ประชาธิปไตย Democracy

สารบัญ

1. บทนำ

ถ้าจะมีมโนทัศน์ทางปรัชญาการเมืองใดที่ใช้กันอย่างแพร่หลายโดยผู้ใช้ไม่ค่อยระมัดระวังถึงความหมายที่แตกต่างหลากหลาย หนึ่งในมโนทัศน์ที่ว่าคือ “ประชาธิปไตย” หัวข้อสารานุกรมนี้จะครอบคลุมมิติสี่ด้านเกี่ยวกับมโนทัศน์ประชาธิปไตย อันได้แก่ ความหมาย ความเข้าใจ ปฏิทรรศน์และปัญหาเชิงปฏิบัติ เหตุที่ต้องเริ่มต้นจากความหมายของประชาธิปไตย ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่ามโนทัศน์นี้มีความหมายดั้งเดิมที่ครอบคลุมกว้างขวาง ทำให้เมื่อมีความพยายามตีความให้เฉพาะเจาะจงลงไป จะก่อให้เกิดความเข้าใจมโนทัศน์ (conception) และการให้เหตุผลสนับสนุน (justification) ที่แตกต่างหลากหลาย เมื่อพิจารณารูปแบบการให้เหตุผลสนับสนุนที่แตกต่างกันเหล่านี้ จะพบว่ามีบางรูปแบบที่ดูเหมือนแก้ปฎิทรรศน์และปัญหาเชิงปฏิบัติของประชาธิปไตยได้ดีกว่าแบบอื่นๆ ซึ่งชวนให้คิดว่าความเข้าใจประชาธิปไตยแบบนั้นๆ น่าจะเป็นความเข้าใจที่ดีที่สุดเท่าที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน

2. ความหมายของมโนทัศน์ “ประชาธิปไตย”

คำว่า “ประชาธิปไตย” (democracy) มีรากเหง้ามาจากคำภาษากรีกว่า “demokratia” ซึ่งหมายถึง “การปกครองโดยประชาชน” (popular rules หรือ rule of the people) เมื่อกล่าวถึงระบอบการเมือง คำนี้มักหมายถึงระบอบที่ประชาชนซึ่งเป็นสมาชิกของสังคมการเมืองร่วมกันตัดสินใจในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสังคมส่วนรวม โดยทุกคนมีอำนาจการตัดสินใจที่เท่าเทียมกัน (equal power) อย่างไรก็ดี หากจะนำประชาธิปไตยมาใช้เป็นอุดมคติทางการเมือง ความหมายที่ว่ามานี้ยังไม่เพียงพอด้วยเหตุผลที่จะได้กล่าวต่อไป

เมื่อพูดถึงการปกครองโดยประชาชน (popular rule) เราสามารถคิดถึงการปกครองที่ประชาชนมีส่วนร่วมในความหมายแบบแคบ (narrow meaning) หรือความหมายแบบกว้าง (broad meaning) ก็ได้ กล่าวคือ สำหรับความหมายแบบแคบ การปกครองโดยประชาชนคือการยึดหลักในการตัดสินใจโดยเสียงข้างมาก (majority rule) กล่าวอีกนัยหนึ่ง สังคมการเมืองจะเลือกดำเนินนโยบายหรือออกกฎหมายโดยรับฟังความต้องการของประชาชนที่เป็นเสียงส่วนใหญ่ เชื่อกันว่าหลักเสียงข้างมากเป็นกระบวนวิธี (procedure) ในการตัดสินใจที่ดีและสมเหตุสมผลที่สุดในกรณีที่เชื่อว่าประชาชนทุกคนมีอำนาจตัดสินใจเท่ากัน หรือเสียงของประชาชนทุกคนต่างนับเป็นหนึ่งเสียงเท่ากัน อย่างไรก็ดี ข้อจำกัดของการเข้าใจการปกครองโดยประชาชนในความหมายแบบแคบอยู่ที่หลักเสียงข้างมากโดยตัวของมันเองไม่สามารถตอบคำถามต่างๆ เกี่ยวกับประชาธิปไตย เช่น ภายใต้ประชาธิปไตย ใคร ควรเป็นผู้ปกครอง (who rules) ควรใช้กระบวนวิธีใดในการปกครอง (by what procedures) กระบวนวิธีที่ว่านี้จำเป็นหรือไม่ที่ต้องเป็นหลักเสียงข้างมาก และหลักเสียงข้างมากควรใช้ภายในขอบเขตแค่ไหน (within what limits) หรือใช้กับเรื่องใดบ้าง (over what matters) รวมถึงระดับของการมีส่วนร่วมไตร่ตรองเพื่อการตัดสินใจที่เหมาะสมควรเป็นเท่าใด (with what degree of deliberation) คำถามที่สะท้อนแง่มุมอันเป็นเนื้อหาสาระเหล่านี้ จะช่วยให้เราเห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้นว่าประชาธิปไตยจริงๆ แล้วคืออะไร แต่ในเมื่อความหมายแบบแคบไม่ได้ให้คำตอบอะไรไว้ ก็เท่ากับว่าความหมายที่ว่านี้ยังไม่ใช่ความหมายที่ดีพอ ประชาธิปไตยที่เป็น “การปกครองโดยประชาชน” น่าจะมีความหมายที่กว้างไปกว่าการยึดหลักเสียงข้างมากในการตัดสินใจ

ในความหมายแบบกว้าง การปกครองโดยประชาชนหมายถึงการปกครองที่นำไปสู่สิ่งดีงามอย่างครบถ้วนบริบูรณ์สำหรับมนุษย์ ซึ่งถ้าพิจารณาจากความสามารถในการตอบคำถามเชิงเนื้อหาสาระของประชาธิปไตยแล้ว ความหมายนี้ดูจะได้เปรียบกว่าความหมายแบบแคบ เพราะชี้ชัดลงไปว่าการปกครองโดยประชาชนต้องเป็นไปเพื่อสิ่งที่ดีสำหรับมนุษย์ (the good) เสมอ อย่างไรก็ดี ความหมายแบบกว้างก็ยังมีข้อจำกัดตรงที่ไม่ได้ให้ความกระจ่างว่าสิ่งที่ดีสำหรับมนุษย์ที่พูดถึงนั้นหมายถึงอะไร ทั้งที่ประเด็นนี้นับวันจะยิ่งเป็นข้อขัดแย้งที่รุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระหว่างกลุ่มผู้ที่เห็นด้วยและผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับประชาธิปไตย ความขัดแย้งดังกล่าวเกิดจากคำถามว่าจริงหรือไม่ที่ระบอบการปกครองที่ดีสำหรับมนุษย์ควรเป็นแบบที่ส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนระดับรากหญ้าเป็นผู้ตัดสินใจเกี่ยวกับประเด็นปัญหาที่มีผลกระทบต่อพวกเขา แม้จะเป็นปัญหาที่มีความสลับซับซ้อนเกินไปกว่าความรู้ความเข้าใจที่พวกเขามี? หรือระบอบการปกครองที่ดีควรให้ผู้เชี่ยวชาญในประเด็นปัญหาเหล่านั้นเป็นผู้ตัดสินใจแทนประชาชน โดยให้กระทำอย่างยึดผลประโยชน์ที่ดีที่สุดของประชาชนเป็นตัวตั้ง? นอกจากนี้ ยังมีคำถามว่าควรปฏิบัติอย่างไรต่อผู้ที่เป็นเสียงส่วนน้อย (minority) ในสังคม เสียงส่วนใหญ่สามารถจำกัดหรือลิดรอนสิทธิเสรีภาพของเสียงส่วนหรือไม่?

เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจึงพบว่าเราไม่สามารถเข้าใจมโนทัศน์ “ประชาธิปไตย” ได้โดยดูที่ความหมายของมโนทัศน์เพียงอย่างเดียว เพราะดังที่ได้เห็นแล้วว่าความหมายทั้งแบบแคบและแบบกว้างยังทิ้งคำถามไว้ให้เราอีกมากมายว่าจริงๆ แล้วอุดมคติทางการเมืองที่ว่านี้มีลักษณะเช่นไรกันแน่ นอกเหนือไปจากการเป็น “การปกครองโดยประชาชน” และนี่เองได้ทำให้การถกเถียงเกี่ยวกับประชาธิปไตยกลายมาเรื่องของ “ความเข้าใจ” (conception) หรือการตีความ (interpretation) ประชาธิปไตยแบบต่างๆ

3. ความเข้าใจ (Conception) แบบต่างๆ ของมโนทัศน์ประชาธิปไตย

ความเข้าใจมโนทัศน์ (conception) เรื่องประชาธิปไตยนั้นเป็นความพยายามที่จะแสวงหาแก่นแท้หรือหัวใจของมโนทัศน์นี้ โดยอาศัยกรอบความคิด (framework) ที่ใหญ่กว่าอันครอบคลุมถึงความคิดทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรมและจริยธรรม กล่าวอีกนัยหนึ่ง เป็นการวิเคราะห์มโนทัศน์เรื่องประชาธิปไตยภายในบริบทความคิดที่ใหญ่และครอบคลุมกว่า ซึ่งทำให้เรามองเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่ามโนทัศน์นี้ประกอบด้วยคุณค่าหลัก คุณค่ารอง รวมถึงรูปแบบและกระบวนวิธีในการตัดสินใจ เงื่อนไขและกลไกเชิงสถาบัน ตลอดจนเงื่อนไขที่จำกัดการใช้อำนาจหรือเสรีภาพ (constraints) อะไรบ้างที่ทำให้มโนทัศน์นี้แตกต่างไปจากมโนทัศน์ทางการเมืองการปกครองแบบอื่นๆ

ความเข้าใจประชาธิปไตยแต่ละแบบให้คำตอบที่แตกต่างกันแก่คำถามเชิงเนื้อหาสาระ อย่างไรก็ดี สิ่งหนึ่งที่ทุกความเข้าใจมีร่วมกันคือความเชื่อที่ว่าประชาชนที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมจำเป็นต้องมีกระบวนการ (process) บางอย่างสำหรับตัดสินใจเพื่อหาข้อสรุปที่จะมีผลผูกพันให้ทุกคนต้องปฏิบัติตามเหมือนๆ กัน โดยกระบวนการที่ว่าต้องให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของคนทุกคนที่เกี่ยวข้องอย่างเท่าเทียม ในแง่นี้ ความเข้าใจทุกแบบจึงเห็นตรงกันว่าประชาธิปไตยคือ กระบวนการสำหรับใช้ในการตัดสินใจร่วมกันโดยสมาชิกของสังคมการเมืองหนึ่งๆ ขณะที่มีความแตกต่างระหว่างความเข้าใจเหล่านี้จะเป็นเรื่องของรายละเอียดประเด็นอื่นๆ ดังที่จะได้แสดงให้เห็นต่อไป

เราสามารถแบ่งความเข้าใจเกี่ยวกับประชาธิปไตยออกได้เป็น 6 แบบกว้างๆ คือ

3.1 ประชาธิปไตยแบบชุมปีเตอเรียน (Schumpeterian Democracy)

ในบรรดาความเข้าใจประชาธิปไตยแบบต่างๆ คนมองกันว่าวิธีทำความเข้าใจมโนทัศน์เรื่องประชาธิปไตยแบบนี้มีขอบเขตครอบคลุมน้อยที่สุดและให้แรงบันดาลใจน้อยที่สุด แต่ขณะเดียวกันก็ดูจะเป็นวิทยาศาสตร์มากที่สุดด้วย ผู้เสนอความเข้าใจประชาธิปไตยชนิดนี้คือ โจเซฟ ชุมปีเตอร์ (Joseph Schumpeter) ซึ่งวิเคราะห์ว่าประชาธิปไตยหมายถึง “การจัดแจงเชิงสถาบันที่มีจุดประสงค์เพื่อให้ได้มาซึ่งการตัดสินใจทางการเมือง อันเป็นการตัดสินใจที่ให้อำนาจแก่ปัจเจกบุคคลที่จะตัดสินใจผ่านการต่อสู้แข่งขัน [ของผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้งหลาย] ในการช่วงชิงคะแนนเสียงของประชาชน” (Schumpeter, 1943: 269) กล่าวให้เข้าใจง่ายขึ้นคือความเข้าใจแบบนี้มองว่าประชาธิปไตยมีหัวใจอยู่ที่การแข่งขันกันของผู้สมัครรับเลือกตั้งเพื่อเข้ามามีและใช้อำนาจทางการเมือง และประชาชนมีบทบาทเป็นเพียงผู้เลือกบุคคลเหล่านี้โดยพิจารณาจากแนวนโยบายที่แต่ละฝ่ายนำเสนอ และเมื่อเลือกตั้งไปแล้ว ก็ต้องปล่อยให้บรรดาผู้ได้รับเลือกเหล่านี้ใช้อำนาจแทนตนในการตัดสินใจทางการเมือง ประชาชนจะกลับมามีโอกาสได้ใช้อำนาจอีกครั้งก็ต่อเมื่อครบกำหนดเลือกตั้งคราวหน้า ซึ่งทุกคนมีอิสระที่จะมอบอำนาจให้กับผู้สมัครรับเลือกตั้งรายเดิมที่ทำผลงานได้ดี หรือเปลี่ยนไปมอบอำนาจให้กับผู้สมัครรับเลือกตั้งรายใหม่แทนก็ได้ ตามความเข้าใจแบบนี้ ประชาธิปไตยไม่ใช่อะไรทั้งสิ้นนอกจากกระบวนการตัดสินใจสำหรับคนหมู่มากและไม่มีคุณค่าทางจริยธรรมใดๆ นอกเหนือไปจากนั้น

มีข้อวิจารณ์ว่าถ้าความเป็นประชาธิปไตยเป็นเพียงแค่กระบวนการตัดสินใจร่วมกันแบบหนึ่งเท่านั้น ก็เท่ากับเราต้องยอมรับว่ารัฐบาลมีระบบเลือกตั้งใดๆ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่ปกครองโดยคนผิวขาวในประเทศแอฟริกาใต้ในปีค.ศ.1993 หรือพรรคคอมมิวนิสต์ของรัสเซียในยุคสตาลิน ต่างก็จัดเป็นรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยทั้งสิ้นใช่หรือไม่ แต่การยอมรับเช่นนี้ขัดกับความเข้าใจทั่วไปเกี่ยวกับประชาธิปไตยในฐานะอุคมคติทางการเมืองของเรา รวมทั้งขัดแย้งกับประวัติศาสตร์ในอดีตที่คนจำนวนมากยอมพลีชีพเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยในฐานะอุดมคติอันสูงส่ง การรับความเข้าใจประชาธิปไตยแบบนี้ “ทำให้เราไม่เหลือเหตุผลแม้แต่ข้อเดียวที่จะถามว่าระบอบการเมืองหนึ่งเป็น “ประชาธิปไตย” หรือไม่ อันที่จริงแล้วหากประชาชน (people) สามารถหมายถึงแค่คนเพียงกลุ่มเล็กๆ ที่ใช้อำนาจเผด็จการอย่างโหดร้ายต่อประชาชนที่เหลือจำนวนมาก “ประชาธิปไตย” ย่อมแทบจะไม่ต่างอะไรจากระบอบอัตตาธิปไตย ทั้งในทางจริยธรรมและในเชิงประจักษ์เลย” (Dahl, 1998) ฝ่ายที่เห็นว่าความเข้าใจแบบนี้ไม่สอดรับกับความเข้าใจทั่วไปและฐานะความเป็นอุดมคติของประชาธิปไตยในความเข้าใจของคนส่วนใหญ่ จึงเสนอว่าต้องมองประชาธิปไตยว่าเป็นมากไปกว่ากระบวนการทางการเมืองตามความเข้าใจแบบชุมปีเตอเรียนนี้

3.2 ประชาธิปไตยแบบประชานิยม (Populist democracy)

นักทฤษฎีการเมืองจำนวนมากเชื่อเหมือนชุมปีเตอร์ว่าความสำคัญอันดับแรกของประชาธิปไตยคือการเป็นกระบวนการสำหรับใช้ตัดสินใจทางการเมือง แต่เห็นต่างออกไปว่าประชาธิปไตยมิได้เป็นแค่กระบวนการเท่านั้น หากแต่มีเนื้อหาสาระและคุณค่าทางจริยธรรมด้วย คุณค่าดังกล่าวมีที่มาจากการเป็นระบอบที่ปกครองโดยประชาชน ซึ่งทำให้ประชาธิปไตยต่างไปจากระบอบอื่นๆ ที่ประชาชนไม่มีอำนาจปกครอง นักทฤษฎีการเมืองในกลุ่มนี้บางคนเชื่อว่าควรเข้าใจประชาธิปไตยแบบประชานิยม โดยมีแรงบันดาลใจมาจากความคิดที่ว่าในฐานะที่ประชาชนทุกคนต่างเป็นบุคคลที่เสรีและเสมอภาค พวกเขาจึงไม่ควรตกอยู่ภายใต้การปกครองโดยอำนาจภายนอกหรือโดยคนกลุ่มเล็กๆ ที่คัดเลือกมากันเอง แต่ควรมีสิทธิที่จะปกครองตนเองในระดับที่มากที่สุดที่จะเป็นไปได้ ตามความเข้าใจแบบที่สองนี้ คุณค่าสูงสุดของประชาธิปไตยจึงอยู่ที่การเป็นระบอบของการปกครองตนเองโดยประชาชนที่เสรีและเสมอภาค

นักทฤษฎีกลุ่มนี้เห็นว่าเสรีภาพและความเสมอภาคคือคุณค่าสำคัญของประชาธิปไตย จะเป็นรองก็แต่กับคุณค่าแห่งการปกครองตนเองเท่านั้น นอกจากนี้ เสรีภาพและความเสมอภาคยังเป็นประโยชน์ต่อประชาธิปไตยในระยะยาวด้วย เนื่องจากเอื้อให้ประชาชนสามารถก่อรูปเจตจำนงของตนได้อย่างเป็นเอกเทศ ดังนั้น เราจึงเห็นนักทฤษฎีกลุ่มนี้สนับสนุน หรือถึงขั้นเรียกร้องให้มีการวางเงื่อนไขเพื่อจำกัดการใช้อำนาจในการควบคุมการแสดงออกถึงเจตน์จำนงของประชาชนให้อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม เงื่อนไขจำกัดเหล่านี้ได้แก่หลักประกันแก่เสรีภาพในการสื่อสารและแสดงออก เสรีภาพของสื่อและเสรีภาพในการรวมกลุ่ม ซึ่งล้วนจำเป็นต่อการมีและใช้อิสรภาพทางการเมือง นอกจากนี้ยังมีเงื่อนไขแห่งการปกครองโดยหลักนิติรัฐ (rule of law) และสิทธิในการลงคะแนนเสียงที่เท่ากันสำหรับพลเมืองทุกคน

ความเข้าใจประชาธิปไตยแบบนี้มีการให้ความสำคัญกับคุณค่าสองแบบคือ คุณค่าหลัก ได้แก่ การปกครองตนเองโดยบุคคลที่เสรีและเสมอภาค และคุณค่ารอง อันได้แก่ผลลัพธ์ที่ถูกจริยธรรม เช่น การที่เจตจำนงของประชาชนเกิดจากความต้องการเลือกที่แท้จริงภายใต้กรอบของนิติรัฐและเป็นเอกเทศในแง่ที่ว่าไม่ได้เป็นผลจากการครอบงำ ปลุกปั่นหรือควบคุมทางจิตวิทยาแบบใดแบบหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องคุณค่านี้กลับกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้ความเข้าใจประชาธิปไตยแบบนี้ขาดความชัดเจน กล่าวคือ มีคำถามว่าจะทำอย่างไรในกรณีที่คุณค่ารองขัดกับคุณค่าหลัก หรืออีกนัยหนึ่ง ผลลัพธ์ที่ถูกจริยธรรมขัดแย้งกับเจตจำนงที่เป็นจริงของประชาชน ผู้ที่ยึดความเข้าใจแบบนี้ต้องยอมรับว่าเราจำเป็นต้องสละผลลัพธ์ที่ถูกจริยธรรมใช่หรือไม่? ถ้าคำตอบคือใช่ ก็จะเท่ากับว่ามีความเป็นไปได้ที่ประชาธิปไตยที่มีคุณค่าหลักคือการปกครองตนเองโดยบุคคลที่เสรีและเสมอภาคนั้น จะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ไม่ถูกจริยธรรมตามมา ซึ่งเป็นข้อสรุปที่สร้างความกระอักกระอ่วนใจแก่ผู้รักในอุดมคติประชาธิปไตย

ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่ยึดความเข้าใจแบบนี้จึงมักหาทางออกโดยอ้างว่าเจตจำนงของประชาชนที่ไม่ถูกจริยธรรมไม่ใช่เจตจำนงแบบประชาธิปไตยที่แท้จริง เพราะไม่เชิดชูเงื่อนไขที่จำเป็นต่อการได้มาซึ่งเจตจำนงที่แท้จริงในระยะยาว แต่คำตอบแบบนี้นั่นเองที่ชี้ว่าความเข้าใจแบบนี้บกพร่อง เนื่องจากถ้าอ้างตั้งแต่ต้นว่าคุณค่าสูงสุดของประชาธิปไตยคือการที่ประชาชนที่เสรีและเสมอภาคได้ปกครองตนเอง เงื่อนไขจำกัดใดๆ ย่อมต้องมีความสำคัญน้อยกว่าคุณค่าสูงสุดนี้เสมอ ไม่เช่นนั้นย่อมไม่อาจเรียกว่าเป็นคุณค่าสูงสุด ดังนั้น หากเงื่อนไขเรื่องความถูกต้องทางจริยธรรมหรือเงื่อนไขอื่นใดมาจำกัดขอบเขตการใช้เจตจำนงของประชาชน เงื่อนไขนั้นย่อมต้องสละทิ้งไปแม้จะดูมีเหตุผลสนับสนุน (justified) ให้รักษาไว้ก็ตาม ตัวอย่างเช่น ระบบการกลั่นกรองโดยตุลาการ (judicial review) ที่แม้จะเป็นเครื่องมือที่ดีในการให้หลักประกันสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของปัจเจกบุคคล แต่ระบบนี้ดูจะมีลักษณะที่จำกัดขอบเขตการแสดงออกของเจตจำนงของประชาชน เพราะมีนัยว่ากฎหมายที่ออกโดยประชาชนสามารถระงับ ยับยั้งหรือแม้แต่เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ โดยคณะตุลาการอันเป็นคนเพียงไม่กี่คนที่ไม่ได้ผ่านการเลือกตั้งโดยประชาชน ดังนั้น ตามหลักของความเข้าใจประชาธิปไตยแบบที่สองนี้ ระบบนี้จึงไม่ควรนำมาใช้

3.3 ประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม (Liberal democracy)

มีผู้ที่เสนอความเข้าใจประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมขึ้นมาแทนที่ความเข้าใจประชาธิปไตยแบบประชานิยม เนื่องจากเห็นว่าประชาธิปไตยต้องเคารพสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของปัจเจกบุคคลเป็นอันดับแรก คนกลุ่มนี้เห็นว่าควรมีเงื่อนไขจำกัดการใช้อำนาจของประชาชน เช่น ระบบการกลั่นกรองโดยตุลาการ เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพพื้นฐานเหล่านี้ ตามความเข้าใจนี้ การปกครองตนเองของประชาชนเป็นคุณค่ารอง ขณะที่คุณค่าสูงสุดทางการเมืองคือเสรีภาพพื้นฐาน (a set of basic liberties) ที่เท่าเทียมกันสำหรับพลเมืองทุกคน ในหนังสือ A Theory of Justice จอห์น รอลส์ (John Rawls) ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าเสรีภาพพื้นฐานต้องประกอบด้วยเสรีภาพทางความคิด เสรีภาพในการสื่อสารและการแสดงออก เสรีภาพของสื่อ เสรีภาพในการรวมกลุ่ม เสรีภาพในการนับถือศาสนา เสรีภาพในการครอบครองทรัพย์สิน เสรีภาพในการลงคะแนนเสียงและดำรงตำแหน่งทางการเมือง เสรีภาพในการไม่ถูกจับกุมหรือยึดทรัพย์อย่างไม่ชอบด้วยเหตุผล และหลักนิติรัฐ (Rawls: 1971: 32, 201-3) การให้ความสำคัญแก่เสรีภาพพื้นฐานชุดที่กล่าวมาในฐานะคุณค่าหลักของประชาธิปไตย ทำให้ประชาธิปไตยตามความเข้าใจแบบที่สามนี้ต้องเปิดช่องทางไว้ค่อนข้างมากเพื่อการตรวจสอบและถ่วงดุล โดยอาศัยการแบ่งแยกอำนาจ การตรวจสอบฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติโดยสถาบันตุลาการ และกลไกแบบอื่นเช่น วุฒิสภา ที่อาจเข้าไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขเจตจำนงของประชาชน กลไกเหล่านี้พบได้ทั่วไปในประเทศประชาธิปไตยแบบรัฐธรรมนูญในโลกตะวันตก

อย่างไรก็ดี ปัญหาของความเข้าใจประชาธิปไตยแบบนี้ก็คือเงื่อนไขเชิงสถาบันใดๆ ที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องเสรีภาพพื้นฐานของปัจเจกบุคคลอาจถูกนำไปใช้เพื่อปกป้องหรือส่งเสริมความได้เปรียบแก่คนกลุ่มน้อยบางกลุ่มอย่างไม่เป็นธรรม จนเป็นเหตุให้เกิดความไม่เสมอภาคทางอำนาจขึ้นระหว่างพลเมืองในสังคมประชาธิปไตยได้ ตัวอย่างเช่นเสรีภาพในการถือครองทรัพย์สิน ในหลายกรณีพบว่าเสรีภาพดังกล่าวทำให้ความมั่งคั่งกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนจำนวนน้อย ขณะที่คนส่วนใหญ่ยังคงยากจนข้นแค้นและจำต้องอยู่ในภาวะพึ่งพิงคนกลุ่มแรก สิ่งนี้ขัดแย้งกับพื้นฐานของประชาธิปไตยที่เรียกร้องให้มีอำนาจที่เท่าเทียมกันระหว่างพลเมืองที่มาทำการตัดสินใจร่วมกัน ผู้สนับสนุนความเข้าใจประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมบางรายพยายามหาทางออกให้แก่ปัญหานี้โดยเสนอว่าถ้าให้การศึกษาแก่ประชาชนอย่างเพียงพอโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้คนเหล่านี้มีขีดความสามารถทางความรู้และจริยธรรมที่จำเป็นที่ช่วยให้ได้มาซึ่งมติสาธารณะที่สะท้อนความเคารพในสิทธิเสรีภาพซึ่งกันและกัน ในระยะยาวสังคมประชาธิปไตยก็อาจดำเนินไปได้โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยเงื่อนไขจำกัดทั้งเชิงสถาบันและกลไกต่างๆ เพื่อควบคุมการปกครองตนเองของประชาชนอีกต่อไป (Waldron, 1990: 56) แต่ปัญหาก็คือจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่เคยพบว่ามีโครงการให้การศึกษาประเภทนี้ดำเนินการและประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงจนสามารถทำให้ความขัดแย้งระหว่างสิทธิเสรีภาพพื้นฐานกับความเป็นธรรมทางสังคมหมดไปได้แต่อย่างใด

มีบางคนตั้งข้อสังเกตว่าในความเป็นจริง ความเข้าใจประชาธิปไตยแบบที่สองกับแบบที่สามต่างกันแค่ในเชิงหลักการเท่านั้น แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ไม่แตกต่างกันมากนัก เพราะประชาธิปไตยแบบประชานิยม แม้จะยกให้เจตจำนงค์ของประชาชนเป็นคุณค่าหลัก และถือเงื่อนไขจำกัดอำนาจซึ่งโดยหลักๆ ก็คือสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานเป็นคุณค่ารอง แต่ในที่สุดแล้วฝ่ายนี้ก็ต้องยอมรับว่าผลลัพธ์ของเจตจำนงค์นั้นจำเป็นต้องถูกจริยธรรมด้วย กล่าวคือ เจตจำนงของประชาชนจำเป็นต้องเคารพในเสรีภาพในการสื่อสารและแสดงความคิดเห็น เสรีภาพของสื่อ และการรวมกลุ่มที่จำเป็นสำหรับการก่อรูป แสดงออกและรวบรวมความพอใจเลือกทางการเมือง (political preference) ซึ่งก็ตรงกับความเข้าใจประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมนั่นเอง แต่ความเข้าใจสองแบบนี้จะแตกต่างกันก็ต่อเมื่อมีความขัดแย้งระหว่างการปกครองตนเองของประชาชนกับเสรีภาพพื้นฐานที่ไม่ใช่ เงื่อนไขจำเป็นของการเป็นประชาธิปไตย เช่น เสรีภาพในการเสพสื่อลามกที่เข้าข่ายอนาจาร (hard-core pornography) และไม่ได้สื่อความคิดทางการเมืองใดๆ เลย ทำให้ไม่อาจจัดอยู่ในกลุ่มของเสรีภาพที่จำเป็นสำหรับการก่อรูป แสดงออกและรวบรวมความพอใจเลือกทางการเมืองได้ ในกรณีแบบหลังนี้ นักประชาธิปไตยประชานิยมจะส่งเสริมให้ใช้มาตรการจำกัดเสรีภาพในการเสพสื่อดังกล่าว (เช่น ห้ามเผยแพร่ไม่เช่นนั้นจะถูกลงโทษตามกฎหมาย) หากการทำเช่นนั้นได้รับการสนับสนุนจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน ขณะที่นักประชาธิปไตยเสรีนิยมจะคัดค้านการใช้มาตรการดังกล่าว ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของปัจเจกบุคคลที่นิยมเสพสื่อชนิดที่ว่าเป็นการส่วนตัว โดยไม่ไปทำร้ายหรือสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น

อีกกรณีหนึ่งที่ความเข้าใจสองแบบนี้จะเห็นต่างกันคือ เมื่อเสรีภาพส่วนบุคคลขัดแย้งกับสิ่งที่ดีทางสังคมประเภทอื่นเช่น ความอยู่ดีกินดีหรือความสมานฉันท์ในชุมชน โดยในกรณีนี้นักประชาธิปไตยแบบประชานิยมจะถือว่าเสียงส่วนใหญ่ควรเป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องที่กระทบต่อชุมชนของตน ขณะที่นักประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมจะย้อนถามว่า ถ้าคิดกันตามจริงแล้ว คนมีเหตุผลไม่น่าให้น้ำหนักกับการปกครองโดยเจตจำนงค์ของประชาชนมากนัก เพราะเหตุว่าในการตัดสินใจร่วมกันจริงๆ นั้น ปัจเจกบุคคลแต่ละคนแทบไม่มีอิทธิพลใดเลยต่อผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น เปรียบเหมือนหยดน้ำในทะเลที่เพียงหยดสองหยดไม่อาจทำให้น้ำทะเลเค็มมากขึ้นหรือน้อยลงได้ ดังนั้น ถ้าเทียบกันแล้ว คนมีเหตุผลจึงน่าจะเลือกระบอบการปกครองที่ให้ตัวเองมีเสรีภาพส่วนตัวที่กว้างขวางที่สุด มากกว่าจะเลือกรับระบอบประชาธิปไตยที่ทำให้ตนมีอำนาจในการเลือกหรือกำหนดเพียงหนึ่งเสียงเท่านั้นท่ามกลางเสียงของคนอื่นๆ อีกนับแสนนับล้านที่ต้องมาตัดสินใจร่วมกันในเรื่องที่จะส่งผลกระทบต่อทุกคน และจะว่ากันไปแล้วคนที่นิยมชมชอบกิจกรรมทางการเมืองจริงๆคือคนบางส่วนของสังคมเท่านั้น ดังจะเห็นว่าในการเลือกตั้งบางครั้ง คนส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่มาลงคะแนนด้วยซ้ำ เมื่อเป็นเช่นนี้การเลือกรับประชาธิปไตยเมื่อต้องแลกกับสิทธิเสรีภาพพื้นฐานจึงเป็นการเลือกที่ไม่สมเหตุสมผล และเมื่อคิดว่าคนที่จริงๆ แล้วไม่นิยมชมชอบกิจกรรมทางการเมืองแต่ถูกกดดันให้ต้องเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองเพื่อปกป้องเสรีภาพส่วนบุคคลของตนด้วยแล้ว นี่ย่อมเป็นการสูญเสีย (และความไร้เหตุผล) ถึงสองต่อทีเดียว

3.4 ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (participatory democracy)

ความเข้าใจประชาธิปไตยแบบที่สี่นี้คือปฏิกิริยาท้าทายต่อความเข้าใจแบบที่สามที่ให้น้ำหนักแก่การคุ้มครองเสรีภาพส่วนบุคคลมากกว่าการมีส่วนร่วมในทางการเมือง ผู้สนับสนุนความเข้าใจแบบที่สี่เห็นว่าเมื่อเทียบกับต้นกำเนิดของประชาธิปไตย.oกรีกยุคโบราณแล้ว ประชาธิปไตยในยุคปัจจุบันให้คุณค่าแก่การมีส่วนร่วมทางการเมืองน้อยเกินไป และทำให้เกิดเป็นรูปแบบการปฏิบัติที่ไม่เอื้อแก่การมีส่วนร่วมในทางการเมืองได้อย่างมีความหมายแท้จริง ทั้งที่หากสังคมประชาธิปไตยเปิดโอกาสให้พลเมืองสามารถสะท้อนทัศนะทางการเมืองของตนได้อย่างอิสระ พลเมืองเหล่านี้ย่อมฉวยโอกาสนี้แสดงความคิดเห็นของตนและเข้าร่วมทำการตัดสินใจทางการเมืองด้วยตนเองมากกว่าจะยอมมอบอำนาจให้แก่ผู้แทนดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน (Barber, 1984)

ผู้ที่สนับสนุนความเข้าใจประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมนี้ ส่วนใหญ่ยึดตัวแบบของสังคมเอเธนส์ในยุคกรีกโบราณว่าเป็นตัวแบบที่ชัดเจนและมีชีวิตชีวาที่สุดของประชาธิปไตย เนื่องจากพลเมืองส่วนใหญ่ของเอเธนส์ต่างมีบทบาทในการตัดสินใจทางการเมืองโดยตรง และมักดูถูกดูแคลนคนบางประเภทที่วันๆ สนใจแต่กับการใช้ชีวิตส่วนตัวให้ดี โดยไม่แยแสหรือคิดช่วยแก้ไขปัญหาของสังคมส่วนรวม ซึ่งผู้สนับสนุนเหล่านี้เห็นว่าเป็นท่าทีที่สอดคล้องกับทัศนะทางการเมืองแบบเสรีนิยม (liberalism) และความเข้าใจประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมที่เน้นการใช้อำนาจทางการเมืองผ่านตัวแทน (representation) แทนที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรง ผู้สนับสนุนความเข้าใจแบบที่สี่นี้เห็นว่าการปกครองโดยตัวแทน ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ไม่พึงปรารถนาหลายประการด้วยกัน อาทิเช่น การทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงและการละเมิดหลักความรับผิดทางประชาธิปไตยของตัวแทนทางการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ การขาดความเข้าใจทางการเมือง ขาดข้อมูลที่เพียงพอสำหรับการตัดสินใจทางการเมืองของประชาชนส่วนใหญ่ รวมไปถึงระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่นับวันจะยิ่งตกต่ำลงจนน่าตกใจ ซึ่งฝ่ายนี้เห็นว่าทั้งหมดล้วนเกิดจากการที่ประชาชนขาดการมีส่วนร่วมทางการเมืองในประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมหรือประชาธิปไตยแบบที่มีนักการเมืองเป็นผู้แทนประชากรขนาดใหญ่เกินไป เมื่อพลเมืองที่เป็นคนธรรมดาทั่วไปมีความเข้าใจและผลประโยชน์ทางการเมืองที่จำกัด ความพยายามที่จะแสวงหากลไกเชิงสถาบันเพื่อปกป้องการใช้อำนาจในทางที่ผิดโดยตัวแทนทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐก็จะพลอยจำกัดไปด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ ทางแก้จึงอยู่ที่การเชิญชวนพลเมืองให้เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมืองโดยตรง เพื่อกระตุ้นให้มีความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับการเมืองและมองเห็นประโยชน์ของการมีส่วนร่วมชัดเจนขึ้น อันจะเป็นแรงจูงใจทำให้ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้นต่อไปในอนาคต

ข้อจำกัดของความเข้าใจประชาธิปไตยแบบนี้คือต้องอาศัยสมมติฐานเกี่ยวกับพลเมืองว่ามีความพร้อมและยินดีเสียสละประโยชน์สุขส่วนตัวเพื่อเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมือง ขณะที่นักประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมยุคคลาสสิค เช่น ฌองฌาค รุสโซ (Jean-Jacques Rousseau, 1762) ถึงขนาดคาดหวังไว้ใน The Social Contract (Book 3, ch. 15) ว่าถ้าได้รับโอกาสแล้ว พลเมืองจะรีบโลดแล่นไปยังสมัชชาการเมืองเพื่อทำหน้าที่ของตน นักประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมยุคปัจจุบันลดความคาดหวังลงมาเหลือเพียงแค่ว่าพลเมืองจะเข้ามามีปฎิสัมพันธ์และร่วมกันตัดสินใจปัญหาสาธารณะโดยการลงประชามติผ่านระบบทีวีแบบเคเบิ้ล (Barber, 1984) กระนั้นก็ดี ความคาดหวังเหล่านี้ก็ยังดูจะไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่การตัดสินใจสาธารณะหลายๆ ครั้งใช้เวลาและทรัพยากรมากเสียจนกระทั่งคนที่ยินดีเข้ามามีส่วนร่วมไปจนเสร็จสิ้นกระบวนการจริงๆ นั้นมีจำนวนน้อยมาก ผู้สนับสนุนความเข้าใจประชาธิปไตยแบบที่สี่นี้ พยายามแก้ข้อจำกัดนี้ด้วยการอ้างเหตุผลสองข้อ คือ 1) การมีส่วนร่วมทางการเมืองคือองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้สำหรับชีวิตที่ดีของมนุษย์ นี่คือข้อเท็จจริงที่มนุษย์จะตระหนักรับรู้ได้ ถ้าอยู่ในเงื่อนไขทางสังคมการเมืองที่เหมาะสม และ 2) การมีส่วนร่วมทางการเมืองในวงกว้างเป็นสิ่งจำเป็นในการป้องกันไม่ให้ตัวแทนทางการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจที่ได้รับมอบจากประชาชนไปในทางที่ผิด ถ้าเหตุผลสองข้อนี้ถูกต้อง ก็เท่ากับว่าการมีส่วนร่วมเป็นทั้งส่วนประกอบที่ขาดไม่ได้ของชีวิตที่ดีและเป็นเครื่องมือที่จำเป็นเพื่อบรรลุถึงสังคมที่ดีไปพร้อมกัน อย่างไรก็ดี เราสงสัยได้ว่าเหตุผลสองข้อนี้สนับสนุนความเข้าใจประชาธิปไตยแบบที่สี่นี้จริงหรือไม่ นั่นคือ เหตุผลข้อแรกไม่ว่าจะมีนัยเชิงบรรทัดฐาน (การมีส่วนร่วมทางการเมืองควรเป็นองค์ประกอบของชีวิตที่ดีสำหรับมนุษย์ทุกคน) หรือนัยเชิงประจักษ์ (การมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นองค์ประกอบของชีวิตที่ดี) ล้วนโต้แย้งได้ทั้งสิ้นจากมุมมองของคนมีเหตุผล (rational man) ที่ไม่ต้องการมีส่วนร่วมทางการเมือง ส่วนเหตุผลข้อที่สองก็ไม่ได้ปิดโอกาสที่จะมีรูปแบบการปกครองแบบอื่นที่สามารถป้องกันการใช้อำนาจในทางที่ผิดได้ดีพอๆ กันแต่ประชาชนไม่ต้องมีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน เช่น การมีกลไกตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างสถาบันตามรัฐธรรมนูญที่เข้มแข็งในแบบที่ความเข้าใจแบบเสรีนิยมเสนอ เป็นต้น

3.5 ประชาธิปไตยแบบสังคม (Social democracy)

ความเข้าใจประชาธิปไตยแบบสังคมเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของปฏิกิริยาท้าทายต่อความเข้าใจประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม ความเข้าใจนี้ขยายปริมณฑลของประชาธิปไตยออกไปสู่พื้นที่ที่นักเสรีนิยมดั้งเดิมมองว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่ไม่ควรอยู่ภายใต้หลักการประชาธิปไตย เช่น ชีวิตครอบครัวและธุรกิจกิจการต่างๆ โดยเห็นว่าควรต้องเปลี่ยนพื้นที่เหล่านี้ให้กลายเป็นประชาธิปไตยด้วย แม้จะแค่บางส่วนก็ตาม แต่ทั้งนี้เราต้องไม่สับสนความเข้าใจประชาธิปไตยแบบนี้กับความเข้าใจประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม เพราะประชาธิปไตยแบบสังคมไม่ได้มีแรงผลักดันจากความเชื่อที่ว่าการมีส่วนร่วมเป็นสิ่งที่มีคุณค่าในตัวเองหรือเป็นคุณค่าหลักของประชาธิปไตย แต่ทว่ามีแรงผลักดันจากความต้องการที่จะหลีกเลี่ยงภัยคุกคามในรูประบบทรราชย์ที่เข้ามาครอบงำชีวิตด้านต่างๆ ของปัจเจกบุคคล อันเป็นภัยที่เกิดขึ้นเมื่อระบอบที่เป็นอยู่ปล่อยให้อำนาจกระจุกตัวอยู่ที่ใดที่หนึ่งมากจนเกินไป (Walzer, 1983) ภัยแบบนี้เชื่อกันว่าเป็นช่องโหว่ของประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม ตัวอย่างเช่นบนพื้นฐานความเคารพในสิทธิในการถือครองทรัพย์สิน นักประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมเห็นว่าเจ้าของธุรกิจควรเป็นผู้มีอำนาจในการปกครองสั่งการภายในธุรกิจของตน แต่ในสภาพเช่นนี้ นักประชาธิปไตยสังคมเห็นว่าอาจนำไปสู่ระบบทรราชย์ที่แอบแฝงอยู่ในรูปของการที่เจ้าของและผู้จัดการธุรกิจขนาดใหญ่มีอำนาจสูงเกินไปและสามารถกำหนดเงื่อนไขสภาพแวดล้อมในการทำงานให้เป็นไปตามที่ตนต้องการ รวมถึงกำหนดอัตราค่าจ้างหรือแม้แต่สวัสดิการสังคมให้แก่ลูกจ้างของตนอย่างไม่เป็นธรรมได้

ผู้สนับสนุนประชาธิปไตยเสรีนิยมอาจตอบได้ว่าในความเป็นจริงมีนักประชาธิปไตยเสรีนิยมน้อยรายที่คิดว่าภายในธุรกิจไม่ควรมีความเป็นประชาธิปไตยเลย เพราะส่วนใหญ่ล้วนตระหนักว่าเหตุผลรองรับสิทธิในการถือครองทรัพย์สินส่วนบุคคลหลายข้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เหตุผลที่ว่าสิทธินี้เป็นเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการมีอัตตาณัติ (autonomy) เหตุผลนี้ชี้ว่าเจ้าของกิจการไม่สามารถอ้างสิทธิเพื่อที่จะควบคุมธุรกิจของตนในทุกๆ ด้านอย่างเบ็ดเสร็จได้ หากการทำเช่นนั้นจะส่งผลกระทบต่อเสรีภาพของลูกจ้าง แม้แต่หลักการของจอห์น ล็อค (John Lock) ที่กล่าวว่าคนแต่ละคนมีสิทธิในผลผลิตจากแรงงานของเขาก็ไม่ได้มีนัยว่า “ผู้ลงทุนมีสิทธิที่จะปกครองบริษัทที่พวกเขาได้ลงทุนไว้” (Dahl, 1989: 330) การได้มาซึ่งเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการมีอัตตาณัติหรือการกำหนดตนเองสำหรับสมาชิกทุกคนของสังคม ซึ่งเป็นเหตุผลสนับสนุนเบื้องหลังสิทธิในการถือครองทรัพย์สิน จึงเรียกร้องธุรกิจมีความเป็นประชาธิปไตยกับลูกจ้างด้วย

ข้อจำกัดของความเข้าใจประชาธิปไตยแบบที่ห้านี้อยู่ตรงข้อเท็จจริงที่ว่าโดยส่วนใหญ่ลูกจ้างมักไม่มีความสามารถที่จะตัดสินใจในเรื่องราวต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการทำให้ธุรกิจมีกำไรและการบริหารจัดการมีประสิทธิภาพได้ และความเป็นไปได้ที่รัฐจะเข้าแทรกแซงธุรกิจเพื่อบังคับให้เป็นประชาธิปไตยเพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นทรราชย์ของเจ้าของธุรกิจนั้น ก็ประสบกับปัญหาเดียวกัน คือ การเข้าควบคุมมากเกินขอบเขตของรัฐอาจก่อให้เกิดภัยคุกคามในรูปของการเป็นทรราชย์โดยรัฐเสียเอง ซึ่งมีแนวโน้มจะก่อให้เกิดผลเลวร้ายเสียยิ่งกว่าการเป็นทรราชย์ของเจ้าของธุรกิจเสียด้วยซ้ำ สองเรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่าความเข้าใจประชาธิปไตยประเภทนี้ไม่สามารถอาศัยมโนทัศน์เรื่องสิทธิในทรัพย์สินส่วนบุคคลอย่างที่ใช้กันอยู่ จึงจำเป็นต้องมีวิเคราะห์สิทธิเหล่านี้ให้เห็นชัดเจนลงไปเลยว่าส่วนใดบ้างที่ควรทำให้เป็นประชาธิปไตย ส่วนใดบ้างที่ต้องอาศัยเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องรับผิดชอบต่อสาธารณะ และส่วนใดบ้างที่ควรปล่อยให้เป็นอำนาจของเจ้าของธุรกิจและผู้จัดการที่จะบริหารจัดการกันเองเพื่อป้องกันการแทรกแซงเกินขอบเขตของรัฐที่อาจนำไปสู่การเป็นทรราชย์ของรัฐเองในที่สุด

นอกจากนี้ การทำให้สถาบันครอบครัวกลายเป็นประชาธิปไตยก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีความซับซ้อนและความสำคัญมากไม่แพ้กัน แต่ด้วยเหตุผลที่ต่างออกไป กล่าวคือ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับบุตรหลานนั้นเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่ามีลักษณะแบบปิตาธิปไตย (paternalism) ที่มีเหตุผลที่ดีรองรับ การเรียกร้องให้สถาบันครอบครัวต้องอยู่ภายใต้หลักประชาธิปไตยจึงเป็นข้อเรียกร้องที่ค่อนข้างอ่อนไหวเนื่องจากกระทบต่อโครงสร้างความสัมพันธ์ภายในครอบครัวโดยตรง นอกจากนี้ ความคิดหลักของประชาธิปไตยแบบสังคมเน้นขจัดผลลัพธ์ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย อันเป็นผลกระทบจากความอยุติธรรมเชิงโครงสร้าง (structural injustice) เช่น ความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจและสังคมระหว่างชายหญิง ด้วยเหตุนี้ จึงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปในหลายๆ ด้าน เช่น ออกกฎหมายให้เงินอุดหนุนแก่สตรีสำหรับการดูแลเด็กและกฎหมายลงโทษการลวนลามต่อสตรี แม้เหล่านี้จะให้หลักประกันความเสมอภาคทางเศรษฐกิจสังคมและโอกาสที่เท่าเทียมกันแก่สตรีมากขึ้น แต่ก็นำมาซึ่งข้อกังวลใหม่ถึงขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่ใหญ่โตมากขึ้นของรัฐ ในแง่ที่ว่ารัฐสามารถเข้ามาแทรกแซงในกิจการบางเรื่องที่เคยเป็นการตัดสินใจของสมาชิกในครอบครัวเท่านั้น เช่น เรื่องการแบ่งภาระหน้าที่ในการดูแลบุตรระหว่างสามีภรรยา หรือ การใช้ดุลยพินิจในการจัดการกับรายได้รายจ่ายของครัวเรือน ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องและมีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อเสรีภาพส่วนบุคคลและความเสมอภาคทางการเมืองของพลเมืองในสังคมประชาธิปไตย

3.6 ประชาธิปไตยแบบร่วมไตร่ตรอง (deliberative democracy)

เมื่อเปรียบเทียบกับความเข้าใจประชาธิปไตยแบบประชานิยมที่ให้คุณค่าสูงสุดแก่การปกครองโดยประชาชนกับความเข้าใจประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมที่ให้คุณค่าสูงสุดแก่สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล ความเข้าใจประชาธิปไตยแบบร่วมไตร่ตรองให้ความสำคัญกับคุณค่าทั้งสองนี้เท่าๆ กัน โดยถือว่าทั้งคู่ต่างจำเป็นสำหรับอัตตาณัติของบุคคล ที่แสดงออกในรูปที่ทุกคนมาร่วมกันไตร่ตรองอย่างมีเหตุมีผลเมื่อต้องทำการตัดสินใจในเรื่องที่จะส่งผลกระทบต่อทุกคนที่เป็นสมาชิกของสังคมการเมืองนั้นๆ อันแสดงถึงความยินยอมพร้อมใจและความสามารถของแต่ละคนที่จะกำหนดชีวิตของตนเองให้เป็นไปในทางใดทางหนึ่ง (Cohen and Rogers, 1983) ตามความเข้าใจแบบนี้อัตตาณัติหรือการกำหนดตนเองของบุคคลจึงเป็นคุณค่าสูงสุด และการปกครองโดยประชาชนในรูปการแสดงออกถึงเจตจำนงร่วมกันและสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานต่างก็เป็นเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับส่งเสริมให้เกิดการร่วมไตร่ตรองที่เป็นสาธารณะซึ่งเป็นหลักประกันถึงการกำหนดตนเองดังกล่าวนั่นเอง (Cohen, 1997:72)

ตามความเข้าใจประชาธิปไตยแบบนี้ คนทุกคนล้วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันไม่ใช่แค่ในรูปที่ต่างคนต่างยืนยันเจตจำนงเฉพาะ (particular will) ของตน หรือต่างต่อสู้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ส่วนตัวที่มีมาก่อนกระบวนการร่วมไตร่ตรอง หากแต่ทุกคนสัมพันธ์กันในรูปที่ต่างฝ่ายต่างมีอิทธิพลต่อกันผ่านกระบวนการร่วมไตร่ตรอง อันเป็นการถกเถียงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน โดยอาศัยหลักฐานข้อมูลที่เที่ยงตรง ประเมินและชักจูงซึ่งกันและกันอย่างชอบด้วยเหตุผล กระบวนการนี้ต้องเป็นกระบวนการที่ทุกคนยอมรับ ประชาธิปไตยแบบร่วมไตร่ตรองนี้ถือว่าประชาชนจะเป็นผู้ร่วมกันกำหนดรูปร่างให้แก่การเมืองของตนเองผ่านกระบวนการใช้เหตุผลแลกเปลี่ยนและจูงใจซึ่งกันและกัน (Fishkin, 1991: 1-13) ผู้สนับสนุนความเข้าใจประชาธิปไตยแบบนี้เห็นว่าการใช้เหตุผลเพื่อชักจูงเป็นรูปแบบของการใช้อำนาจทางการเมืองที่มีเหตุผลรองรับมากที่สุด เพราะสอดคล้องที่สุดกับการเคารพในความสามารถในการกำหนดตนเองและขีดความสามารถ (capacity) ในการปกครองตนเองของทุกคน ตามความเข้าใจประชาธิปไตยแบบนี้ ปัญหาทรราชย์ของเสียงข้างมากซึ่งเป็นปัญหาสำคัญสำหรับประชาธิปไตยแบบประชานิยมจะกลายเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ ในแง่ที่ว่าคนทุกคน รวมทั้งผู้ที่เป็นเสียงส่วนน้อยในสังคม ต่างก็มีโอกาสเท่าๆ กันที่จะแสดงเหตุผลชักจูงใจคนอื่นๆ ให้เห็นด้วยกับข้อเสนอของตน แต่ถึงกระนั้น ความเข้าใจประชาธิปไตยแบบนี้ก็ยังต้องพบกับคำถามที่ว่าถ้าในที่สุดแล้ว คุณค่าสูงสุดของระบอบการเมืองควรอยู่ที่การกำหนดตนเองของประชาชน และประชาธิปไตยเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อนำไปสู่เป้าหมายนี้เท่านั้น เราสามารถกล่าวได้หรือไม่ว่าประชาธิปไตยแบบร่วมไตร่ตรองคือประชาธิปไตยชนิดที่เอื้อต่อการกำหนดตนเองมากที่สุด ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับความเข้าใจแบบนี้ เช่น ฝ่ายชุมปีเตอร์เรียน หรือ นักประชาธิปไตยเสรีนิยมพยายามอ้างเหตุผลว่าประชาธิปไตยแบบร่วมไตร่ตรองเป็นแค่คำพูดสวยหรูที่ใช้อ้างเพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนเท่านั้น เพราะภายใต้รูปแบบนี้ ประชาชนแต่ละคนไม่มีโอกาสที่จะได้ใช้ชีวิตภายใต้กฎหมายที่แต่ละคนเป็นผู้เลือกเองอย่างแท้จริง ซึ่งต่างไปจากระบอบการปกครองแบบอื่น เช่น รัฐบาลแบบเสรีนิยมที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้คนมีอิสรภาพในการกำหนดตนเองอย่างแท้จริง เพราะเปิดโอกาสให้คนทุกคนได้มีส่วนเลือกกฎหมายและนโยบายเพื่อใช้กับตนเองและกลุ่มของตนโดยผ่านการเลือกตั้ง

ผู้สนับสนุนความเข้าใจประชาธิปไตยแบบร่วมไตร่ตรองตอบข้อวิจารณ์นี้ว่าผู้วิจารณ์เข้าใจมโนทัศน์เรื่องอัตตาณัติอย่างไม่ถูกต้อง เพราะมองไม่เห็นมิติทางการเมืองที่แฝงอยู่ในมโนทัศน์นี้ การตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ หลายเรื่องในชีวิตของปัจเจกบุคคลจริงๆ แล้วตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขและอิทธิพลจากบริบททางสังคมการเมือง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สถาบันที่ครอบครองอำนาจทางการเมืองอยู่สามารถควบคุมชีวิตมนุษย์ได้ดีที่สุด (ลองนึกถึงบทบาทของรัฐบาลในการออกกฎหมายที่ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อการใช้ชีวิตของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นด้านการทำสัญญาการค้ากับต่างประเทศ นโยบายพลังงาน อาหาร สาธารณสุข เป็นต้น) ถ้าคนในสังคมให้ความสนใจเฉพาะกับอำนาจตัดสินใจของปัจเจกบุคคลเหนือชีวิตส่วนตัวของตนเท่านั้น ในที่สุดแล้วความสามารถในการกำหนดตนเองของพวกเขากลับจะถูกทำลายลงเรื่อยๆ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ยิ่งปัจเจกบุคคลถูกกีดกันออกจากการมีอำนาจเหนือพื้นที่ทางสังคมมากเท่าใด พวกเขายิ่งจะถูกลิดรอนการกำหนดตนเองในมิติที่สำคัญๆ สำหรับชีวิตของพวกเขามากขึ้นเท่านั้น

นักปรัชญาการเมืองบางรายที่พยายามผสมผสานประชาธิปไตยแบบร่วมไตร่ตรองเข้ากับคุณค่าแบบเสรีนิยม เช่น เอมี่ กัทแมน และ เดนนิส ทอมป์สัน (Amy Gutmann & Dennis Thompson) เสนอว่าหลักอัตตาณัติเรียกร้องให้ประชาธิปไตยต้องมีลักษณะพิเศษ คือเป็นการปกครองโดยประชาชนที่ส่งเสริมให้พลเมืองร่วมกันใช้เหตุผลไตร่ตรองเกี่ยวกับการตัดสินใจทางการเมือง และกุญแจสำคัญของประชาธิปไตยชนิดนี้ไม่ได้อยู่ที่การเข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรงในทุกๆ เรื่อง แต่อยู่ที่การมีส่วนร่วมทางการเมืองที่มุ่งสร้างหลักประกันอย่างต่อเนื่องว่าผู้ใช้อำนาจรัฐจะมีความพร้อมรับผิด (accountability) ต่อการกระทำหรือการตัดสินใจใดๆ ของตนที่ส่งผลกระทบต่อพลเมืองผู้ที่ตนทำหน้าที่รับผิดชอบอยู่ ภายใต้ประชาธิปไตยชนิดนี้ การแบ่งงานกันทำระหว่างนักการเมืองอาชีพกับพลเมืองจึงยังคงมีอยู่ (ซึ่งตรงกับลักษณะของประชาธิปไตยแบบตัวแทนหรือแบบเสรีนิยม) แต่ขณะเดียวกันสถาบันที่มีความรับผิดชอบต่อสาธารณะต้องมีหน้าที่ส่งเสริมให้เกิดการร่วมไตร่ตรองในประเด็นสาธารณะที่จะส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนมากขึ้นด้วยเช่นกัน

4. ปฏิทรรศน์ (paradoxes) และปัญหาเชิงปฏิบัติของประชาธิปไตย

ในแง่จุดด้อยของประชาธิปไตยนั้น นอกจากการมีความเข้าใจที่ต่างกันในหมู่ผู้สนับสนุนประชาธิปไตยเองว่าคำๆ นี้หมายถึงอุดมคติที่แน่ชัดอย่างไรแล้ว ประชาธิปไตยยังประสบกับสิ่งที่ดูเหมือนเป็นความขัดแย้งภายใน หรือที่เรียกกันว่าปฏิทรรศน์ (paradox) รวมถึงปัญหาเชิงปฏิบัติบางประการที่ผู้สนับสนุนอุดมคตินี้ทุกรูปแบบต้องเผชิญ ยกเว้นแต่เฉพาะผู้สนับสนุนประชาธิปไตยแบบชุมปีเตอเรียน (ดู 3:1) ที่มองประชาธิปไตยอย่างแคบที่สุด คือเป็นแค่กระบวนการเลือกตั้งนักการเมืองที่ไม่มีเนื้อหาสาระภายในอยู่เลยเท่านั้น

4.1 ปฏิทรรศน์ของประชาธิปไตย (paradoxes of democracy)

ปฏิทรรศน์ของประชาธิปไตยมีสองข้อ ข้อแรกเสนอโดย ริชาร์ด วอลไฮม์ (Richard Wollheim, 1962: 154-167) ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้ สมมติผู้ลงคะแนนเสียงคนหนึ่งเชื่อและมีเหตุผลที่ดีที่จะเชื่อว่าการห้ามล่ากวางเป็นนโยบายที่ถูกต้อง จึงลงคะแนนเสียงสนับสนุนนโยบายนี้ แต่เสียงส่วนใหญ่เห็นว่านโยบายนี้ไม่ดีและลงคะแนนเสียงสนับสนุนให้มีการล่ากวางได้ วอลไฮม์ชี้ว่ากรณีนี้เท่ากับว่าผู้ลงคะแนนเสียงคนแรก ซึ่งเป็นคนมีเหตุมีผลด้วยและเป็นนักประชาธิปไตยด้วยต้องเชื่อในสิ่งที่ขัดแย้งกัน คือ การห้ามล่ากวางเป็นสิ่งที่มีเหตุผลอันควรรองรับ (จากวิจารณญาณที่ไตร่ตรองดีแล้วของเขาเอง) แต่ขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งที่ไม่มีเหตุผลอันควรรองรับ (จากการตัดสินโดยเสียงส่วนใหญ่) และสิ่งนี้เป็นปฎิทรรศน์ที่แสดงว่าต้องมีปัญหาความเข้ากันไม่ได้ทางตรรกะบางอย่างแฝงอยู่ในแนวคิดประชาธิปไตย และเป็นปัญหาซึ่งผู้ให้เหตุผลสนับสนุนโดยพิจารณาผลลัพธ์ (ดู 5.2) ต้องตอบให้ได้

ฮอนเดอริค (Honderich, 1973: 221-226) และเพนน็อค (Pennock, 1974: 88-93) แก้ปฏิทรรศน์ข้อนี้โดยที่ชี้ว่าจริงๆ แล้วปฏิทรรศน์ไม่มีอยู่จริง แต่เกิดจากความเข้าใจผิดของวอลไฮม์เองเกี่ยวกับธรรมชาติของความเชื่อ ของผู้ลงคะแนนเสียง ความจริงคือเมื่อคนหนึ่งลงคะแนนเสียงสนับสนุนการห้ามล่ากวางเพราะเชื่อว่าการห้ามล่ากวางเป็นทางเลือกเชิงนโยบายที่ดีที่สุดเท่าที่มีอยู่ และพบว่าเสียงส่วนใหญ่ผ่านกระบวนการที่เป็นประชาธิปไตยที่ชอบธรรมไม่ยอมรับนโยบายนี้ เขาก็เพียงยอมรับว่าเสียงส่วนใหญ่ของกระบวนการประชาธิปไตยมีความชอบธรรมที่จะเลือกดำเนินนโยบายที่เขาเห็นว่าผิดได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีความเชื่อที่ขัดแย้งกันสองแบบอยู่พร้อมกันว่าการล่ากวางทั้งมีและไม่มีเหตุผลอันควรรองรับ ปฏิทรรศน์ข้อนี้จึงไม่ได้มีอยู่จริงตั้งแต่แรก

ปฏิทรรศน์ที่สองอภิปรายไว้โดย แอนโทนี่ ดาวน์ (Anthony Down, 1957: ch. 14) โดยเรียกว่าเป็นปัญหาสิ่งที่ดีสำหรับส่วนรวม (collective goods) ดาวน์อธิบายว่าผลดีของประชาธิปไตยจัดได้ว่าเป็นสิ่งที่ดีสำหรับส่วนรวม ไม่ว่าจะเป็นผลดีในรูปของประโยชน์โดยรวมของการใช้ระบอบประชาธิปไตย หรือในรูปของประโยชน์จากการเลือกตั้งในแต่ละครั้ง ที่เรียกว่าเป็นสิ่งดีสำหรับส่วนรวมก็เพราะเราไม่สามารถกีดกันใครคนใดคนหนึ่งจากการได้รับผลดีเหล่านั้นได้ ไม่ว่าเขาจะมีส่วนร่วมสร้างประโยชน์หรือไม่ก็ตาม เมื่อเป็นเช่นนี้ จะไม่สมเหตุสมผลกว่าหรอกหรือ หากคนๆ หนึ่งจะไม่เข้าร่วมกระบวนการนี้และรอรับผลดีอย่างเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคิดว่าถ้าคำนวณต้นทุนกันจริงๆ แล้ว การมีส่วนร่วมในกิจกรรมประชาธิปไตยบางอย่าง (เช่น การไปลงคะแนนเสียงในเขตเลือกตั้งที่มีขนาดใหญ่มาก) ไม่คุ้มด้วยประการทั้งปวง เพราะขณะที่ผู้ไปลงคะแนนเสียงต้องเสียทั้งแรง เวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง แต่เขากลับมีส่วนในการกำหนดผลการลงคะแนนน้อยมาก แต่ในทางกลับกัน ถ้าทุกคนคิดแบบนี้เหมือนกันหมด นั่นย่อมเป็นผลเสียหายใหญ่หลวงต่อระบอบประชาธิปไตยและความอยู่รอดของระบอบนี้ในระยะยาว และเมื่อระบอบนี้ให้ประโยชน์ในระยะยาวแก่ทุกคนอยู่ไม่ได้ ปัจเจกบุคคลเองจะต้องเสียประโยชน์จากการไม่ไปลงคะแนนเสียง ดังนั้น สรุปง่ายๆ คือ ประชาธิปไตยเป็นระบอบที่ไม่สมเหตุสมผลที่จะเสียสละมีส่วนร่วม แต่ขณะเดียวกัน ถ้าไม่รักษาระบอบนี้ไว้ ก็จะเป็นการไม่สมเหตุสมผลอีกเช่นกันเพราะจะทำให้เกิดผลเสียร้ายแรงตามมา

นักประชาธิปไตยที่พยายามแก้ปฏิทรรศน์นี้คนหนึ่งคือ โรเบิร์ต กู๊ดดิน (Robert Goodin) โดยชี้ว่าปฏิทรรศน์ข้อนี้เกิดจากการนำทัศนะแบบประโยชน์นิยมที่เชื่อว่าพลเมืองทุกคนเป็นนักคิดเล็งผลเลิศและคอยคิดคำนวณต้นทุนกำไรของการกระทำอยู่ตลอดเวลามาทำความเข้าใจพฤติกรรมการลงคะแนนเสียง จึงคิดว่าคนจะความสมเหตุสมผลที่จะเลือกไปลงคะแนนเสียงก็ต่อเมื่อการกระทำนี้ให้ประโยชน์หรือกำไรกลับคืนมามากกว่าต้นทุนที่เสียไป แต่เมื่อประโยชน์หรือกำไรจากการลงคะแนนเสียง ซึ่งรวมถึงความพอใจจากการได้ทำหน้าที่ทางจริยธรรมของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยนั้น ไม่มีทางสูงกว่าต้นทุนที่เสียไปได้เลย การไปลงคะแนนเสียงจึงไม่มีทางเป็นการกระทำที่สมเหตุสมผลได้ แต่กู๊ดดินชี้ว่า นักประชาธิปไตยแบบร่วมไตร่ตรองไม่ได้มองพลเมืองที่ไปลงคะแนนเสียงว่าเป็นคนที่คอยคิดคำนวณผลได้ผลเสียตลอดเวลา คนเหล่านี้คือผู้ไปลงคะแนนเสียงเนื่องจากมีความเข้าใจทางจริยธรรมและมุ่งมั่นอุทิศตัวให้แก่การส่งเสริมความยุติธรรมทางสังคม พวกเขาจึงไปลงคะแนนเสียงเพราะตระหนักว่านั่นคือหน้าที่ของตน ไม่ใช่เพราะชั่งน้ำหนักแล้วพบว่าการไปให้ผลดีกว่าไม่ไป (Goodin, 1982: 101-115-16) ถ้าเราเห็นว่าปฏิทรรศน์ดังกล่าวมีพื้นฐานความคิดที่ผิดเกี่ยวกับพลเมืองผู้ไปลงคะแนนเสียงเช่นนี้ เราก็จะกล่าวได้ว่าจริงๆ แล้วมันไม่ใช่ปฏิทรรศน์ กระนั้นก็ดี กู๊ดดินยอมรับอย่างหนึ่งว่าเมื่อใดก็ตามที่พลเมืองขาดอุดมคติทางสังคม สังคมประชาธิปไตยก็จะเผชิญกับความท้าทาย (ไม่ใช่ปฏิทรรศน์) ว่าควรออกแบบสถาบันทางสังคมให้เป็นแบบใด จึงจะส่งเสริมให้คนมีอุดมคติทางสังคมกันมากขึ้น เพื่อให้เกิดการใช้เหตุผลไตร่ตรองทางจริยธรรมร่วมกันมากขึ้น สิ่งนี้บ่งชี้ว่าปัญหาที่ประชาธิปไตยเผชิญอยู่จริงๆ แล้วคือความท้าทายเชิงปฏิบัติมากกว่าปฏิทรรศน์ในทางทฤษฎีดังที่กล่าวมา

4.2 ปัญหาเชิงปฏิบัติของประชาธิปไตย: ความไม่กลมเกลียวภายในสังคม

นักทฤษฎีการเมืองที่เห็นว่าประชาธิปไตยไม่ได้ประสบปัญหาปฏิทรรศน์แต่ประสบปัญหาเชิงปฏิบัติ มองว่าปัญหาสำคัญที่สุดสำหรับประชาธิปไตยคือการขาดความกลมเกลียวกันในสังคม ซึ่งเกิดจากที่ประชาธิปไตยในฐานะเครื่องมือหรือกระบวนการ สำหรับใช้ในการตัดสินใจร่วมกันของสมาชิกในสังคมการเมือง ไม่สามารถให้แนวทางสำหรับตอบคำถามเชิงจริยธรรมหรือเชิงประจักษ์ได้ ทำให้เมื่อนำกระบวนการนี้มาใช้จึงไม่มีหลักประกันว่าจะได้คำตอบที่ถูกต้องสำหรับทุกๆ ประเด็นปัญหาที่คนต้องตัดสินใจร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในบริบทที่คนมีข้อจำกัดในด้านความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาและขาดข้อมูลที่เพียงพอสำหรับการตัดสินใจ และในบริบทสังคมที่เป็นพหุนิยมทางคุณค่า (value pluralism) ในบริบทดังกล่าว ปัญหาใหญ่ประการหนึ่งที่ทุกคนต้องเผชิญทั้งในชีวิตส่วนตัวหรือในปริมณฑลทางการเมือง ก็คือการเลือกระหว่างคุณค่าหรือสิ่งดีงาม (the good) หลายสิ่งที่ไม่อาจไปด้วยกันได้ และซ้ำร้ายยังไม่อาจเปรียบเทียบกันได้ว่าคุณค่าใดดีกว่าอีกคุณค่าหนึ่ง (incomparability) ทำให้ไม่ว่าจะพยายามใช้เหตุผลไตร่ตรองอย่างหนักเพียงใดก็ตาม การเลือกรับคุณค่าหรือสิ่งดีงามอันหนึ่ง จึงหมายถึงการยอมสละคุณค่าหรือสิ่งดีงามอีกอย่างหนึ่งโดยปริยาย ในระดับปัจเจกบุคคล การสละคุณค่าหนึ่งเพื่อรับอีกคุณค่าหนึ่งอาจเป็นสิ่งที่มีเหตุผลยอมรับได้จากภายในระบบคุณค่าที่มีการจัดลำดับไว้แล้วของคนๆ นั้น แต่ในระดับของสังคมการเมือง การสละคุณค่านี้อาจยอมรับได้ยากสำหรับกลุ่มคนที่เป็นผู้สูญเสียจากการเลือกครั้งนั้น ตัวอย่างเช่นประเด็นเรื่องการทำแท้งเสรี มีความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนที่สนับสนุนการเลือกของสตรี (pro-choice) กับกลุ่มคนที่มุ่งปกป้องชีวิตของสิ่งที่อยู่ในครรภ์ (pro-life) ในกรณีนี้ ไม่ว่าจะเลือกรับคุณค่าใดและสละอีกคุณค่าหนึ่ง ย่อมต้องมีผู้สูญเสีย และปัญหาคือประชาธิปไตยไม่มีเครื่องมือสำหรับให้เหตุผลกับฝ่ายที่สูญเสีย นอกจากอ้างคุณค่าของตัวประชาธิปไตยเอง ซึ่งปัญหานี้แม้จะไม่ใช่ปฎิทรรศน์ที่ฝังอยู่ในมโนทัศน์ประชาธิปไตยโดยตรง แต่ในระยะยาวแล้ว มีนัยว่าอาจทำให้การให้เหตุผลสนับสนุน (justification) ประชาธิปไตยเป็นไปได้ยากขึ้น จนเป็นเหตุให้เกิดความร้าวฉานขึ้นในสังคมได้ในที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพลเมือง โดยเฉพาะที่เป็นเสียงส่วนน้อย ต้องเป็นฝ่ายสูญเสียซ้ำๆ ขณะที่สังคมก็ไม่ได้หลักประกันว่าเมื่อใช้หลักประชาธิปไตยในการตัดสินใจแล้วจะช่วยให้ค้นพบคำตอบที่ถูกต้องสำหรับปัญหาต่างๆ ได้จริง นักปรัชญาการเมืองบางราย เช่น เอมี่ กัทแมนและเดนนิส ทอมป์สันถึงกับกล่าวว่ายิ่งชีวิตทางการเมืองส่งเสริมให้คนกำหนดตนเองมากขึ้นเท่าใด การตัดสินใจทางการเมืองก็ยิ่งนำมาซึ่งความเจ็บปวดมากขึ้นเท่านั้น และหนทางเดียวที่จะลดความเจ็บปวดดังกล่าวลงได้ก็คือการที่พลเมืองต่างเรียนรู้ที่จะเคารพกันและกันในฐานะบุคคลที่ใช้เหตุผลในการตัดสินใจ มิใช่แค่เพียงคนที่เอาแต่ใจหรือมุ่งแสวงหาผลประโยชน์เฉพาะตนหรือเฉพาะกลุ่มของตนเท่านั้น (Gutmann and Thompson, 1990) และหากประชาธิปไตยดำเนินต่อไปในลักษณะนี้และในขอบเขตที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ ก็อาจนำไปสู่นโยบายสาธารณะที่มีเหตุผลเป็นที่ยอมรับมากขึ้นสำหรับทุกคนได้ในอนาคตด้วยเช่นกัน

ทั้งกู๊ดดิน และกัทแมนและทอมป์สันต่างเป็นนักประชาธิปไตยแบบร่วมไตร่ตรอง และทางออกที่ทั้งคู่เสนอมีลักษณะคล้ายกันคือชี้ให้เห็นว่าทั้งปฎิทรรศน์ของประชาธิปไตยและปัญหาเชิงปฏิบัติเรื่องการขาดความกลมเกลียวกันภายในสังคมประชาธิปไตยนั้น ต่างมาจากสมมติฐานแบบเดียวกันที่มองว่าพลเมืองในสังคมประชาธิปไตยเป็นคนมีเหตุผลที่เห็นแก่ประโยชน์ของตนเป็นที่ตั้ง (rational and concerned with self-interest) เมื่อเป็นเช่นนี้ การที่จะแก้ปฏิทรรศน์และปัญหาเชิงปฏิบัติจึงกระทำโดยการชี้ให้เห็นว่าสมมติฐานนี้ไม่ถูกต้องตั้งแต่ต้น กล่าวคือ พลเมืองในสังคมประชาธิปไตยไม่จำเป็นต้องเป็นคนมีเหตุผลที่เห็นแก่ตัว แต่สามารถเป็นผู้มีจิตสำนึกทางสังคมและจริยธรรมที่ทำให้การปกครองตนเองโดยประชาชนอย่างกว้างขวางเป็นไปได้ แต่ข้อจำกัดของการอ้างเหตุผลเช่นนี้คือแม้จะหักล้างสมมติฐานของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่สามารถชี้แจงอย่างเป็นหลักเป็นฐานน่าเชื่อถือว่าพลเมืองในสังคมที่นำระบอบประชาธิปไตยมาใช้คือผู้มีจิตสำนึกเพื่อส่วนรวมและอุดมคติอย่างที่นักประชาธิปไตย (โดยเฉพาะแบบมีส่วนร่วมและแบบร่วมไตร่ตรอง) เสนอไว้จริงๆ และตราบใดที่สมมติฐานข้อนี้ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ให้เห็นจริง การให้เหตุผลสนับสนุนประชาธิปไตยแบบอื่นนอกเหนือไปจากระบบเลือกตั้งเช่นที่ชุมปีเตอร์เสนอไว้ ก็ยังคงเป็นเรื่องน่าหนักใจต่อไปสำหรับคนทั้งหลายที่เชื่อมั่นในประชาธิปไตยในฐานะอุดมคติสูงสุดของการอยู่ร่วมกันเป็นสังคมการเมือง

5. การให้เหตุผลสนับสนุนแบบต่างๆ แก่ประชาธิปไตย

การให้เหตุผลสนับสนุน (justification) แก่ประชาธิปไตยมีความหลากหลายไปตามความเข้าใจประชาธิปไตยแบบต่างๆ อย่างไรก็ดี เรายังสามารถแบ่งแนวทางการให้เหตุผลสนับสนุนแก่ประชาธิปไตยได้ในอีกลักษณะหนึ่งคือ

      (5.1) เหตุผลสนับสนุนจากกระบวนการ (proceduralist justification)
      (5.2) เหตุผลสนับสนุนจากผลลัพธ์ (consequentialist justification)
      (5.3) เหตุผลสนับสนุนอื่นๆ

5.1 เหตุผลสนับสนุนจากกระบวนการ (proceduralist justification)

โรเบิร์ต ดาห์ล (Robert Dahl) เป็นหนึ่งในนักทฤษฎีการเมืองคนแรกๆ ที่ให้เหตุผลสนับสนุนเชิงกระบวนการแก่ประชาธิปไตย เขาอ้างว่าถ้ามีคนกลุ่มหนึ่งต้องการมารวมตัวกัน โดยสมาชิกทุกคนต้องร่วมกันตัดสินใจในบางเรื่องที่จะส่งผลกระทบต่อส่วนรวม ทุกคนจะยอมรับในกระบวนการแบบประชาธิปไตยที่มีหัวใจอยู่ที่ความเสมอภาค เสรีภาพและความเป็นธรรม ในรูปของที่การแต่ละคนมีหนึ่งเสียงเท่ากันในการตัดสินใจ และคนเหล่านี้จะยึดหลักเสียงข้างมากเป็นกระบวนการในการตัดสินใจที่มีความชอบธรรมและมีผลผูกพันทุกคนที่เกี่ยวข้อง (Dahl, 1989, chs. 6 and 7)

เหตุผลสนับสนุนนี้มีข้อโต้แย้งว่าถ้าพลเมืองในสังคมประชาธิปไตยต้องการแค่กระบวนการตัดสินใจที่เป็นธรรม เราก็สามารถหาวิธีการอื่นๆ ที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยแต่เป็นธรรมได้ เช่น จับสลากหรือทอยลูกเต๋า ซึ่งจะว่าไปแล้วเป็นธรรมยิ่งกว่าการใช้หลักเสียงข้างมากเสียอีก เพราะปฏิบัติกับทุกคนเท่ากันหมด ขณะที่การใช้หลักเสียงข้างมากดูเป็นการเข้าข้างเสียงส่วนใหญ่และกดขี่เสียงข้างน้อย เพราะบังคับให้คนที่อยู่ในฝ่ายเสียงข้างน้อยต้องปฏิบัติตามสิ่งที่เสียงส่วนใหญ่ต้องการ ฝ่ายผู้ไม่เห็นด้วยกับดาลห์ยังแย้งด้วยว่าเมื่อใดก็ตามที่ต้องตัดสินใจในเรื่องที่มีความยุติธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น การแบ่งทรัพย์สิน เราจะไม่ใช่วิธีที่เป็นเชิงกระบวนการล้วนๆ เช่น จับสลาก สิ่งนี้แสดงว่าเราไม่คิดว่าวิธีการเช่นนี้ให้ความยุติธรรมได้ ซึ่งหมายความว่าในการใช้กระบวนการตัดสินใจนั้น เราต้องใช้คุณค่าหรือมาตรฐานอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย เช่น เรื่องความยุติธรรม หรือความถูกต้องที่ไม่อาจได้มาจากกระบวนการที่เป็นธรรมเท่านั้น ลำพังกระบวนการที่เป็นธรรมเพียงอย่างเดียวจึงยังไม่ใช่เหตุผลสนับสนุนที่ดีที่ว่ารัฐควรเป็นประชาธิปไตย [Estlund, 1997: 177] นอกจากนี้ การเน้นกระบวนการที่เป็นธรรมที่ให้ทุกคนเสมอกัน ยังมีจุดด้อยตรงที่ไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าที่ควรกับคนที่มีสติปัญญาหรือข้อมูลความรู้เหมาะสมสำหรับการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพ และขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของคนที่ด้อยปัญญาหรือขาดข้อมูลความรู้เทียบเท่ากับคนมีปัญญา ทำให้กระบวนการนี้ไม่น่าจะนำไปสู่ผลการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพ

เจอร์เกน ฮาเบอร์มาส (Jurgen Habermas) เสนอแนวคิดเรื่องประชาธิปไตยเชิงกระบวนการ (procedural democracy) ชนิดที่มีพื้นฐานอยู่บนจริยศาสตร์การสื่อสาร (communicative or discourse ethics) ที่ดูเหมือนจะแก้ปัญหาที่กล่าวมาได้ ตามแนวคิดนี้ประชาธิปไตยคือกระบวนการตัดสินใจร่วมกันที่มีหัวใจอยู่ที่การสื่อสารแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการแสวงหาฉันทามติ (consensus) โดยมีเงื่อนไขว่าทุกคนที่อาจได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจต้องมีโอกาสแสดงความคิดเห็น และความคิดเห็นนั้นต้องมาจากมุมมองที่สามารถทำให้เป็นสากล (universalizable) ได้ ไม่ใช่จากมุมมองของผลประโยชน์ส่วนตัว นอกจากนี้ ทุกคนที่เข้าร่วมในการแลกเปลี่ยนและแสดงความคิดเห็นยังต้องเปิดใจกว้าง พยายามสวมมุมมองและทำความเข้าใจกับเหตุผลที่ผู้อื่นนำเสนอ ตลอดจนต้องมีพันธะในการมุ่งแสวงหาฉันทามติในเรื่องที่ร่วมกันตัดสินใจอยู่นั้น ฮาเบอร์มาสอ้างว่าหากเงื่อนไขเหล่านี้ได้รับการตอบสนอง ก็สามารถมองได้ว่าผลการตัดสินใจที่ได้รับเมื่อสิ้นสุดกระบวนการมีความชอบธรรมเพราะเป็นที่ยอมรับได้จากทุกคนที่เกี่ยวข้อง โดยแม้แต่คนที่ไม่เห็นด้วยก็ยังมองเห็นว่าผลลัพธ์นั้นมีเหตุผลสนับสนุนที่ดีบางอย่างอยู่ นอกจากนี้ การที่ประชาธิปไตยเชิงกระบวนการชนิดนี้เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็น ทำให้เชื่อได้ว่าผลการตัดสินใจที่ได้น่าจะมีประสิทธิภาพกว่าที่ได้จากกระบวนการที่ไม่มีการแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็นเลย เพราะช่วยให้เห็นมุมมองใหม่ๆ ทางออกใหม่ๆ ตลอดจนผลประโยชน์ใหม่ๆ ที่อาจมองไม่เห็นหากขาดการสื่อสารแลกเปลี่ยนกัน

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของฮาเบอร์มาสก็ยังมีข้อวิจารณ์ว่าการเน้นว่าประชาธิปไตยเป็นเรื่องกระบวนการเพียงอย่างเดียว มีนัยว่ากระบวนการประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ตรวจสอบต่อไปไม่ได้อีก แต่ถ้าคิดเช่นนี้ก็จะเกิดปัญหาเรื่องความชอบธรรมตามมา เพราะว่าคนที่มีความเห็นขัดแย้งกันเชิงเนื้อหาสาระ เช่น เรื่องความยุติธรรม ก็มักมีความเห็นขัดแย้งกันเกี่ยวกับกระบวนการด้วย ทำให้กระบวนการแบบประชาธิปไตยเองอาจตั้งข้อสงสัยได้เช่นกัน (Gutmann & Thompson, 2003) ข้อวิจารณ์นี้โดยนัยแล้วก็คล้ายกับข้อวิจารณ์ของเอสลุนด์ในแง่ที่ว่าตราบใดที่สังคมยังไม่มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่าอะไรคือความยุติธรรมที่สังคมการเมืองควรจะมี คำถามเกี่ยวกับกระบวนการก็ยังคงมีต่อไป เช่นคำถามเกี่ยวกับระบบเลือกว่าตั้งแบบเขตเดียวคนเดียวกับแบบสัดส่วน แบบใดจึงจะยุติธรรมมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่มีคนกลุ่มน้อยบางกลุ่มที่จำเป็นต้องได้รับการปกป้องมากกว่าคนกลุ่มอื่น (นั่นคือ ต้องมีตัวแทนมากกว่าเมื่อเทียบกับคนกลุ่มอื่นๆ) หรือมีคำถามว่ารัฐควรให้หลักประกันความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ (เช่น เงินอุดหนุนและสวัสดิการต่างๆ) แก่คนยากไร้เป็นพิเศษหรือไม่ เพื่อให้คนเหล่านี้สามารถมีส่วนร่วมทางการเมืองได้อย่างมีประสิทธิผลแท้จริง (effective participation) หรือคำถามว่าควรมีนโยบายเลือกปฏิบัติต่อคนบางกลุ่มเพื่อแก้ไขความอยุติธรรมย้อนหลังหรือไม่ หรือควรควบคุมค่าใช้จ่ายทางการเมืองแก่ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ (Michelman, 1997: 163) แต่หากยอมรับว่าประเด็นเหล่านี้ต้องนำมาพิจารณาด้วย นั่นย่อมเท่ากับว่าการสนับสนุนประชาธิปไตยไม่อาจอาศัยเหตุผลเชิงกระบวนการอย่างเดียว แต่ต้องพึ่งพาเนื้อหาหลักการบางอย่าง ซึ่งอาจเป็นคุณค่าหรือมาตรฐานบางอย่างภายนอกกระบวนการประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เนื้อหาเกี่ยวกับความยุติธรรม

5.2 เหตุผลสนับสนุนจากผลลัพธ์ (consequentialist justification)

การให้เหตุผลสนับสนุนแบบเน้นผลลัพธ์แบ่งย่อยเป็นหลายแบบ แบบหนึ่งคือประชาธิปไตยแบบผลลัพธ์ถูกต้อง ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากฌองฌาค รุสโซ ความคิดหลักก็คือกระบวนการประชาธิปไตยสามารถให้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องได้ถ้ากระทำในเงื่อนไขที่ถูกต้อง โดยผลลัพธ์ที่ได้นั้นรุสโซเรียกว่าเจตจำนงทั่วไป (general will) และนักประชาธิปไตยสมัยใหม่เรียกว่าผลประโยชน์ของส่วนรวม (common good)

ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยวิจารณ์ว่าความคิดเรื่องเจตจำนงทั่วไปนี้มีความคลุมเครือ คำถามสำคัญคือสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นสวัสดิการสูงสุด (maximum welfare) สำหรับชุมชนการเมืองนั้นมีจริงด้วยหรือ หรืออีกนัยหนึ่ง สิ่งอันเป็นสภาวะที่ดีที่สุดสำหรับคนทุกคน เช่น เจตจำนงค์ทั่วไป ประโยชน์ส่วนรวม หรือผลประโยชน์สาธารณะนั้น มีอยู่จริงหรือ

ถ้าตอบว่าจริง ก็ต้องอธิบายต่อไปด้วยว่าสวัสดิการสูงสุดนั้นมีอยู่แบบใดระหว่าง

(ก) มีอยู่ก่อนและไม่ขึ้นกับความต้องการของคนแต่ละคน

(ข) มีอยู่ในฐานะฟังค์ชั่น (function) ที่รอการเติมเต็ม หรือมีอยู่ในฐานะผลรวมของความต้องการของคนแต่ละคน

ถ้าเลือกตอบ (ก) ก็ต้องอธิบายต่อไปอีกว่าจะชี้ชัดคุณค่าหรือสวัสดิการสูงสุดนั้นได้อย่างไร

(ค) ด้วยกระบวนการประชาธิปไตยเท่านั้น เช่น การลงคะแนนเสียง

(ง) ด้วยวิธีอื่นด้วยที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย

ถ้าตอบ (ง) เหตุผลสนับสนุนแบบเน้นผลลัพธ์นี้จะล้มเหลว เนื่องจากเท่ากับเป็นการยอมรับว่าเราสามารถค้นพบคุณค่าหรือสวัสดิการสูงสุดได้โดยไม่ต้องอาศัยกระบวนการประชาธิปไตย แต่ถ้าตอบ (ค) เหตุผลสนับสนุนนี้ก็จะประสบความล้มเหลวเช่นกัน เหตุผลประการแรกคำตอบ (ค) หักล้างคำตอบ (ก) ที่ว่าสวัสดิการสูงสุดมีอยู่ก่อนและไม่ขึ้นกับความต้องการของคนแต่ละคน ทั้งนี้เพราะว่าการยอมรับ (ก) นั้นหมายความว่าเราสามารถค้นพบสวัสดิการสูงสุดภายนอกกระบวนการประชาธิปไตย แต่คำตอบ (ค) แสดงว่าต้องค้นพบผ่านกระบวนการประชาธิปไตยเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ เท่ากับผู้ใช้เหตุผลสนับสนุนแบบเน้นผลลัพธ์ต้องหันไปเลือกคำตอบ (ข) แต่นั่นเท่ากับยอมรับว่าเหตุผลสนับสนุนแบบเน้นผลลัพธ์ มีลักษณะคล้ายกับเหตุผลสนับสนุนเชิงกระบวนการ อีกทั้งยังไม่มีหลักประกันว่าผลลัพธ์ที่ได้จากกระบวนการประชาธิปไตยจะเป็นผลลัพธ์ที่ถูกต้องหรือเป็นสวัสดิการสูงสุดจริง (Coleman & Ferejohn, 1986)

อีกข้อวิจารณ์หนึ่งที่ทำความเสียหายค่อนข้างมากให้แก่ประชาธิปไตยแบบผลลัพธ์ถูกต้องมาจากเค็นเน็ธ แอร์โรว์ (Kenneth Arrow) ผู้พยายามทดสอบทฤษฎีประชาธิปไตยของรุสโซเพื่อหาเงื่อนไขเชิงรูปธรรมที่จำเป็นสำหรับทำให้ระบอบประชาธิปไตยสามารถตอบสนองความต้องการหรือแสดงออกถึงเจตจำนงของประชาชนได้ตามที่รุสโซกล่าวอ้าง เขาเริ่มต้นจากสมมติฐานว่า หากให้คนแต่ละคนจัดอันดับความต้องการเลือกที่ตนมีต่อนโยบายสาธารณะไว้คนละหนึ่งชุด ระบอบประชาธิปไตยหนึ่งๆ จำเป็นต้องมีเครื่องมือสำหรับเก็บรวบรวม (aggregate) ชุดการจัดอันดับของทุกคนเข้าด้วยกันและจัดทำเป็นอันดับทางเลือกของสังคม (social choice) ออกมาได้จึงจะถือว่าระบอบนั้นสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้จริง และลงเอยด้วยการพบว่าไม่ว่าจะค้นหาอย่างไรก็ไม่สามารถพบกฎ วิธีปฏิบัติหรือกระบวนการลงคะแนนเสียงแบบใดเลยที่สามารถรวบรวมความต้องการเลือกทั้งหมดเข้าด้วยกันและจัดอันดับออกมาเป็นผลลัพธ์ชุดเดียวที่คนส่วนใหญ่ต้องการมากที่สุดได้ กล่าวให้เฉพาะเจาะจงลงไปคือเขาพบว่าเมื่อคนอย่างน้อยสามคนมาร่วมกันตัดสินใจเลือกทางเลือกนโยบายตั้งแต่สามทางเลือกขึ้นไป การตัดสินโดยใช้หลักเสียงข้างมากจะล้มเหลวเสมอ เพราะจะไม่มีทางเลือกใดเลยชนะได้เสียงข้างมากไปแต่เพียงผู้เดียว และแต่ละทางเลือกจะมีเสียงส่วนใหญ่ที่ต้องการทางเลือกอื่นมากกว่าอยู่เสมอ ผลลัพธ์ที่ออกมาจึงลักษณะวนเป็นวงกลม (cycling)

ยกตัวอย่าง คนในอเมริกาสามกลุ่มถูกขอให้ลงคะแนนเสียงเลือกนโยบาย 3 แบบเกี่ยวกับการอุดหนุนด้านการศึกษา

คนสามกลุ่มได้แก่

(1) คนอเมริกันจากรัฐทางใต้ ซึ่งมีแนวโน้มจะเหยียดผิว

(2) คนอเมริกากันที่เป็นรีพับลิกันซึ่งไม่ต้องการให้รัฐเพิ่มการอุดหนุนเพราะตัวเองจะถูกเก็บภาษี เพิ่ม แต่ก็เกลียดการเหยียดผิว และ

(3) คนอเมริกันจากรัฐทางเหนือซึ่งไม่เหยียดผิว

นโยบายสามแบบได้แก่

(ก) ให้เงินอุดหนุนเพิ่มแก่โรงเรียนรัฐในทุกรัฐสำหรับสร้างตึกเรียน

(ข) ไม่เพิ่มเงินอุดหนุนแก่โรงเรียน คือ เคยให้เท่าไหร่ก็ให้เท่านั้นต่อไป

(ค) ให้เงินอุดหนุนเพิ่มเฉพาะโรงเรียนในรัฐที่ไม่เลือกปฏิบัติต่อนักเรียนผิวดำ

แอร์โรว์ชี้ว่าผลลัพธ์ที่ออกมาจะมีโครงสร้างตามตารางข้างล่างนี้

จากตัวอย่งที่ยกมาจะเห็นว่า ถ้าเอาการจัดลำดับทางเลือกของคน 3 กลุ่มนี้มารวมกันเพื่อหาทางเลือกที่คนในสังคมพอใจมากที่สุด จะไม่มีทางเลือกใดเลยที่คนต้องการมากที่สุดจริงๆ ดังจะเห็นว่าเสียงส่วนใหญ่ที่หนึ่ง (คนกลุ่มที่หนึ่งและคนกลุ่มที่สาม) ชอบทางเลือกก. มากกว่าทางเลือกข. ขณะที่เสียงส่วนใหญ่ที่สอง (คนกลุ่มที่หนึ่งและคนกลุ่มที่สอง) ชอบทางเลือกข. มากกว่าทางเลือกค. แต่ก็มีเสียงส่วนใหญ่ที่สาม(คนกลุ่มที่สองและคนกลุ่มที่สาม) ชอบทางเลือกค. มากกว่าทางเลือกก. หรือเขียนเป็นประโยชน์สัญลักษณ์ได้ดังนี้

ก > ข; ข > ค แต่ ค > ก

ดังนั้น จึงสรุปไม่ได้ว่า ทางเลือกก. หรือ ข. หรือ ค. อย่างใดอย่างใดเป็นทางเลือกที่คนชอบมากที่สุด ภายหลังแอร์โรว์ได้สรุปข้อค้นพบนี้ออกมาเป็นทฤษฎีบททั่วไปที่ชื่อว่าทฤษฎีบทเรื่องความเป็นไปไม่ได้ (impossibility theorem) ที่กล่าวว่าการตัดสินใจแบบประชาธิปไตยไม่สามารถตอบสนองข้อเรียกร้องเรื่องความสมเหตุสมผล (rationality) ความไม่เป็นเผด็จการของทางเลือก (non-dictatorship) อำนาจอธิปไตยของพลเมือง (people sovereignty) ความเป็นเอกฉันท์ (unanimity) การไม่ขึ้นกับทางเลือกอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องพร้อมกันได้ ซึ่งหมายถึงข้อเรียกร้องให้กระบวนการประชาธิปไตยเป็นกระบวนการที่เป็นธรรมขัดแย้งกับความสามารถของสถาบันของการตัดสินใจแบบประชาธิปไตยที่จะให้ผลลัพธ์ของส่วนรวมที่สมเหตุสมผลและไม่ขัดแย้งกันเอง

ผู้อ้างเหตุผลสนับสนุนประชาธิปไตยแบบเน้นผลลัพธ์บางรายพยายามแก้ปัญหานี้โดยปฏิเสธว่าผลการลงคะแนนเสียงไม่ได้แสดง “เจตจำนง” ของประชาชนโดยดูจากการเลือก เราจึงไม่ควรคิดว่าการลงคะแนนเสียงคือกิจกรรมสำหรับระบุว่าอะไรคือเจตจำนงตั้งแต่ต้น แต่การอ้างเช่นนี้เท่ากับอ้างว่าประชาธิปไตยไม่สามารถบอกเจตจำนงของประชาชน (Coleman & Ferejohn, 1986) ส่วนผู้สนับสนุนประชาธิปไตยรายอื่นๆ เช่น มิลเล่อร์ (David Miller) เสนอว่า เราควรเลิกเชื่อว่ามีเจตจำนงทั่วไปที่เป็น “คำตอบที่ถูกต้อง” หนึ่งเดียวสำหรับคนทุกคน และหันมานิยามการตัดสินใจที่ถูกต้องว่าเป็นการตัดสินใจที่ส่งเสริมผลประโยชน์ของคนแต่ละคนแทน ประชาธิปไตยจึงให้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องในแง่ที่สะท้อนผลประโยชน์ส่วนตัวของคนแต่ละคน โดยไม่เกี่ยวข้องกับเจตจำนงค์ทั่วไปของรุสโซ หรือผลประโยชน์ส่วนรวมของนักประชาธิปไตยสมัยใหม่ แต่ถ้าเชื่อเช่นนี้เสียแล้ว ประชาธิปไตยก็จะต้องพบกับปัญหาเรื่องความชอบธรรมในแง่ที่ว่าในการลงคะแนนเสียง ฝ่ายชนะจะไม่สามารถอ้างได้อย่างชอบธรรมเต็มที่ว่านโยบายของตนสะท้อนผลประโยชน์ส่วนรวม

การให้เหตุผลสนับสนุนเชิงผลลัพธ์แบบที่สองได้แก่เหตุผลแบบของจอห์น สจ๊วต มิลล์ (John Stuart Mill) ซึ่งเสนอว่าการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน (representative government) ก่อให้เกิดพัฒนาการทางปัญญา ความรู้ จิตสำนึกและจริยธรรมแก่พลเมือง เมื่อต่างได้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะและเรียนรู้เกี่ยวกับผลประโยชน์ของบุคคลหรือกลุ่มอื่นๆ ในสังคมนอกเหนือจากผลประโยชน์แคบๆ ของตนเอง แต่เหตุผลนี้ต้องประสบปัญหาว่าสามารถใช้ได้โดยอิงผลที่เกิดขึ้นจริงแล้ว (ex post) เท่านั้น นั่นคือ สำหรับสังคมที่เป็นประชาธิปไตยแล้วและเห็นผลแล้ว จึงจะเห็นข้อดีด้านนี้ของประชาธิปไตยได้ แต่ไม่สามารถใช้ได้กับสังคมที่ยังไม่เคยเป็นประชาธิปไตยที่ต้องตัดสินใจว่าจะรับประชาธิปไตยหรือจะรับอุดมคติแบบอื่น เช่น เทวาธิปไตย (theocracy) พัฒนาการที่เกิดขึ้นกับพลเมืองเมื่อสังคมเป็นประชาธิปไตยเป็นเพียงผลข้างเคียง (by-products) จากการใช้ระบอบประชาธิปไตย แต่ไม่อาจเป็นเหตุผลสนับสนุนสำหรับการตัดสินใจเลือกใช้ระบอบประชาธิปไตยขณะที่ผลนั้นยังไม่บังเกิดขึ้นได้

5.3 เหตุผลสนับสนุนแบบอื่นๆ

นักทฤษฎีและนักปรัชญาการเมืองบางรายที่ตระหนักถึงข้อจำกัดของเหตุผลสนับสนุนสองแบบข้างต้นได้พยายามนำเสนอเหตุผลแบบอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น เอมี่ กัทแมนและเดนนิส ทอมป์สันที่เสนอว่าประชาธิปไตยแบบร่วมไตร่ตรองเป็นรูปแบบที่ดีที่สุดเพราะสามารถคลี่คลายหรือแก้ไขความขัดแย้ง (conflict resolution) ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด เนื่องจากเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้งได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนและทำความเข้าใจเหตุผลและคุณค่าของกันและกันอย่างผู้มีอารยะ แทนที่จะต้องพึ่งพาสถาบันอื่นเป็นผู้ตัดสิน เช่น ศาลยุติธรรม ซึ่งมีน้อยครั้งมากที่จะสามารถสลายความขัดแย้งให้หมดไปได้จริงๆ ขณะที่นักทฤษฎีคนอื่นๆ เช่น จอน เอ็ลสเตอร์ (Jon Elster) อ้างเหตุผลจากทฤษฎีเกม (game theory) ว่าประชาธิปไตยมีลักษณะเป็นจุดรวมความคิด (focal point) แบบหนึ่ง กล่าวคือหากเรามองปัญหาประชาธิปไตยว่าเป็นปัญหาของการประสานงานกันในสังคมระหว่างปัจเจกบุคคลเพื่อประโยชน์ของทุกคนร่วมกัน (ที่ไม่ใช่ประโยชน์ส่วนรวม) นั่นคือ พลเมืองที่มีเหตุผลมีแนวโน้มจะคิดถึงประชาธิปไตยมากกว่ารูปแบบการตัดสินใจชนิดอื่นเมื่อต้องทำงานร่วมกัน ขณะที่โจชัว โคเฮน (Joshua Cohen) และจอห์น รอลส์ให้ความสำคัญมากกว่ากับการอ้างเหตุผลสนับสนุนความเป็นไปได้ของประชาธิปไตยแบบร่วมไตร่ตรอง โดยอ้างว่าประชาธิปไตยในความหมายของการให้เหตุผลสนับสนุนนโยบายสาธารณะ(public justification) นั้นจะเป็นไปได้ต่อเมื่อมีบางสิ่งทำหน้าที่คล้ายจุดรวมความคิด โดยทั้งคู่เห็นตรงกันว่าจุดที่ว่านั้นคือ เสรีนิยมทางการเมือง (political liberalism) หรือ ทฤษฎีความยุติธรรมในฐานะความเที่ยงธรรม ที่รอลส์เสนอไว้ อนึ่ง เหตุผลสนับสนุนเหล่านี้แม้จะยังไม่ได้รับการพัฒนาให้เป็นระบบระเบียบชัดเจนเหมือนการให้เหตุผลสนับสนุนประชาธิปไตยสองแบบแรก แต่อย่างน้อยก็ช่วยชี้ให้เห็นแนวทางใหม่ๆ ในการอ้างเหตุผลสนับสนุนประชาธิปไตย ที่ไม่ยึดกับคู่ตรงข้ามระหว่างกระบวนการและผลลัพธ์ (procedure vs consequences) อีกต่อไป

ปิยฤดี ไชยพร (ผู้เขียนและเรียบเรียง)

เรียบเรียงจาก (เฉพาะหัวข้อ 1-3 ของบทสารานุกรมนี้)

Gutmann, Amy. 2007. Democracy. In Robert E. Goodin, Philip Pettit and Thomas Pogge, eds. A Companion to Contemporary Political Philosophy, pp. 521-531. Blackwell Publishing.