็ยังไม่ชัดนักว่าทำไมบุคคลจึงควรถูกปกป้องจากการแทรกแซงแบบเหมารวมเหมือนกันไปหมด
โดยทั่วไปแล้ว
การที่เราจะปฏิบัติต่อใครในฐานะที่เขามีความเป็นผู้กำหนดตนเองนั้นน่าจะเกี่ยวข้องกับการที่บุคคลนั้นจะต้องกำหนดตนเองได้ในระดับหนึ่งแล้วเป็นอย่างน้อย
เช่น บุคคลนั้นจะต้องโตเป็นผู้ใหญ่
หรือไม่ได้ตกอยู่ภายใต้ปัจจัยชักจูงบางประการ
หลายครั้งพบว่ามีหลายปัจจัยที่ส่งอิทธิพลให้บุคคลสูญเสียความสามารถในการไตร่ตรองตัดสินใจไป
เช่น อาจจะป่วยหรือมึนเมา
หลายคนจะมองว่าในกรณีดังกล่าวการแทรกแซงแบบปิตานิยมย่อมเป็นสิ่งที่ยอมรับได้
อย่างไรก็ตามประเด็นนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่พอสมควร
4.
ความเป็นผู้กำหนดตนเองในปรัชญาสังคมและการเมือง
4.1 อัตลักษณ์และความเข้าใจเรื่องตัวตนของบุคคล
เท่าที่ได้พูดไปแล้วจะเห็นได้ว่าความเข้าใจเรื่องความเป็นผู้กำหนดตนเองนั้นเป็นเรื่องของความสามารถหรือคุณสมบัติบางอย่างของปัจเจกบุคคลหรือของคนแต่ละคน
ไม่ใช่เรื่องของกลุ่มบุคคล
อย่างไรก็ตามมีผู้วิจารณ์ความเข้าใจในลักษณะดังกล่าวว่าไม่ค่อยสอดคล้องกับความเข้าใจโดยทั่วไปที่เรามีต่อตนเองเท่าไหร่นัก
อีกทั้งยืนอยู่บนความเข้าใจเรื่องอัตลักษณ์ (identity)
ซึ่งผิดออกไปจากอัตลักษณ์ของบุคคลในฐานะของสิ่งที่คอยผลักดันให้บุคคลกระทำ
และอัตลักษณ์ที่เป็นฐานให้เกิดพันธะทางศีลธรรม รวมถึงอัตลักษณ์ซึ่งเป็นที่มาของการวางแผนชีวิตของบุคคลอย่างที่เป็นอยู่จริงๆ
กล่าวคือ
ในความเป็นจริงแล้วเราต่างถูกห้อมล้อมด้วยความสัมพันธ์ทางสังคมและระเบียบทางวัฒนธรรมต่างๆ
ซึ่งความสัมพันธ์และระเบียบเหล่านั้นมีส่วนอย่างมากในการให้ความหมายว่าแท้จริงแล้วเราคือใคร
เราจำเป็นต้องเข้าใจตัวเราผ่านภาษาซึ่งไม่ใช่สมบัติของเราคนเดียว
อีกทั้งปัจจัยที่คอยก่อรูปคุณค่า ความรู้สึกนึกคิด
และแรงจูงใจต่างๆ
หลายครั้งมาจากปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุมไตร่ตรองของเราเอง
การพยายามมองว่าเรามีความเป็นผู้กำหนดตัวเองนั้นแท้จริงแล้ว
คือการพยายามปฏิเสธหรือมองข้ามข้อเท็จจริงอันสำคัญเกี่ยวกับตัวตนของเราไปอย่างมากนั่นเอง
(ดู Taylor, 1991: p. 33 และ
Bell, 1993: pp. 24-54)
ผู้ที่เชื่อว่าอัตลักษณ์ของบุคคลสัมพันธ์กับ เพศ
เชื้อชาติ วัฒนธรรม ศาสนา ฯลฯ อย่างแยกไม่ออกนั้น
กำลังพูดถึง
‘อัตลักษณ์แบบหนา’
(thick identities) อยู่
พวกเขาเห็นว่าความเป็นผู้กำหนดตนเองที่เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลนั้น
จริงๆ แล้วมีฐานอยู่บนแนวคิดแบบเสรีนิยม (liberalism)
แนวคิดแบบเสรีนิยมมองไม่สนใจอัตลักษณ์ของบุคคล
‘แบบหนา’ (thick
identities) แต่ไปเน้นให้ความสำคัญกับอัตลักษณ์ของปัจเจกที่เป็นนามธรรมแทน
อีกทั้งละเลยความสัมพันธ์ระหว่างตัวตนกับวัฒนธรรมที่ตัวตนนั้นดำรงอยู่
ประเด็นสำคัญก็คือความเข้าใจแบบเสรีนิยมดังกล่าวทำให้เราขาดพื้นฐานในการพิทักษ์สิทธิในการปกครอง
(หรือกำหนด)
ตนเองของกลุ่มวัฒนธรรมต่างๆ (ดู
Kymlicka, 1995) ทั้งนี้เพราะมองไม่เห็น
‘อัตลักษณ์ของกลุ่ม’
เห็นแต่ ‘อัตลักษณ์ของปัจเจก’
จนได้กันเอาบุคคลและกลุ่มบุคคลซึ่งอัตลักษณ์ของพวกเขามีพื้นฐานผูกพันกับวัฒนธรรม
ให้ได้รับการคำนึงถึงและปกป้องคุ้มครองจากหลักการหรือนโยบายแบบเสรีนิยมน้อยกว่าที่ควรจะเป็น
เช่น การที่รัฐเสรีนิยม(แบบเน้นปัจเจก)
ออกกฎหมายบังคับใช้แบบเป็นสากลโดยอ้างความเสมอภาค
อาจทำให้บุคคลบางกลุ่มซึ่งถือหลักการแห่งวัฒนธรรมร่วมกันอย่างเป็นหัวใจของชีวิต
จำต้องปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวโดยฝืนกับหลักการสำคัญนั้น
ในแง่นี้ภาระของการต้องปฏิบัติตามกฎหมายอาจไม่เสมอภาคจริงอย่างที่ถูกอ้าง
เนื่องจากคนกลุ่มหนึ่งต้องถูกบังคับให้ทิ้งสิ่งที่พวกเขาให้ค่าไป
ในขณะที่สิ่งที่มีคุณค่าของคนอีกกลุ่มหนึ่งกลับไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย
คำตอบที่สำคัญของเสรีนิยมต่อข้อวิจารณ์ดังกล่าวก็คือ
ความเข้าใจเรื่องความเป็นผู้กำหนดตนเองนั้นไม่ได้เรียกร้องให้บุคคลต้องสลัดทิ้งซึ่งความผูกพันและคุณค่าทั้งหลายที่เขาถืออยู่
หากแต่เรียกร้องให้บุคคลไตร่ตรองเพื่อเลือกกระทำเป็นกรณีๆ
หรือเป็นเรื่องๆ ไป แต่ต้องเข้าใจไว้เสมอว่า ไม่มีกฎเกณฑ์
คุณค่า หรือคำสั่งจากวัฒนธรรมใดๆ
ที่เราไม่สามารถตั้งคำถามหรือพิจารณาไตร่ตรองดูอีกครั้งได้
(ดู
Kymlicka ,1989, p. 50)
อย่างไรก็ดีคำตอบทำนองดังกล่าวก็ยังไม่ได้แก้ข้อกล่าวหาที่เสรีนิยมไม่เห็นความสำคัญขององค์ประกอบของตัวตนและอัตลักษณ์ซึ่งมีฐานบนวัฒนธรรม
เนื่องจากหลายครั้งเราจะพบว่าองค์ประกอบของตัวตนในลักษณะดังกล่าวไม่ใช่สิ่งที่สามารถนำมาทบทวน
เลือกรับ หรือเปลี่ยนแปลงได้ง่ายๆ (ดู Chrisman,
2001)
4.2
บทบาทของความเป็นผู้กำหนดตนเองในการก่อรูปแนวคิดแบบเสรีนิยม
ในที่นี้จะเข้าใจแนวคิดแบบเสรีนิยมอย่างกว้างๆ
ว่าเป็นแนวคิดในทางการเมืองและสังคมที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของสิทธิ
(right)
หรือความยุติธรรม (Justice)
เป็นต่างหากจากความเข้าใจเรื่อง ‘สิ่งที่ดี’
(the good)
รวมทั้งให้ความสำคัญกับสองเรื่องข้างต้นเหนือเรื่องการแสวงหาสิ่งที่ดีด้วย
พูดอีกนัยหนึ่ง
พวกเสรีนิยมคิดว่าเราสามารถจะพิจารณาว่าอะไรคือความยุติธรรมและความชอบธรรมในการใช้อำนาจทางการเมืองได้โดยไม่ต้องอ้างถึงหรือไปถกเถียงเพื่อให้ได้คำตอบในเรื่องที่ว่าอะไรคือสิ่งที่มีค่าในทางศีลธรรม
หรือศีลธรรมแบบใดถูกต้องที่สุด
มโนทัศน์เรื่องความเป็นผู้กำหนดตนเองนั้นมีบทบาทในการช่วยก่อรูปทางความคิดของแนวคิดแบบเสรีนิยมอย่างสำคัญ
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความยุติธรรมแบบสัญญาประชาคมของจอห์น
รอว์ลส์
หรือเป็นตัวแบบในการเข้าใจสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมือง
แต่ในที่นี้จะได้กล่าวถึงบทบาทของมโนทัศน์ความเป็นผู้กำหนดตนเองในแนวคิดเสรีนิยมที่สำคัญสองประเด็นด้วยกัน
ดังนี้
1. บทบาทในข้อถกเถียงเรื่องความเป็นกลางของรัฐ
:
ตามหลักการของแนวคิดเสรีนิยมโดยทั่วไปนั้น
รัฐจะต้องมีความเป็นกลาง (neutrality)
ในการเลือกรับเอาหลักการเรื่องความยุติธรรมตามแนวคิดทางศีลธรรมหนึ่งใดมาใช้
กล่าวคือ
รัฐไม่ควรถือว่าแนวคิดเรื่องความยุติธรรมของระบบศีลธรรมหนึ่งมีความถูกต้องเหมาะสมที่จะนำมาใช้เป็นหลักแห่งความยุติธรรมในทางการเมือง
(คือเกณฑ์ที่จะมาใช้ตัดสินว่าอะไรเป็นสิ่งที่ชอบธรรมหรือไม่ในทางการเมือง)
พูดอีกนัยหนึ่งรัฐต้องใช้หลักแห่งความยุติธรรมที่เป็นเอกเทศจากกฎเกณฑ์ของศาสนา
วัฒนธรรม และระบบคุณค่าต่างๆ
หลักแห่งความยุติธรรมดังกล่าวเป็นหลักที่มีลักษณะเฉพาะตัวและมีที่มาจากแนวคิดแบบเสรีนิยมเอง
ทั้งนี้เพื่อจะขจัดความได้เปรียบเสียเปรียบหรือความลำเอียงเข้าข้างระบบคุณค่าระบบหนึ่งในหลายๆ
ระบบซึ่งบุคคลยึดถือกันอยู่แตกต่างกัน
การคิดอย่างนี้ดูจะสอดคล้องกับการถือว่าบุคคลทั้งหลายในสังคมเสรีนั้นมีสิทธิเสรีภาพและควรได้รับความเคารพอย่างเท่าเทียมกัน
อย่างไรก็ตามมีผู้เสนอว่าปัญหาสำคัญของแนวคิดเรื่องความเป็นกลางชองรัฐแบบเสรีนิยมก็คือ
ตัวแนวคิดแบบเสรีนิยมเองนั้นถือความเข้าใจพื้นฐานในเรื่องความเป็นผู้กำหนดตนเองที่ไม่เป็นกลาง
เนื่องจากเสรีนิยมได้มอบบทบาทสำคัญให้กับความเป็นผู้กำหนดตนเองในการก่อรูปทฤษฎีว่าด้วยความยุติธรรม
แต่การให้ความสำคัญกับความเป็นผู้กำหนดตนเองก็อาจถือได้ว่าเป็นการลำเอียงเข้าข้างระบบศีลธรรมที่เชื่อในการกำหนดตนเอง
ในขณะที่ยังมีระบบศีลธรรมอีกหลายระบบซึ่งไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว
หรือแม้แต่อะไรคือธรรมชาติของความเป็นผู้กำหนดตนเองนั้น
ก็ยังสามารถเข้าใจได้แตกต่างกันออกไปอย่างหลากหลาย
(ลองทบทวนสิ่งที่ได้พูดถึงไปแล้วในหัวข้อก่อนๆ
เกี่ยวกับการเข้าใจความเป็นผู้กำหนดตนเองในเชิงกระบวนการกับในเชิงข้อเท็จจริงดู)
ในหมู่ระบบศีลธรรมที่เชื่อในเรื่องความเป็นผู้กำหนดตัวเองด้วยกัน
หลักการแห่งความยุติธรรมแบบเสรีนิยมก็ดูเหมือนจะต้องเลือกเข้าข้าง
(คิดเห็นตาม) ระบบใดระบบหนึ่งอยู่ดี
ผู้วิจารณ์หลายคนจึงบอกว่าแนวคิดแบบเสรีนิยม
(โดยเฉพาะแบบดั่งเดิมที่เน้นความเป็นปัจเจกบุคคล)
ไม่มีวันที่จะไปถึงซึ่งอุดมคติที่จะไม่ลำเอียงเข้าข้างหรือเป็นกลางจากระบบคุณค่าใดๆ
ได้
2. บทบาทในข้อถกเถียงเรื่อง
‘ข้อคำนึงเรื่องการพิจารณารับหลักการ’
:
พวกนักคิดเสรีนิยมมีความเข้าใจที่สำคัญร่วมกันประการหนึ่งว่า
บุคคลใดจะถือคุณค่าใดได้อย่างชอบควรหรือไม่
ขึ้นอยู่กับว่าคุณค่าดังกล่าวถูกเลือกรับอย่างมีเหตุผลหรือสามารถจะถูกเลือกรับได้อย่างมีเหตุผลโดยบุคคลนั้นๆ
หรือไม่
และเมื่อพิจารณาการเลือกรับหลักการในระดับของรัฐแล้ว
นักคิดเสรีนิยมอย่างจอห์น รอว์ลส์ (John Rawls)
ยังเข้าใจด้วยว่า
หลักการที่คอยชี้นำการปฏิบัติงานของสถาบันทางการเมืองใดจะมีความชอบธรรมได้
ก็ต่อเมื่อหลักการนั้นสามารถถูกพิจารณาเลือกรับได้อย่างมีเหตุผลโดยบุคคลผู้อยู่ใต้อำนาจของสถาบันดังกล่าว
ข้อคำนึงนี้เองที่พวกเสรีนิยมเรียกว่า ‘ข้อคำนึงเกี่ยวกับการพิจารณารับหลักการ’
(endorsement constraint) เช่น
ในสังคมประชาธิปไตยการกำหนดกติกาหรือหลักปฏิบัติใดๆ
ต้องมาจากการเลือกของสมาชิกในสังคม
หรือถ้าไม่เช่นนั้นก็ต้องสามารถถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงว่าควรจะรับหรือไม่รับหลักการดังกล่าวได้
จากสมาชิกทุกคนอย่างใช้เหตุใช้ผล
จะเห็นได้ว่าตัวแบบความเข้าใจความเป็นผู้กำหนดตนเองที่เราได้พูดถึงไปนั้นก็สะท้อนข้อคำนึงดังกล่าวออกมาด้วย
กล่าวคือ
เราจะถือว่าบุคคลเป็นผู้กำหนดตนเองในการถือคุณค่าหรือหลักการทางศีลธรรมใด
ต่อเมื่อเขาได้ยอมรับมัน เห็นด้วยกับมัน
หรือไม่รู้สึกแปลกแยกกับมัน
โดยผ่านการพิจารณาไตร่ตรองมาแล้ว
เมื่อผนวกกับข้อคำนึงเกี่ยวกับการพิจารณารับหลักการที่เรากำลังพูดถึงอยู่
ย่อมทำให้เรากล่าวได้ว่าแนวคิดเสรีนิยมนั้นมองว่า
ต่อเมื่อคุณค่าหรือบรรทัดฐานที่ใช้นำทางสังคมสามารถจะถูกยอมรับจากเหล่าสมาชิกได้อย่างมีเหตุมีผล
เราจึงจะถือว่าสังคมดังกล่าวให้ความเคารพต่อความเป็นผู้กำหนดตนเอง
ประเด็นดังกล่าวนี้จะเกี่ยวข้องกับทฤษฎีความชอบธรรมแบบเสรีนิยมที่จะได้พูดถึงในหัวข้อต่อไป
4.3
ความเป็นผู้กำหนดตนเองกับแนวคิดเสรีนิยมทางการเมือง
โดยทั่วไปแล้ว
การที่แนวคิดแบบเสรีนิยมมีต้นกำเนิดมาจากแนวคิดที่เชื่อในเรื่องสัญญาประชาคม
(social
contract)
ซึ่งวางอยู่บนความคิดเรื่องอธิปไตยของปวงชน (popular
sovereignty)
เสรีนิยมจึงให้ความสำคัญกับเรื่องความยุติธรรม
(ในฐานะเป็นหลักการซึ่งบุคคลที่เป็นเสรีและเท่าเทียมกันเลือกใช้เป็นกติกาในการปกครองร่วมกัน)
มากกว่าเรื่องของการแสวงหาสิ่งที่ดีร่วมกัน (collective
goods)
อธิปไตยของปวงชนก็คือการที่คนทั้งหลายเป็นผู้ปกครองตัวเอง
พวกเขามีเสรีในการแสวงหาสิ่งที่ดีสำหรับพวกเขาเอง
และดังนั้นจึงเป็นไปได้ที่สิ่งที่ดีซึ่งพวกเขาเลือกจะแตกต่างกัน
แนวทางนี้ได้รับอิทธิพลจากความคิดเรื่องการเป็นผู้กำหนดตนเองของคานต์
อย่างไรก็ดีเสรีนิยมอีกแนวหนึ่ง
พยายามจะเข้าใจว่าอธิปไตยของปวงชนนั้นโดยพื้นฐานแล้วเป็นเรื่องของการแสดงออกร่วมกันในการตัดสินใจเลือกอย่างเป็นเหตุเป็นผล
(collective expression of rational choice)
โดยที่กติกาพื้นฐานของสังคมนั้นเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อไปสู่ความอยู่ดีกินดีของสังคมโดยร่วม
(aggregate citizen welfare)
ให้ได้มากที่สุดเท่านั้น แนวทางแบบหลังนี้ได้รับอิทธิพลจากฮอบส์
(Thomas Hobbes)
และนักปรัชญาสำนักประโยชน์นิยม (Utilitarianism)
ดังนั้นจะต้องเข้าใจเสียให้ชัดว่าเสรีนิยมซึ่งให้ความสำคัญกับเรื่องการเป็นผู้กำหนดตัวเองเป็นอย่างมากนั้น
คือเสรีนิยมแบบที่พยายามเดินตามคานต์
ตัวอย่างที่ชัดที่สุดปรากฏในงานเรื่อง
Theory of Justice
(1971) ของจอห์น รอว์ลส์
ซึ่งเข้าใจความยุติธรรมว่าคือหลักการทั้งหลายซึ่งถูกเลือกภายใต้สถานการณ์แห่งการตัดสินใจเลือกที่เป็นเหตุเป็นผล
ไม่มีความลำเอียง (unbiased rational decision
making) หรือที่เรียกว่าภายใต้ ‘ม่านแห่งความไม่รู้’
(veil of ignorance)
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว
บุคคลจะเลือกกติกาอย่างเป็นอิสระจากแรงโน้มทั้งหลายที่เกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อมที่เขาดำรงอยู่
วิธีจะได้คำตอบว่าอะไรคือหลักแห่งความยุติธรรมนั้น รอลส์เสนอให้สมาชิกของสังคมตั้งคำถามกับตนเองว่าถ้าหากเราสลัดเอาสถานภาพทั้งหลายที่เราได้มาด้วยความบังเอิญ
(เช่น สภาพร่างกาย ชาติกำเนิด เพศ ฐานะ
ตลอดจนคุณสมบัติเฉพาะตัวทั้งหลาย) ทิ้งไปให้หมด
เหลือแต่เพียงความเป็นบุคคลคนหนึ่งที่มีเหตุผลและการตัดสินใจเป็นของตนเอง
แล้วลองพยายามเลือกกติกาที่จะนำมาบังคับใช้กับทุกคนในสังคม
ซึ่งเป็นผู้ที่ตกอยู่ใต้เงื่อนไขในการตัดสินใจเลือกเช่นเดียวกับเรา
เราจะเลือกกติกาแบบใด? รอว์ลส์
ให้คำตอบว่าเรา(ในฐานะเป็นผู้มีเหตุผล)
จะเลือกตัดสินใจตามหลักคิดที่เรียกว่า ‘ให้ได้ประโยชน์มากที่สุดเมื่อเสียเปรียบ’
(maximin)
เช่นเราอาจจะเกิดมาพิการ จน หรือเป็นชนกลุ่มน้อย
ในสถานการณ์ดังกล่าวเราต้องอยากอยู่ในสังคมที่ถือหลักแห่งความยุติธรรมที่คำนึงถึงคนที่เสียเปรียบให้มากที่สุด
เราสามารถเข้าใจหลักแห่งความยุติธรรมซึ่งรอว์ลส์คิดว่าเราต้องเลือกภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว
อย่างคร่าวๆ ได้ว่า
สังคมจะต้องแบ่งสรรสิ่งที่มีค่าอย่างเสมอภาค
ยกเว้นบางครั้งที่การแบ่งสรรอย่างไม่เสมอภาคจะให้ประโยชน์กับคนทุกกลุ่มในสังคม
กล่าวคือไม่ทำให้คนกลุ่มที่เสียเปรียบ (โดยสถานภาพ)
ได้ประโยชน์ในสัดส่วนที่น้อยกว่าผู้ที่ได้เปรียบอยู่แล้วโดยสถานภาพ
รอว์ลส์เชื่อว่าผู้ที่ตัดสินใจหลัง ‘ม่านแห่งความไม่รู้’
จะได้คำตอบนี้เหมือนกันทุกคน
อย่างไรก็ดี แนวคิดของรอว์ลส์ดังกล่าวถูกโจมตีว่าไม่สามารถจะนำมาปฏิบัติได้จริง
ถ้าหากบุคคลไม่สามารถจะเข้าไปอยู่หลัง ‘ม่านแห่งความไม่รู้’
ดังกล่าวได้จริง
จากการที่เขาต้องรับรู้สถานภาพของเขาผ่านวัฒนธรรมที่เขายึดถือ
ยิ่งกว่านั้นบางคนยังวิจารณ์ว่าแนวคิดเรื่องม่านแห่งความไม่รู้ของรอว์ลส์
ยังเป็นแนวคิดที่ลำเอียง คือให้ค่ากับ ‘การตัดสินใจด้วยเหตุผล’
มากกว่าการการตัดสินใจแบบอื่นซึ่งอาจจะเหมาะสมกับสถานการณ์มากกว่า
เช่น
การตัดสินใจที่ให้ความสำคัญกับข้อคำนึงเรื่องความรู้สึกผูกพัน
ความห่วงใย ความเห็นอกเห็นใจ ฯลฯ
ดังนั้นจึงไม่ได้เป็นทฤษฎีว่าด้วยความยุติธรรมจริงๆ
ภายหลังรอว์ลส์ได้พัฒนาคำอธิบายทฤษฎีของเขาให้สมบูรณ์ขึ้น
โดยขอให้เราเข้าใจว่าข้อเสนอว่าด้วยหลักการเรื่องความยุติธรรมของเขาเป็น
‘การเข้าใจเชิงการเมือง’
(political conception)
ไม่ใช่การเข้าใจแบบอภิปรัชญา (Rawls,
1993)
เขาไม่ได้อ้างว่าทฤษฎีความยุติธรรมของเขาเป็น ‘ข้อเท็จจริงของโลก’
(fact) แต่ควรจะเป็นกติกา
ข้อตกลง หรือเครื่องมือบางอย่างที่เรียกว่า ‘เครื่องมือในการแสดงตน’
(device of representation)
ซึ่งเหล่าพลเมืองที่มีความแตกต่างหลากหลายใช้เพื่อแสวงหาคำตอบเกี่ยวกับหลักการแห่งความยุติธรรมร่วมกัน
ตามความเข้าใจดังกล่าว
ความยุติธรรมจะบังเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราได้ ‘ฉันทามติส่วนที่มีร่วมกัน’
(overlapping consensus)
ออกมาจากความเห็นของพลเมืองที่มีทัศนะทางศีลธรรมอันครอบคลุมรอบด้าน
(comprehensive)
ซึ่งแม้มีความหลากหลาย แต่เป็นทัศนะทางศีลธรรมที่มีเหตุผล
กล่าวคือรอว์ลส์เชื่อว่าพลเมืองที่หลากหลายนั้นสามารถจะยืนยัน
(affirm)
ซึ่งหลักการแห่งความยุติธรรมชุดเดียวกันได้
ภายใต้ทัศนะทางศีลธรรมที่ครอบคลุมรอบด้าน
ถึงแม้จะเป็นคนละชุดกัน
จะเห็นได้ว่าแนวคิดดังกล่าวพยายามจะเปลี่ยนสถานภาพของความยุติธรรมที่แต่เดิมถูกเข้าใจในเชิงปรัชญาอย่างเป็นนามธรรม
ไปสู่ความเข้าใจเชิงปฏิบัติอันเกี่ยวเนื่องกับเรื่องความชอบธรรม
(legitimacy)
ในการปกครองของรัฐหรือในกติกาของสังคม
ซึ่งทำให้เราสามารถค้นพบฐานที่มาทางศีลธรรมของความยุติธรรมดังกล่าวได้จากกรอบคุณค่าที่ต่างกัน
หนทางแห่งการไปถึงซึ่งฉันทามติดังกล่าวตามความคิดของรอว์ลส์
ก็คือการที่เราต้องใช้สิ่งที่เรียกว่า ‘เหตุผลสาธารณะ’
และ ‘การร่วมกันไตร่ตรอง’
(public reason and deliberation)
สำหรับรอว์ลส์แล้ว
เราควรจะเข้าใจสถาบันทางการเมืองแบบประชาธิปไตยเสียใหม่
ว่าเป็นองค์ประกอบพื้นฐานในการช่วยให้เราเข้าถึงกติกาหรือหลักการแห่งความยุติธรรม
แทนที่จะเป็นกลไกที่มีไว้เพื่อระบุว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดีร่วมกันของสังคม
รอว์ลส์เห็นว่า
บทบาทของความเป็นผู้กำหนดตนเองในภาพความเข้าใจข้างต้นนั้น
มีอยู่อย่างสำคัญทีเดียว
เนื่องจากฉันทามติที่เราต้องการแสวงหาจะชอบธรรมหรือไม่
ขึ้นอยู่กับว่ามันถูกสร้างขึ้นภายใต้สถานการณ์ที่เป็นอิสระจริงๆ
หรือไม่
พลเมืองทั้งหลายจะต้องเข้าใจว่าตนเองมีความสามารถเต็มที่ที่จะทบทวนเพื่อเลือกรับหรือปฏิเสธมติต่างๆ
ได้บนพื้นฐานของการมีวิจารณญาณและได้รับข้อมูลที่เพียงพอ
ดังนั้นสภาพแวดล้อมทางสังคมใดที่เหนี่ยวรั้งมิให้พลเมืองมีความสามารถเลือกพิจารณารับหรือปฏิเสธดังกล่าวได้
ก็ย่อมขัดขวางไม่ให้เราไปถึงซึ่งหลักการแห่งความยุติธรรมไปด้วย
ในแง่นี้ความเป็นผู้กำหนดตนเอง
ในฐานะของการตัดสินใจเลือกอย่างมีวิจารณญาณและเป็นอิสระ (free
reflective choice)
จึงมีบทบาทเป็นองค์ประกอบพื้นฐานในมโนทัศน์เรื่องความยุติธรรมของจอห์น
รอว์ลส์
พุฒวิทย์ บุนนาค (ผู้เรียบเรียง)
เรียบเรียงจาก
|
· |
Bell, Daniel. 1993. Communitarianism and
its Critics. Oxford: Clarendon. |
|
· |
Christman, John. 2001.
Liberalism, Autonomy, and the
Self-Transformation.
Social Theory and Practice
27: 185-206. |
|
· |
Feinberg, Joel. 1989. Autonomy. In John Christman (ed.).
The Inner Citadel: Essays on Individual Autonomy.
New York: Oxford University Press. |
|
· |
Kant, Immanuel. 1785. Groundwork for the
Metaphysics of Morals. Mary Gregor (Trans.
and ed.). Cambridge: Cambridge University Press
2005. |
|
· |
Korsgaard, Kristine M. 1996. The Sources
of Normativity. New York: Cambridge
University Press. |
|
· |
Kymlicka, Will. 1989.
Liberalism, Community and
Culture. Oxford:
Clarendon. |
|
· |
Kymlicka, Will. 1995. Multicultural Citizenship: A
Liberal Theory of Minority Rights. Oxford:
Clarendon. |
|
· |
Mill, John Stuart. 1859.
On Liberty. Currin V.
Shields (ed.). New York:
Macmillan 1986. |
|
· |
Rawls, John. 1971. A
Theory of Justice.
Cambridge, MA: Harvard
University Press. |
|
· |
Rawls, John. 1993.
Political Liberalism.
New York: Columbia University
Press. |
|
· |
Taylor, Charles. 1991. The
Ethics of Authenticity.
Cambridge, MA: Harvard
University Press. |
|
· |
Berlin, Isaiah. 1969. Two Concepts of Liberty.
In Four Essays on Liberty. Oxford:
Oxford University Press. (งานคลาสสิกเรื่องความแตกต่างระหว่างเสรีภาพเชิงยืนยันกับเสรีภาพเชิงปฏิเสธ) |
|
· |
Christman,
John. (ed.). 1989 The
Inner Citadel: Essays on
Individual Autonomy.
Oxford: Oxford University Press.
(หนังสือรวมข้อเขียนร่วมสมัยเกี่ยวกับประเด็นถกเถียงเรื่องความเป็นผู้กำหนดตนเองในระดับบุคคล
เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการค้นคว้าเพิ่มเติม
ข้อเขียนที่น่าสนใจก็เช่น งานของ
Joel Feinberg
ที่เสนอข้อวิเคราะห์ที่ชัดเจนเรื่องความหมายต่างๆ
ของ ‘ความเป็นผู้กำหนดตนเอง’) |
|
· |
Dworkin,
Gerald. 1988. The Theory and Practice of Autonomy.
Cambridge: Cambridge University Press. (ว่าด้วยธรรมชาติและคุณค่าของความเป็นผู้กำหนดตนเอง) |
|
· |
Korsgaard,
Christine. 1996. Creating the Kingdom of
Ends. Cambridge: Cambridge University
Press.
(รวมบทความว่าด้วยทฤษฎีทางศีลธรรมของคานต์และทฤษฎีทางศีลธรรมร่วมสมัย
ซึ่งเกี่ยวข้องกับแนวคิดเรื่องความเป็นผู้กำหนดตนเองในหลายๆ
แง่มุม) |
|
· |
Miller,
David. (ed.) 1991. Liberty. Oxford:
Oxford University Press. (รวมข้อเขียนเกี่ยวกับเสรีภาพ
หลายชิ้นเกี่ยวข้องกับมโนทัศน์เรื่องความเป็นผู้กำหนดตนเอง) |
|
· |
Rawls, John.
1971. A Theory of Justice.
Cambridge, MA: Harvard
University Press. (งานจริยศาสตร์และปรัชญาการเมืองระดับคลาสสิก
ข้อเสนอสำคัญคือ
หลักการว่าด้วยความยุติธรรมนั้นเป็นผลมาจากการตัดสินใจเลือกอย่างมีเหตุผลของบุคคลผู้มีความสามารถกำหนดตนเองได้) |
|
· |
Rawls, John.
1993. Political Liberalism. New York:
Columbia University Press. (ใน
Lecture II
เป็นข้ออภิปรายเกี่ยวกับบทบาทของความเป็นผู้กำหนดตนเองในทฤษฎีว่าด้วยความยุติธรรม) |
|
· |
Schneewind,
J.B. 1993. Modern Moral
Philosophy: From Beginning to
End? In P. Cook (ed.).
Philosophical Imagination and
Cultural Memory. Durham,
NC: Duke University Press. (ให้ภาพรวมกว้างๆ
เกี่ยวกับประวัติของจริยศาสตร์สมัยใหม่
โดยเน้นให้เห็นว่ามโนทัศน์เรื่องความเป็นผู้กำหนดตนเองนั้นถือเป็นมโนทัศน์หลักมโนทัศน์หนึ่ง) |
|