|
ปรัชญาคือกิจกรรมในการแสวงหาความจริง ตามรากศัพท์กรีกเดิมคือ
ความรัก
(philos)
และความรู้ (sophia)
หรือที่เราเข้าใจว่า ความรัก (แบบเป็นมิตร) ในความรู้
เมื่อกิจกรรมทางปรัชญาคือการแสวงหาความจริง
ย่อมสามารถถามต่อไปได้ว่าความจริงที่ปรัชญาค้นหาคือความจริงแบบใด
หากมองย้อนกลับไปที่ปรัชญากรีก หรือปรัชญายุคกลาง
เราจะพบว่าความจริงที่ปรัชญาค้นหาคือ ความจริงแบบองค์รวม
หรือเป็นความรู้แบบองค์รวม (knowledge of the whole)
การกล่าวเช่นนี้เท่ากับเป็นการบอกว่า
ความจริงที่เราสามารถหาได้ด้วยประสบการณ์ยังไม่สามารถเป็นความจริงแบบองค์รวมได้
กิจกรรมการหาความจริงของปรัชญายุคโบราณพยายามไปให้พ้นขอบเขตของประสาทสัมผัสเพื่อเข้าถึงความจริงสูงสุด
เช่น ความจริงที่มีลักษณะเป็นสากล (universality)
เป็นวัตถุวิสัย (objectivity)
หรือแม้แต่เป็นอุตรภาวะ (transcendence)
ทำให้ปรัชญาเริ่มต้นค้นหาความจริงในเชิงอภิปรัชญาก่อนที่จะไปสู่การถกเถียงเรื่องอื่นๆ
ต่อไป เช่น จริยศาสตร์หรือการเมือง
ปรากฏการณ์วิทยาพยายามค้นหาความจริง
แต่ความจริงที่ปรากฏการณ์วิทยาแสวงหานั้นอยู่ใน
“โลกที่ปรากฏต่อหน้า”
(immanence)
หาได้ก้าวพ้นผ่านประสบการณ์ ไปสู่โลกของแบบ
หรือแม้แต่พระเจ้า
อันเป็นความจริงสูงสุดที่รองรับยืนยันโลกปรากฏแต่อย่างใดไม่
ดังชื่อของปรัชญาของสำนักนี้ได้ระบุไว้ว่า
จุดยืนในการหาความจริงวางอยู่บนฐานที่เรียกว่า “ประสบการณ์”
ในความหมายที่กว้างที่สุด ในแง่นี้ ปรากฏการณ์วิทยา
(phenomenology)
คือสำนักทางปรัชญาที่เน้นการหาความจริงในปรากฏการณ์
(phenomena)
พจนานุกรมเชิงสารานุกรมอย่าง
Larousse
อธิบายปรากฏการณ์วิทยาว่า
เป็นวิธีการทางปรัชญาที่มีเป้าประสงค์เพื่อศึกษาโครงสร้างเชิงอุตระของสำนึก
และสาระของสัต โดยการย้อยกลับไปที่ข้อมูลที่มีอยู่ในสำนึก
แม้ว่าสารานุกรมนี้จะมิใช่สารานุกรมทางปรัชญา
แต่หากเราถือว่าสารานุกรมฉบับนี้เป็นประตูบานแรกสำหรับผู้ไม่รู้จักปรัชญา
เราก็คงสามารถกล่าวต่อไปได้ว่า
การเข้าใจความพยายามทางปรัชญาของปรากฏการณ์วิทยา
ย่อมต้องอยู่ในเครือข่ายของการศึกษาเรื่องสำนึกเป็นแกนกลาง
ในที่นี้จะเสนอว่า
โดยหลักแล้วความพยายามของปรากฏการณ์วิทยาคืออะไรในกระแสปรัชญาตะวันตก
โจทย์หลักคือการหาธรรมชาติของสำนึก
อันเป็นโจทย์ที่งอกเงยมาจากบริบททางปรัชญาในสมัยนั้น
การศึกษาปรากฏการณ์วิทยา
ในรูปแบบนี้จะทำให้เราเข้าใจปรัชญาอย่างต่อเนื่องและมีนัยยะสำคัญ
กล่าวคือ การทำปรัชญามิใช่เพียงการหาความคล้องจองทางเหตุผล
หรือแม้แต่การหาความสมเหตุสมผลภายในคำอธิบายเชิงเนื้อหา
หากแต่ความพยายามทางปรัชญาหนึ่งๆ ต้องถูกอธิบายด้วยบริบท
การอธิบายความคิดหนึ่งโดยไม่ละเลยบริบททำให้เราเข้าใจต่อไปด้วยว่า
ที่มาที่ไปของความคล้องจองทางเหตุผลและเนื้อหาของนักปรัชญาคนหนึ่งๆ
มีที่มาที่ไปอย่างไร
การเสนอความคิดของปรากฏการณ์วิทยานี้
จะเสนอโดยอธิบายความคิดของนักปรัชญาคนสำคัญในสำนักนี้ เช่น
ฮุสเซิร์ล ไฮเดกเกอร์ แมร์โลปงตี และซาร์ตร์
โดยจะอธิบายตามลำดับหัวข้อดังต่อไปนี้
1.
ปรากฏการณ์วิทยาคืออะไร
2.
ปรากฏการณ์กับสำนึกในฐานะจุดเริ่มต้นของปรัชญาปรากฏการณ์วิทยา
3. เอ็ดมันด์ ฮุสเซิร์ล
(ค.ศ.
1895
- 1938)
3.1
การฟื้นฟูโลกแห่งชีวิต
(life world)
3.2 การโต้แย้งกับประสบการณ์นิยม
3.3 การโต้แย้งกับเบรนทาโน
3.4
การพุ่งไปของเจตสำนึกในฐานะโครงสร้างของสำนึก
(Intentionality)
3.5
การใส่วงเล็บ
(bracketing)
3.6
ความหมายผ่านการสำนึก
4.
มาร์ติน ไฮเดกเกอร์ (ค.ศ.
1889-1938)
5.
มัวรีส์ แมร์โลปงตี (ค.ศ.
1908-1961)
6.
จังปอล ซาร์ตร์ (ค.ศ.
1905-1980)
7. สรุป
เอกสารอ้างอิงและเอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม
1.
ปรากฏการณ์วิทยาคืออะไร
เราไม่อาจนิยามได้อย่างแน่ชัดว่าปรากฏการณ์วิทยาคืออะไรกันแน่
เพราะนักปรัชญาในสายความคิดนี้มีวิธีการมองและวิธีการเข้าหาปัญหาแตกต่างกัน
แต่เราสามารถเข้าใจจุดร่วมที่นักปรัชญาแต่ละท่านมีร่วมกันได้
จุดร่วมนี้คือการมองว่าปรากฏการณ์วิทยาคือ
การศึกษาสำนึกจากแง่มุมของมนุษย์ในฐานะประธานบุรุษที่หนึ่ง
ตัวอย่างเช่น ในช่วงเทศกาลคริสต์มาส เด็กๆ
รอคอยของขวัญอย่างใจจดใจจ่อ เด็กๆ สามารถจินตนาการไปว่า
อยากได้ของขวัญอย่างโน้นอย่างนี้ อยากพูดคุยกับซานตาคลอส
และคิดอยู่เสมอว่าซานตาคลอสมีจริงและใจดี ในแง่นี้
“ประสบการณ์” เรื่องซานตาคลอสเป็นการสำนึกถึงซานตาคลอส
ตัวซานตาคลอสเองไม่มีจริงในเชิงประสบการณ์
แต่เด็กสามารถมีความรู้สึกร่วมและรู้สึกถึงได้
จากตัวอย่างนี้เราจะพบว่า
ซานตาคลอสในโลกสัมผัสมิได้มีอยู่จริง หากแต่เด็กๆ
ก็สามารถมีความรู้สึกร่วม เข้าใจความหมาย
และใช้ชีวิตไปกับสิ่งที่เราสำนึกถึงอย่างซานตาคลอสได้
ในแง่นี้ประสบการณ์หรือสำนึกของมนุษย์ที่ทำให้ชีวิตมนุษย์มีความหมายไม่ใช่เพียงประสบการณ์เชิงประจักษ์
หากแต่เป็นทั้งประสบการณ์ ความฝัน อารมณ์ และจินตนาการ
ในความหมายที่กว้างที่สุดด้วย
การศึกษาสำนึกในรูปแบบนี้เป็นเป้าหมายในการศึกษาของปรากฏการณ์วิทยา
กระนั้นก็ตามการกระทำดังกล่าวมิใช่การศึกษาแบบจิตวิทยา
เนื่องจากปรากฏการณ์วิทยามุ่งศึกษาสำนึกจากมนุษย์แบบบุรุษที่หนึ่งไม่ใช่บุรุษที่สาม
กล่าวคือ
วิทยาศาสตร์ธรรมชาติอย่างจิตวิทยาศึกษาธรรมชาติของจิตที่เป็น
“สากล” “เป็นกลาง” โดยสุ่มเอาตัวอย่างในเชิงประจักษ์
แล้วเริ่มต้นกระบวนการศึกษาจากตัวอย่างเชิงประจักษ์นั้น
เมื่อได้คำอธิบายที่เป็นกลางแล้วจึงสามารถอธิบายจิตมนุษย์จากคำอธิบายนั้น
ในแง่นี้คำอธิบายที่เป็นกลางนี้คือคำอธิบายที่มาจาก
“บุรุษที่สาม”
ที่ไม่มีอยู่จริง
ไม่ใช่ประสบการณ์ในความหมายที่กว้างที่ได้มาจากประสบการณ์บุรุษที่หนึ่ง
ที่รวมเอาจินตนาการณ์และอารมณ์เป็นส่วนหนึ่งด้วย
การศึกษาสำนึกนี้มีเงื่อนไขที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ
เราต้องเข้าใจว่าสำนึกไม่อาจศึกษาได้เดี่ยวๆ กล่าวคือ
เราต้องศึกษาสำนึกในฐานะที่สำนึกต้องพุ่งไปสู่อะไรบางอย่าง
ดังที่ฮุสเซิร์ลกล่าวไว้ว่า
การสำนึกคือการสำนึกถึงอะไรบางอย่าง
เราเรียกกระบวนการที่สำนึกพุ่งไปสู่อะไรบางอย่างนี้ว่า
“การพุ่งไปของเจตสำนึก”
(intentionality)
และเรียกวัตถุหรือสิ่งที่เราสำนึกว่า
“วัตถุของการพุ่งไปของเจตสำนึก”
(intentional object)
โดยสรุป
แม้ว่าเราจะไม่สามารถนิยามได้อย่างแน่ชัดว่าปรากฏการณ์คืออะไร
แต่เราสามารถเข้าใจปรากฏการณ์วิทยาผ่านความพยายามทางปรัชญาของปรัชญากระแสนี้
กล่าวคือ ปรากฏการณ์วิทยามุ่งเน้นศึกษา “ประสบการณ์”
ของมนุษย์ในฐานะประธานบุรุษที่หนึ่งที่หมายรวมจินตนาการ
ความฝัน อารมณ์ ความรู้สึกร่วม
ไว้กับความหมายของประสบการณ์ด้วย
การศึกษาดังกล่าวมุ่งเน้นไปที่สำนึกของมนุษย์
และการพุ่งไปของเจตสำนึก
นี่เองคือจุดยืนของปรากฏการณ์วิทยา
2.
ปรากฏการณ์กับสำนึกในฐานะจุดเริ่มต้นของปรัชญาปรากฏการณ์วิทยา
คำว่าปรากฏการณ์เริ่มปรากฏครั้งแรกจากข้อคิดของนักปรัชญาคริสตอฟ
ฟรีดริค โอททิงเงอร์
(Christoph Friedrich Oetinger, 1702-1782)
ผู้ให้ความหมายคำว่า
“ปรากฏการณ์” ว่า
เป็นการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่างๆ
ในโลกที่เราเห็นได้ ต่อมาในศตวรรษที่ 18 นักปรัชญาโจฮานน์
ไฮน์ริช แลมเบิร์ท (Johann Heinrich Lambert,
1728-1777) นิยามปรากฏการณ์ว่า
เป็นการเคลื่อนย้ายความรู้มาสู่ประสบการณ์
นักปรัชญาหลังจากนั้นใช้คำๆ
นี้ในความหมายที่แตกต่างออกไปไม่ว่าจะเป็น ค้านท์ (Kant,
1724-1804) เฮเกล (Hegel,
1770-1831) ฟิทช์ (Fichte,
1762-1814)
จนถึง เบรนทาโน
(Brentano, 1838-1917)
ผู้มีอิทธิพลอย่างสูงต่อผู้ก่อตั้งปรากฏการณ์วิทยาอย่าง
ฮุสเซิร์ล (Husserl, 1895-1938)
สิ่งที่เบรนทาโนได้มอบไว้ให้กับปรากฏการณ์วิทยาคือการแยกสิ่งที่เรียกว่า
“จิตวิทยากำเนิด”(genetic
psychology)
ออกจาก “จิตวิทยาพรรณนา”
(descriptive psychology)
จิตวิทยากำเนิด เน้นการศึกษาที่มาของลักษณะทางจิตต่างๆ
เช่น ผู้ชายคนหนึ่งกลัวงู
อาจเป็นเหตุเพราะงูพิษกัดเขาเมื่ออายุยังน้อย
ยังผลให้เขากลัวงูมาจนปัจจุบัน
ในขณะที่จิตวิทยาแบบพรรณนาถามคำถามว่า
เรารับรู้อะไรได้บ้างและพื้นที่ในการรับรู้อยู่ที่ไหนและมีความหมายอย่างไร
ในแง่นี้ จิตวิทยาพรรณามีมาก่อนจิตวิทยากำเนิด
ดังเช่นตัวอย่างเรื่องผู้ชายที่กลัวงู
เราอาจต้องเข้าใจก่อนว่า งูสามารถทำอันตรายเราได้ มีพิษ
“ประสบการณ์”
นี้ที่มีความหมายต่อชายผู้นี้จึงสามารถเป็นเหตุให้เกิดความกลัวในอนาคตได้
ในแง่นี้ จิตวิทยาแบบพรรณนาจึงมาก่อนจิตวิทยากำเนิด
สิ่งที่น่าสังเกตคือ
ประสบการณ์ที่เรามีต่องูสามารถหลอกหลอนเราได้ทุกเมื่อ
แม้ว่างูจะมิได้ปรากฏต่อหน้าเราก็ตาม
งูจึงเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงในโลกปรากฏ(ต่อหน้า)
แต่มีอยู่ “จริง” และสามารถหลอกหลอนเราได้ใน “จิต” เบรนทาโนเรียกภาพของงูนี้ว่า
“สิ่งที่ไม่ปรากฏแต่สำนึกไปสู่ได้”
(intentional in-existence)
อันเป็นมโนทัศน์ที่รับมาจากปรัชญายุคกลางอีกที่หนึ่ง
ในแง่นี้ คำอธิบายจิตวิทยาทั้งสองของเบรนทาโนได้ยอมรับสิ่งที่ไม่ปรากฏแต่สำนึกไปสู่ได้เป็นสมมุติฐาน
ในทำนองเดียวกัน ตัวอย่างเรื่องซานตาคลอสข้างต้น
ก็เป็นการแสดงออกถึงประสบการณ์ของมนุษย์ในรูปแบบ “สิ่งที่ไม่ปรากฏแต่สำนึกไปสู่”
ได้เช่นกัน
ฮุสเซิร์ล ในฐานะศิษย์ของเบรนทาโน
ก็ได้รับอิทธิพลจากนักปรัชญาอย่างเบรนทาโน กล่าวคือ ในงาน
Logical Investigation
(1900)
ฮุสเซิร์ลเสนอว่า
เราต้องแยกประสบการณ์ของสำนึกออกจากเนื้อหาของสำนึก
กล่าวคือ ประสบการณ์ของสำนึกอาจมีหลายเนื้อหาได้ เช่น
หากเรานึกถึงขุนแผน
ขุนแผนที่ไม่มีจริงในโลกเป็นวัตถุแห่งสำนึก
ในขณะที่ความหมายของขุนแผน อันได้แก่ “ชายเจ้าชู้”
“นักรบผู้มีอาคม” “ศัตรูของขุนช้าง” มีได้มากมายหลายแบบ
ในแง่นี้ ฮุสเซิร์ลเริ่มต้นปรากฏการณ์วิทยาของตนเองโดยเชื่อมโยงกับแนวคิดทางจิตวิทยาของเบรนทาโน
3.
เอ็ดมันด์
ฮุสเซิร์ล
(ค.ศ.
1895-1938)
ความพยายามทางปรัชญาของปรากฏการณ์วิทยาคือ
การศึกษาโครงสร้างของสำนึก
ความพยายามดังกล่าวต้องยอมรับด้วยว่า
สำนึกเป็นสิ่งที่พุ่งไปสู่วัตถุบางอย่าง
สิ่งที่น่าสนใจคือวัตถุนั้นไม่จำเป็นต้องมีอยู่ “จริง”
ในโลกปรากฏเสมอไป
หากแต่วัตถุนั้นสามารดำรงอยู่ในจินตนาการได้
แน่นอนจุดเริ่มต้นประการนี้เป็นของฮุสเซิร์ล
และยังดำรงอยู่จนถึงนักปรากฏการณ์วิทยารุ่นต่อมาด้วย
เหตุใดจุดเริ่มต้นทางปรัชญาปรากฏการณ์วิทยาแบบฮุสเซิร์ลต้องเริ่มที่สำนึกโดยอธิบายว่า
“สำนึกต้องสำนึกถึงอะไรบางอย่าง”
การให้คำตอบกับคำถามดังกล่าวมีได้หลายวิธีดังเช่นวิธีของ
โรเบิร์ต โซโคโลวสกี้ (ดู
Robert Sokolowski, 2000)
ที่มองการเริ่มต้นเข้าใจสำนึกโดยกล่าวว่า
การเริ่มต้นด้วยสำนึกคือการเริ่มกระบวนการคิดเรื่องประสบการณ์มนุษย์เสียใหม่
เพราะในความคิดของฮ็อบส์
(Hobbes,
1558-1679)
ล็อค
(Locke, 1632-1704) หรือแม้แต่เดส์การ์ตส์
(Descartes, 1596-1650)
การเริ่มต้นโดยการอ้างว่า
การสำนึกจะเป็นไปได้เมื่อย้อนกลับเข้ามาสู่เนื้อหาในจิตที่ได้รับการประทับจากโลกภายนอกเท่านั้น
สำนึกในปรัชญายุคก่อนฮุสเซิร์ลไม่สามารถพุ่งไปสู่สิ่งใดๆนอกตัวได้
กระนั้นก็ตาม
ผู้เขียนเห็นว่าการอธิบายดังกล่าวมิได้ผิดพลาดแต่ประการใด
แต่ละเลยความพยายามของฮุสเซิร์ลในบริบทอื่นอีก เช่น
ฮุสเซิร์ลตระหนักถึงการคุกคามของศาสตร์ที่มีต่อปรัชญา
เป็นต้น
เหตุที่ฮุสเซิร์ลต้องเริ่มต้นปรัชญาของตนด้วยการศึกษาสำนึกเป็นเพราะต้องการโต้แย้งกับ
(1) วิทยาศาสตร์ธรรมชาติที่อ้างตนว่าเป็นปรัชญา (2)
ปรัชญาประสบการณ์นิยมที่มองประสบการณ์ของมนุษย์ว่าเป็นรอยประทับจากโลกภายนอก
และ (3) แนวคิดจิตวิทยาของเบรนทาโนที่ไม่สามารถอธิบายตัวเองโดยเชื่อมโยงกับโลกภายนอกได้
ความพยายามในการโต้แย้งกับวิทยาศาสตร์และปรัชญาอีกสองระบบคือ
ความพยายามที่จะฟื้นฟูสิ่งที่เรียกว่า “โลกแห่งชีวิต”
ให้กลับมาสู่การใคร่คำนึงทางปรัชญาอีกครั้งหนึ่ง
3.1 การฟื้นฟูโลกแห่งชีวิต
(life world)
โลกแห่งชีวิตถูกทำลายอย่างไรและเหตุใดประเด็นนี้จึงมีความสำคัญ
เป็นประเด็นที่ต้องอธิบายก่อนเป็นลำดับแรก ในงานของฮุสเซิร์ล
The Crisis of European Sciences and Transcendental
Phenomenology
(1954)
ฮุสเซิร์ลกล่าวอย่างชัดเจนว่า
วิทยาศาสตร์ธรรมชาติพยายามทำให้เราออกห่างจากชีวิตของเรา
อย่างเช่น หากเราต้องสร้างตึก
สิ่งที่เราทำคือการคำนวณส่วนต่างๆ ของตึก
ดูวัสดุในการก่อสร้าง หรือแม้แต่ในการรักษาชีวิตคนไข้
เรามีแนวโน้มที่จะแยกส่วนต่างๆ
ของร่างกายออกจากกันเพื่อหาการทำงานร่วมกันของของส่วนที่แยกจากกันนั้น
ความรู้ที่ได้ทั้งหมดนี้มิได้หมายความว่าไม่มีประโยชน์หรือใช้การไม่ได้
หากแต่ความรู้เหล่านี้มีความเฉพาะเจาะจงมากเกินไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิทยาศาสตร์ที่ใช้คณิตศาสตร์อธิบายทุกสิ่งจนทำให้เราออกห่างจากโลกแห่งชีวิตที่มีอารมณ์ความรู้สึกจินตนาการเป็นตัวห่อหุ้มชีวิต
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ
การอธิบายทุกสิ่งด้วยคณิตศาสตร์ทำลายความหมายของโลก
หรือทำลายโลกแห่งชีวิตนั่นเอง
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือเรื่องดนตรี
การอธิบายดนตรีด้วยตัวโน้ตคือการแยกประสบการณ์ที่มีความหมายแล้วทิ้งส่วนนั้นไป
แล้วอธิบายดนตรีด้วยการทำงานร่วมกันของตัวโน้ตต่างๆ
ในแง่นี้ คนหูหนวกสามารถแต่งเพลงได้อย่างประสานสอดคล้อง
โดยมองการทำงานร่วมกันของตัวโน้ต
แต่คนหูหนวกไม่สามารบอกได้ว่าเพลงเพราะหรือไม่
ไม่สามารถบอกได้ว่าเพลงๆ
นั้นสามารถให้อารมณ์ความรู้สึกอย่างไร
รวมถึงไม่สามารถบอกได้ว่าเพลงนั้นสามารถให้จินตนาการในรูปแบบใดได้บ้างต่อผู้ฟัง
กล่าวโดยย่อคือ สำหรับฮุสเซิร์ล
การอธิบายโลกด้วยวิทยาศาสตร์ธรรมชาติที่มีคณิตศาสตร์เป็นฐาน
มีส่วนทำลายโลกแห่งชีวิต อันเป็นโลกที่มีความหมาย
จินตนาการ อารมณ์ความรู้สึก ห่อหุ้มชีวิตของมนุษย์
การฟื้นฟูโลกแห่งชีวิตในอีกแง่หนึ่งคือ
การเรียกร้องปรัชญาให้กลับมาอธิบายโลกอย่างมีนัยยะสำคัญ
กล่าวคือกระแสปรัชญาสมัยใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปรัชญาของเดส์การ์ตส์ใน
Discours
de la Method
(1637)
ได้เสนอว่า
การเริ่มต้นอธิบายโลกจำเป็นต้องจำแนกโลกออกเป็นส่วนย่อย
จากนั้นจึงหาการทำงานร่วมแล้วพึงตรวจสอบด้วยคณิตศาสตร์
แม้ว่าความพยายามดังกล่าวเป็นการตัดความสัมพันธ์กับความจริงสูงสุด
แล้วเริ่มต้นคิดปรัชญาด้วยความคิดบริสุทธิ์ของมนุษย์
แต่บ่อยครั้งที่ความคิดดังกล่าวมิได้ให้ความชอบธรรมต่อสิ่งที่เป็น
“ปรากฏการณ์”
อันเชื่อมโยงความซับซ้อนของสิ่งล้อมรอบและห่อหุ้มมนุษย์อยู่
ในแง่นี้ การคิดปรัชญาแบบที่ฮุสเซิร์ลเสนอคือการเรียกร้องเอา
“ชีวิต” กลับคืนมาสู่ปรัชญาโดยไม่ต้องอ้างอิงถึงสิ่งสูงสุด
3.2 การโต้แย้งกับประสบการณ์นิยม
ฮุสเซิร์ลมองเห็นข้อจำกัดของประสบการณ์นิยมที่บ่งว่า
โลกที่รายล้อมมนุษย์อยู่เป็นเพียงรอยประทับที่มีต่อจิตของเราเท่านั้น
ในแง่นี้ การรับรู้จึงเป็นการรับรู้แบบ “รูปภาพ”
ที่ไม่ใช่การรับรู้โลกแบบสามมิติ ฮุสเซิร์ลอธิบายการรับรู้โลกแห่งผัสสะต่างไปจากนักปรัชญาสายประสบการณ์นิยม
โดยอธิบายว่า ประสบการณ์ “สามารถทำให้เราก้าวข้าม “ภาพ”
ซึ่งสามารถแสดงตนต่อสำนึกอย่างตรงไปตรงมา
(อันเป็นความคิดของประสบการณ์นิยม)
และสามารถทำให้เราเชื่อมโยง “ภาพ”
เหล่านั้นให้เป็นเสมือนภาพวัตถุที่อยู่นอกเหนือสำนึก...การเชื่อมโยงสู่วัตถุแบบอุตระนี้เป็นส่วนหนึ่งและทั้งหมดของสาระแห่งสำนึกในทางปรากฏการณ์วิทยา”
(2001, p.593-594)
เราจะพบว่าสำหรับฮุสเซิร์ล ประสบการณ์สามารถก้าวข้าม “ภาพ”
ที่ประสบการณ์นิยมเสนอได้ กล่าวคือ
ประสบการณ์สามารถเชื่อมโยงภาพต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน
ทำให้ภาพที่ไม่สามารถเห็นได้เป็นสิ่งที่
“รับรู้”
ได้ด้วยจินตนาการ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ
มนุษย์สามารถรับรู้โลกได้จากประสบการณ์ในความหมายที่กว้างกว่าประสบการณ์นิยม
การเชื่อมโยงดังกล่าวคือการเชื่อมโยงวัตถุที่เป็นอุตระ
(transcendence)
หรือวัตถุที่พ้นขอบเขตของผัสสะตรงๆ
ให้มีพื้นที่ในการรับรู้ของมนุษย์
และการรับรู้แบบนี้เองที่เป็นจุดยืนของการรับรู้แบบปรากฏการณ์วิทยา
ตัวอย่างเรื่องลูกเต๋าเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน

ในเชิงประสบการณ์เราเห็นได้เพียงสามด้าน

แต่หากเราใช้สำนึกเราจะสามารถเข้าใจว่า
ลูกเต๋ามีหกด้านในคราวเดียว
สำหรับประสบการณ์นิยม
การรับรู้ลูกเต๋าดังกล่าวคือการรับรู้ที่เป็นไปได้เพียงด้านเดียวหรือสองด้านเท่านั้น
ทั้งนี้
เป็นเพราะประสาทสัมผัสสามารถรับรู้ได้เพียงสองด้านเท่านั้น
ด้านที่เหลือจึงเกิดจากการอนุมานเอาจากสิ่งที่เราเคยพบแล้วเท่านั้น
ในแง่นี้ ฮุสเซิร์ลจึงกล่าวว่า “ภาพ”
ที่เรารับรู้ต้องมีมากกว่า หรือก้าวข้าม
(transcend)
สิ่งที่เรารับรู้อย่างตรงไปตรงมาได้ ในแง่นี้
การมองประสบการณ์ในแบบรอยประทับหรือการเห็นเป็นภาพ
จึงเป็นการมองประสบการณ์ที่แคบและจำกัดกว่าประสบการณ์จริงของมนุษย์
การจะเข้าใจตัวอย่างนี้ได้ต้องยอมรับว่า อุตรภาวะหมายถึงสิ่งที่เราไม่สามารถรับรู้ได้
แต่ด้วยเหตุผลและจินตนาการทำให้เราสามารถคิดถึงมันได้
ในตัวอย่างข้างต้น
จะพบว่าเราไม่สามารถรับรู้ด้านของลูกเต๋าได้ทุกด้าน
ทุกครั้งที่เรารับรู้
เราสามารถรับรู้ได้เพียงสองถึงสามด้านได้ในคราวเดียวเท่านั้น
แต่ด้านที่เราไม่สามารถรับรู้ได้
เราก็ยังสามารถบอกได้ว่ายังมีอยู่ ทั้งนี้
เพราะด้านของลูกเต๋าที่เรามองไม่เห็นช่วยทำให้เราสามารถเข้าใจปรากฏการณ์ของโลกกายภาพที่ปรากฏต่อเราได้นั่นเอง
ในแง่นี้เองที่ประสบการณ์ต้องสามารถเชื่อมโยงวัตถุแบบ
“อุตระ” ได้ “อุตรภาวะ”
สามารถปรากฏได้ในโลกกายภาพที่ปรากฏต่อเรา
ประเด็นที่ฮุสเซิร์ลต้องการโต้แย้งประสบการณ์นิยมคือ
การที่ประสบการณ์นิยมไม่สามารถอธิบายการรับรู้อย่างครบถ้วนได้
กล่าวคือ
ไม่สามารถอธิบายด้านของลูกเต๋าที่เราไม่สามารถรับรู้ได้
ในขณะที่ฮุสเซิร์ลเชื่อว่า
การรับรู้ของมนุษย์ผ่านการสำนึกสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดของประสบการณ์ได้
กล่าวคือ สามารถยืนยันสิ่งที่เห็นเชื่อมโยงกับจินตนาการได้
ดังนั้นการเห็นโลกอย่างครบส่วนคือสิ่งที่ฮุสเซิร์ลเรียกต่อมาว่า
อุตรภาวะในภาวะที่ปรากฏต่อหน้า
(transcendence in the immanence)
กล่าวโดยสรุปคือ
ประสบการณ์นิยมไม่สามารอธิบายโลกได้อย่างครบส่วนเพราะประสบการณ์นิยมเองวางการรับรู้โลกไว้ที่ประสาทสัมผัสเท่านั้น
แต่สำหรับฮุสเซิร์ล
การเริ่มต้นด้วยประสาทสัมผัสเท่านั้นไม่สามารถอธิบายโลกและการรับรู้ของมนุษย์
ซ้ำยังสามารถทำลายโลกแห่งชีวิตได้ด้วย
การเริ่มต้นด้วยสำนึกที่มีต่อโลกเป็นการเริ่มต้นที่มีท่าทีโต้แย้งต่อประสบการณ์นิยมอย่างชัดเจน
3.3 การโต้แย้งกับเบรนทาโน
เราจะพบว่า การโต้แย้งกับประสบการณ์นิยมของฮุสเซิร์ลได้รับอิทธิพลโดยตรงจากเบรนทาโนที่เสนอมโนทัศน์เรื่อง
สิ่งที่ไม่ปรากฏแต่สำนึกไปสู่ได้ แต่ในขณะเดียวกัน
ฮุสเซิร์ลก็เห็นข้อจำกัดของเบรนทาโนในการอธิบายโลกไปพร้อมๆ
กัน กล่าวคือ สิ่งที่เบรนทาโนเสนอไม่สามารถอธิบายสิ่งที่อยู่ในโลกได้
เราจะพิจารณาข้อเสนอของเบรนทาโนในงาน
Psychology from an
Empirical
Standpoint
(1874)
ที่กล่าวไว้ว่า
“ถ้ามีใครก็ตามคิดถึงอะไรบางอย่าง
คนที่กำลังคิดอยู่นั้นต้องมีอยู่จริงอย่างแน่นอน
แต่สิ่งที่คิดถึงนั้นต่างหากที่ไม่จำเป็นต้องมีอยู่จริงแต่อย่างใด
ในความจริงแล้ว หากเขาผู้นั้นกำลังปฏิเสธอะไรบางอย่าง
การมีอยู่ของสิ่งนั้นเองจะถูกเอาออกไปเมื่อใดก็ตามที่การปฏิเสธนั้นถูกต้อง
ดังนั้นสิ่งเดียวที่เป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับการระบุถึงสิ่งต่างๆ
ของจิตคือตัวคนที่คิด
จุดยึดหมายของสิ่งที่เรียกว่าความสัมพันธ์ไม่จำเป็นต้องมีอยู่ในความเป็นจริงแต่อย่างใด”
(1995, p.272)
เราจะเห็นว่าสำหรับเบรนทาโน
สิ่งที่เกิดขึ้นภายในสำนึกถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือตัวผู้ที่สำนึกต่างหากที่สำคัญ
อย่างไรก็ตาม
เราสามารถวิจารณ์ข้อเสนอดังกล่าวจากมุมมองของฮุสเซิร์ลได้ว่า
เราจะสามารถเข้าใจวัตถุภายในสำนึกได้อย่างไรโดยไม่เชื่อมโยงกับโลกภายนอก
กล่าวคือ
“การสำนึกถึงสิ่งที่มีทั้งสามด้านพร้อมกัน
เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
ผู้ที่พยายามจะนำการปรากฏของสิ่งหนึ่งในทุกแง่ทุกมุม
ในทุกเวลา ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
ทั้งภายในและภายนอกมาสู่ตน
ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้”
(1997, p.44)
จากข้อวิจารณ์เราจะพบว่า
จริงอยู่ที่เราสามารถสำนึกถึงสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงในโลกอย่างซานตาคลอส
ยูนิคอร์น อย่างไรก็ตาม
เราไม่สามารถสำนึกถึงลูกเต๋าได้ครบทุกด้านในทีเดียว
การสำนึกเท่านั้นจึงมีข้อจำกัดในการอธิบายโลก กล่าวคือ
การสำนึกถึงสิ่งหนึ่งย่อมต้องได้รับเงื่อนไขจากวัตถุในโลกปรากฏด้วยไม่มากก็น้อย
และนี่เองคือข้อจำกัดของสิ่งที่ไม่ปรากฏแต่สำนึกไปสู่ได้
กล่าวคือ เบรนทาโนไม่สามารถอธิบายโลกในสำนึกได้อย่างครบถ้วนน่าเชื่อถือ
เพราะบ่อยครั้งที่การสำนึกถึงสิ่งต่างๆ
ต้องยอมรับเงื่อนไขที่มาจากโลกภายนอกด้วย ในแง่นี้
สำหรับฮุสเซิร์ล เบรนทาโนได้ละเลยความสำคัญของโลกปรากฏที่มีผลต่อการสำนึกนั่นเอง
เราจะพบว่าประสบการณ์นิยมและจิตวิทยาแบบเบรนทาโนมีข้อจำกัดด้วยกันทั้งคู่
จนทำให้ฮุสเซิร์ลต้องเริ่มด้วยคำถามเกี่ยวกับสำนึกอันเกี่ยวเนื่องกับอุตรภาวะในโลกที่ปรากฏต่อหน้าด้วย
กล่าวคือ สำหรับฮุสเซิร์ล
ประสบการณ์นิยมเชื่อมั่นในประสบการณ์ที่มีผัสสะเป็นฐานมากเกินไป
จนไม่มีพื้นที่ให้กับแง่มุมอื่นๆ ที่แฝงอยู่ในโลกปรากฏ
ในขณะที่เบรนทาโนเองก็ไม่สามารถอธิบายข้อจำกัดของสำนึกได้เช่นกัน
ดังนั้นแนวคิดเรื่องอุตรภาวะในโลกที่ปรากฏต่อหน้า
จึงถือได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวด
เพราะสามารถยืนยันการมีอยู่ของสิ่งที่ซ่อนเร้นในเชิงประสบการณ์ได้
และในขณะเดียวกันก็สามารถอธิบายได้ว่าสำนึกมีความเชื่อมโยงกับโลกปรากฏอย่างไร
ในแง่นี้ อุตรภาวะในโลกที่ปรากฏจึงถือได้ว่า “จริง”
และหากเรายอมรับ “ความจริง”
ดังกล่าว ก็เท่ากับว่าคำถามแรกที่เราจะต้องตอบก่อนคือ
แก่นแกนของสำนึกคืออะไรกันแน่
และนี่เองเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับปรากฏการณ์วิทยาแบบฮุสเซิร์ล
3.4
การพุ่งไปของเจตสำนึกในฐานะโครงสร้างของสำนึก
เมื่อจุดเริ่มต้นของฮุสเซิร์ลคือการสำรวจธรรมชาติของสำนึก
แต่การสำรวจธรรมชาติดังกล่าวมิใช่การศึกษาแบบจิตวิทยาดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
สิ่งที่ฮุสเซิร์ลกำลังศึกษาคือการที่สำนึกพุ่งไปสู่อะไรบางอย่าง
กระบวนการนี้เรียกว่า “การพุ่งไปของเจตสำนึก”
(intentionality)
ทฤษฎี “การพุ่งไปของเจตสำนึก” นี้
เป็นทฤษฎีแกนที่สามารถให้ความเข้าใจปรากฏการณ์วิทยาแบบฮุสเซิร์ลอย่างชัดเจน
เราอาจกล่าวในเบื้องต้นได้ว่า “การพุ่งไปของเจตสำนึก”
หมายถึง การสำนึกถึงอะไรบางอย่าง ดังนั้นในเบื้องต้นนี้
เราอาจจะศึกษา “การพุ่งไปของเจตสำนึก”
ได้จากการศึกษาเนื้อหาและขั้นตอนดังต่อไปนี้
“ผู้ชายคนหนึ่งกำลังเล่นแบตมินตันในสนามหญ้าของเขา
มีลมตอนเย็นพัดอ่อนๆ
คู่แข่งของเขาตีลูกขนไก่อย่างแรงและลูกขนไก่นั้นพุ่งมาทางเขา
ลูกขนไก่หมุนวนอยู่กลางอากาศ
ลมพัดลูกขนไก่ออกจากทิศทางที่ควรจะเป็นไปเล็กน้อย
และกำลังจะตกอยู่ใกล้ๆ ขาของเขา”
จากขั้นตอนข้างต้นเราสามารถแจกแจงโครงสร้างของ
“การพุ่งไปของเจตสำนึก”ได้อย่างเป็นขั้นตอนดังนี้
บริบทเบื้องหลัง
(background)---มนุษย์ในฐานะประธาน
(subject)---การกระทำสำนึก
(act)---เนื้อหา
(content)--->วัตถุ
(object)
(ขอบฟ้าความเป็นไปได้ของวัตถุ
(horizon))
(1) การกระทำของสำนึก
ถือได้ว่าเป็นความสามารถของสำนึกในการเลือกเฟ้นประสบการณ์
ในที่นี้คือ ลูกขนไก่ เมื่อมีคนตีลูกขนไก่มาทางเรา
สำนึกของเราจะเลือกว่า
ลูกขนไก่นี้ไม่ใช่ลูกขนไก่ที่ลอยมาอย่างไม่มีจุดหมาย
หากแต่พุ่งมาที่เรา
ลมที่พัดลูกขนไก่อาจทำให้ลูกขนไก่พุ่งไปทางอื่นได้
(2) วัตถุของประสบการณ์
เราในฐานะของประธานต้องยอมรับว่าวัตถุนั้นๆ มีอยู่จริง
ไม่ใช่การคิดไปเองหรือเป็นภาพลวงตา
ในที่นี้คือการยอมรับว่ามีลูกขนไก่นั่นเอง
(3) มนุษย์ในฐานะประธาน
เป็นมนุษย์ที่มีประสบการณ์มีบริบทเบื้องหลัง
ไม่ใช่มนุษย์ที่ถูกลดทอนเป็นเพียงสัตที่มีเหตุผล
มนุษย์ผู้นี้ต้องรู้กฎ กติกา ของการเล่น
และรวมถึงวิธีการตีเพื่อให้เกมส์การเล่นเป็นไปได้
(4) เนื้อหา ในที่นี้คือเนื้อแห่งสำนึก
กล่าวอย่างชัดเจนคือเนื้อหาที่ห่อหุ้มวัตถุที่เราสำนึก
ในกรณีนี้คือลูกขนไก่ลูกนี้ไม่ใช่ลูกอื่น
ลูกขนไก่นี้เมื่อตกลงในพื้นที่หนึ่งเราอาจเป็นผู้แพ้หรือผู้ชนะก็ได้
(5) ขอบฟ้าความเป็นไปได้ของวัตถุ
ในที่นี้คือการที่มนุษย์สามารถเดาทิศทางของลูกได้
กล่าวคือ
มนุษย์สามารถจินตนาการความเป็นไปได้ของทิศทางของลูกนั่นเอง
สิ่งนี้ทำให้ผู้เล่นที่เก่งสามารถเล่นเกมส์ได้อย่างต่อเนื่อง
จากคำอธิบายข้างต้นเราจะเห็นว่า
สำนึกเป็นแกนกลางในการวิเคราะห์ทั้งหมด
สำนึกสามารถอธิบายมนุษย์ (คนตี) พร้อมๆ
ไปกับเนื้อหาของมนุษย์ (เป็นนักกีฬา รู้วิธีเล่น
รู้จักกติกา) สำนึกสามารถยืนยันการมีอยู่ของวัตถุ
(ลูกขนไก่มีอยู่จริง ไม่ใช่การสมมุติของจิต)
เนื้อหาของวัตถุ (ลูกขนไก่ที่กำลังพุ่งมา
และต้องการการตีกลับถ้าอยากชนะ)
และขอบฟ้าของความเป็นไปได้ของวัตถุ (ลมพัดไม่แรงมาก
ดังนั้นต้องเตรียมรับลูกอีกแบบหนึ่ง)
กระบวนการทั้งหมดนี้คือการอธิบายประสบการณ์ของมนุษย์อย่างครบถ้วนและไม่แยกออกจากกัน
หรือที่เรียกว่า “การพุ่งไปของเจตสำนึก”
ในแง่นี้
คำอธิบายที่ประสบการณ์นิยมให้แก่เราไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ได้ครบถ้วน
เพราะประสบการณ์เป็นเรื่องที่ซับซ้อนเกินกว่าที่จะเป็นเพียงรอยประทับจากโลกภายนอกได้
และในขณะเดียวกัน “การพุ่งไปของเจตสำนึก” เอง
ก็ไม่จำเป็นต้องพุ่งไปสู่วัตถุที่ไม่มีอยู่จริงในโลกตามอย่างที่เบรนทาโนเสนอ
การสำนึกแท้จริงแล้วดำรงอยู่ในชีวิตประจำวัน
เป็นเนื้อหาของการรับรู้ของมนุษย์ที่มีต่อโลกปรากฏ
โดยสรุปมโนทัศน์ “การพุ่งไปของเจตสำนึก”
ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบปัญหาเรื่องโครงสร้างของสำนึกอันเป็นคำถามหลักของปรากฏการณ์วิทยาแบบฮุสเซิร์ล
มโนทัศน์เรื่อง“การพุ่งไปของเจตสำนึก”
อาจถือได้ว่าเป็นปฏิกิริยาต่อข้อจำกัดของประสบการณ์นิยมและจิตวิทยาในการอธิบายโลก
สิ่งที่ฮุสเซิร์ลตอบโต้ต่อประสบการณ์นิยมคือ
โลกแห่งผัสสะและการรับรู้ของมนุษย์ต้องเข้าใจแบบ
“อุตระภาวะ” หรือการก้าวข้ามประสบการณ์ของตนเองด้วยสำนึก
และในขณะเดียวกันการสำนึกอย่างที่จิตวิทยาแบบเบรนทาโนเสนอ
ก็ย่อมต้องได้รับเงื่อนไขจากสิ่งที่ปรากฏต่อเราด้วยเช่นกัน
ในแง่นี้ ปรากฏการณ์วิทยาแบบฮุสเซิร์ลพยายามแก้ปัญหาข้อจำกัดของประสบการณ์นิยมและจิตวิทยาแบบเบรนทาโนเพื่อสร้างฐานทางปรัชญาของตน
อันเป็นผลทำให้พื้นที่ของโลกแห่งชีวิตสามารมีชีวิตโลดแล่นอยู่ในคำอธิบายทางปรัชญา
3.5
การใส่วงเล็บ
เมื่อความพยายามของปรากฏการณ์วิทยาคือการศึกษาสำนึกเป็นหลัก
วิธีวิทยาในการได้มาซึ่งธรรมชาติของสำนึกจึงถือได้ว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่าง
และวิธีวิทยาของฮุสเซิร์ลคือ การ “ใส่วงเล็บ”
ให้กับโลกภายนอกเพื่อศึกษาประสบการณ์บริสุทธิ์ของสำนึก
สิ่งที่ต้องระวังในการเข้าใจ “การใส่วงเล็บ” ของฮุสเซิร์ลคือ
ฮุสเซิร์ลมิได้ปฏิเสธว่าโลกภายนอกไม่มีอยู่
ทั้งยังมิได้กล่าวอีกด้วยว่าเราต้องลดทอนโลกภายนอกเพื่อสำรวจสำนึก
แท้จริงแล้ว การใส่วงเล็บคือการเปลี่ยนทัศนคติในการมองโลก
จากเดิมที่มองไปที่วัตถุเป็นมองไปที่สำนึกแทน วูดรอฟ
(Woodruff)
นักวิชาการปรัชญาสายปรากฏการณ์วิทยา
อธิบายประเด็นการใส่วงเล็บไว้อย่างน่าสนใจว่า
(1) ทัศนะในธรรมชาติที่เรามี
มีความหมายเป็นนัยว่ามีโลกภายนอกอยู่รอบตัวเรา
และมนุษย์รวมถึงกิจกรรมต่างๆ
สามารถเกิดขึ้นภายในโลกนั้นได้
(2) เพื่อที่จะเปลี่ยนจุดสนใจจากสิ่งรอบตัวมาสู่สำนึก
เราจำต้องใส่วงเล็บให้กับโลกภายนอก
(3)
จากนั้นเราจึงสามารถเปลี่ยนจุดสนใจในการศึกษาเรื่องสำนึกได้
(4) จากความพยายามทั้งหมดนี้
เราจะสามารถเข้าใจรายละเอียดทางปรากฏการณ์วิทยาอันเกี่ยวเนื่องกับประสบการณ์หลากชนิดได้
และประสบการณ์เหล่านี้ถือได้ว่ามีความหมายต่อเรา
คำถามที่เราสามารถถามได้ทันทีคือ
โลกที่เราเห็นเมื่อมีการใส่วงเล็บแล้วจะเป็นเหมือนหรือต่างกับโลกที่ยังไม่ได้ใส่วงเล็บอย่างไรบ้าง
คำตอบอยู่ที่ งานของฮุสเซิร์ลอย่าง
IDEA 1
(1913)
ที่ว่า
“ “ใน” การรับรู้ที่ได้รับการทอนลงแล้ว
เราพบว่าสิ่งที่ถูกรับรู้จะได้รับการรับรู้อย่างที่มันเป็นอย่างนั้น...ต้นไม้ธรรมดา
หรือสิ่งในธรรมชาติ
ไม่ใช่สิ่งใดนอกจากต้นไม้ที่รับรู้อย่างนั้น
ซึ่งดำรงอยู่อย่างไม่แยกออกจากความหมายทางผัสสะ
ต้นไม้ธรรมดาสามารถแตกสลายได้
หรือแยกออกเป็นส่วนประกอบทางเคมีได้
แต่ความหมายอันติดกับการรับรู้ยังคงอยู่
เป็นสิ่งที่เป็นแก่นแกนจริงๆ ของมัน ไม่สามารถแตกสลายได้
ไม่สามารถแยกออกเป็นส่วนประกอบทางเคมี ไม่มีกำลัง
และไม่มีคุณสมบัติที่แท้จริง”
(1963, p. 312)
โลกในสำนึกมิใช่โลกที่คล้องจองอย่างเหมาะเจาะกับโลกภายนอกเสมอไป
โลกในสำนึกหรือโลกที่ได้รับการใส่วงเล็บแล้วเป็นโลกที่สำนึกทำงานอยู่ตลอดเวลา
แม้ว่าโลกภายนอกจะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาแต่โลกที่อยู่ในสำนึกมิได้เปลี่ยนตาม
ตัวอย่างเช่น ผู้หญิงคนหนึ่งอกหักเนื่องจากผู้ชายทอดทิ้ง
วันหนึ่งผู้ชายคนนั้นตายจากไป
แต่อาการอกหักของผู้หญิงคนนั้นยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง
เราจะพบว่าจากตัวอย่างนี้
ผู้ชายคนรักของผู้หญิงคนนี้จะมีอยู่หรือไม่ไม่สำคัญ
แต่สำนึกจะทำหน้าที่ของมันตราบเท่าที่ยังสามารถพุ่งไปหาสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้
ในที่นี้
ผู้ชายคนนี้แตกสลายไปตามกาลเวลาแต่ความหมายของผู้ชายคนนี้ยังคงอยู่
โดยสรุปโลกในสำนึกต่างจากโลกภายนอกอย่างมาก ในแง่ที่ว่า
โลกภายนอกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเข้มข้น
ในขณะที่โลกในสำนึกเป็นโลกที่สำนึกหรือ
“จินตนาการ”
ทำงานอยู่ตลอดเวลา โดยสำนึกพุ่งไปสู่วัตถุหนึ่งๆ ตลอดเวลา
แม้ว่าวัตถุนั้นจะไม่มีอยู่จริงในโลกภายนอกก็ตาม
ดังตัวอย่างของผู้หญิงอกหักดังที่ได้กล่าวไปแล้ว
ในแง่นี้
คำตอบของคำถามที่ว่าโลกที่เราเห็นเมื่อมีการใส่วงเล็บแล้วจะเหมือนหรือต่างจากโลกที่ยังไม่ได้ใส่วงเล็บอย่างไร
คำตอบคือ
โลกที่มิได้มีการใส่วงเล็บคือโลกที่รอให้มนุษย์อย่างนักปรัชญาหรือนักวิทยาศาสตร์ไปศึกษา
ขุดค้น ทดลอง และหาความจริงแบบวัตถุวิสัยอันเป็นสากล
และตัดขาดจากเนื้อหาที่เกี่ยวร้อยถักโยงกับชีวิตมนุษย์
ในขณะที่โลกที่ใส่วงเล็บคือโลกที่สำนึกไปสู่และให้น้ำหนักกับความจริงแบบวัตถุวิสัยในระดับที่น้อยกว่า
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การใส่วงเล็บให้โลกคือ
การหันเหความสนใจของศาสตร์ต่างๆ
ที่ต้องการขุดค้นความจริงจากโลกภายนอกกลับมาไว้ที่สำนึกและวัตถุของสำนึกนั่นเอง
อันเป็นหนทางที่จะฟื้นฟูโลกแห่งชีวิต
นี่เองคือธรรมชาติของสำนึกโดยได้มาจากวิธีวิทยา
“การใส่วงเล็บ” กล่าวคือ การใส่วงเล็บคือการวาง หรือ
“แขวน”
คำถามของการมีอยู่ของโลกภายนอกไว้
แล้วมุ่งสำรวจดูปรากฏการณ์ของสำนึกเท่านั้น
หากมองจากตัวอย่างเรื่องผู้หญิงอกหัก
เราจะพบว่าการมีอยู่ของชายคนรักได้ถูกใส่วงเล็บไว้
กล่าวคือ ในโลกแห่งความเป็นจริงหรือโลกนอกสำนึก
ชายคนรักจะมีอยู่หรือไม่ไม่สำคัญ
คำถามเรื่องการมีอยู่ของชายคนรักจึงมิได้สำคัญที่สุด
แต่อาการอกหักของผู้หญิงต่างหากที่ฮุสเซิร์ลสนใจ กล่าวคือ
ปรากฏการณ์และสำนึกต่างหากที่ทำให้ผู้หญิงอกหักได้
ทั้งนี้เพราะสำนึกของผู้หญิงพุ่งไปสู่วัตถุแห่งสำนึก
และนี่เองคือสิ่งที่วิธีวิทยาการใส่วงเล็บของปรากฏการณ์วิทยาได้มอบไว้ให้กับปรัชญา
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ
โลกของมนุษย์ไม่ใช่โลกของประสบการณ์ชนิดแคบแบบประสบการณ์นิยม
หากแต่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก
และจินตนาการอันเป็นปรากฏการณ์ของสำนึก
โดยสรุปเราจะพบว่า
ความพยายามของปรากฏการณ์วิทยาคือการสำรวจธรรมชาติของสำนึก
สำนึกต้องพุ่งไปสู่อะไรบางอย่าง ฮุสเซิร์ลเรียกกระบวนการนี้ว่า
“การพุ่งไปของเจตสำนึก” ในแง่นี้ เราอาจกล่าวได้ว่า
“การพุ่งไปของเจตสำนึก” คือรูปร่างลักษณะของสำนึก
ในแง่นี้การได้มาซึ่งธรรมชาติของสำนึกจึงต้องมีวิธีวิทยาเฉพาะของตนเอง
และวิธีวิทยานี้ต้องเป็นวิธีการที่จะให้ได้มาซึ่งความหมายอันมาจากมนุษย์ในฐานะบุรุษที่หนึ่งด้วย
และวิธีนี้คือการใส่วงเล็บ
แต่การใส่วงเล็บนี้มิใช่การลบเอาโลกภายนอกออกไป
หากแต่เป็นการวางจุดสนใจไปที่สำนึกแทน
การใส่วงเล็บแท้จริงแล้วคือการหลีกเลี่ยงสมมุติฐานทั้งมวลที่อาจมีต่อการสำนึก
เช่น สมมุติฐานทางวิทยาศาสตร์ เทววิทยา
หรือแม้แต่ทางตรรกศาสตร์
เพื่อสำรวจว่าแท้จริงแล้วประสบการณ์บริสุทธิ์ของมนุษย์เป็นอย่างไรกันแน่
ดังนั้นเราจึงอาจกล่าวได้ว่า สำหรับฮุสเซิร์ลแล้ว
ปรากฏการณ์วิทยาคือการวิเคราะห์ “แก่นแท้”
ของประสบการณ์หลากชนิดและหลากรูปแบบ
(“eidetic” analysis of various forms and types of
experience) ทั้งหมดนี้ทำให้โลกในสำนึกมีความหมายต่อมนุษย์
แม้ว่าตัวของวัตถุจะไม่มีอยู่จริงแล้ว
แต่ความหมายของวัตถุนั้นๆ ยังคงอยู่ในสำนึกได้
ในแง่นี้
โลกที่รายล้อมเราอยู่จะเป็นโลกปรากฏต่อหน้าเราหรือไม่ก็ได้
หากแต่ความทรงจำอันเป็นผลมาจากสำนึกก็มีบทบาทสำคัญต่อมนุษย์ไม่น้อย
3.6
ความหมายผ่านการสำนึก
ในตอนต้นเราได้สำรวจแล้วว่า ข้อเสนอหลักของฮุสเซิร์ลในการอธิบายปรากฏการณ์วิทยาคือ
การเสนอว่าการรับรู้ของเราไม่ใช่เพียงการรับรู้โลกภายนอกเท่านั้น
หากแต่เป็นการรับรู้ความหมายที่ซ้อนทับสิ่งที่เรารับรู้เชิงกายภาพด้วย
การรับรู้ดังกล่าวจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อ
เราเริ่มการวิเคราะห์ที่ตัวสำนึกของมนุษย์เสียก่อน แล้วใส่
“วงเล็บ”
ให้กับความจริงที่อยู่ภายนอก เพื่อสำรวจตรวจสอบดูว่า
แท้จริงแล้วสำนึกของมนุษย์มี
“ธรรมชาติ”
อย่างไร
คำตอบที่ได้จากคำถามข้างต้นคือ
ธรรมชาติของสำนึกต้องได้รับการศึกษาผ่านการพุ่งไปของเจตสำนึก
อันหมายถึงกระบวนการการสำนึกถึงอะไรบางอย่างนั่นเอง
กระนั้นก็ตาม เราพึงต้องระลึกไว้เสมอว่า
ความหมายคือแก่นแกนของการเข้าใจมโนทัศน์เรื่องการพุ่งไปของเจตสำนึกดังเช่นการที่เราสำนึกถึงขุนแผน
แยกไม่ออกจากความหมายที่ติดตัวของขุนแผนมา อันได้แก่
“วีรบุรุษชายไทย”
“ชายเจ้าชู้”
“ทหารผู้มีเวทย์มนต์”
เป็นต้น ในแง่นี้
ความหมายจึงเป็นตัวกลางในการเข้าใจการพุ่งไปของเจตสำนึก
อันหมายความต่อไปว่า
เป็นเงื่อนไขในการเข้าใจสำนึกอีกทอดหนึ่ง
ในส่วนนี้เราจะศึกษาว่าการรับรู้หรือการสำนึกมีรายละเอียดอย่างไร
และรายละเอียดดังกล่าวจะสามารถให้ความชัดเจนต่อการพุ่งไปของเจตสำนึกอย่างไร
ในข้างต้นนี้
หากเรายอมรับว่าประสบการณ์ของมนุษย์มีด้วยกันสองระดับ
แต่ทั้งสองระดับนี้ก็มิได้แยกออกจากกันในความเป็นจริง
หากแต่สามารถแยกแยะได้ในเชิงมโนทัศน์เท่านั้น
ประสบการณ์สองระดับที่ว่านี้คือ
การรับรู้ข้อมูลหรือวัตถุทางผัสสะ
และการรับความหมายของข้อมูลนั้นๆ ฮุสเซิร์ลเรียกวัตถุที่เรารับรู้โดยยังไม่มีความหมายนี้ว่า
ฮีเล
(hyle)
และเรียกวัตถุที่มีความหมายโดยผ่านสำนึกว่า มอร์เฟ
(morphe)
จะเห็นได้ว่า ฮุสเซิร์ลปรับใช้คำอธิบายดังกล่าวจากคำอธิบายของอริสโตเติลที่ว่า
เรารับรู้วัตถุหนึ่งๆ ผ่านวัสดุ และรูปแแบบ เช่น
การที่เราเห็นรูปปั้นปลาทองคำ
เราจะสามารถทราบได้ทันทีว่ารูปปั้นดังกล่าวมีวัสดุประกอบคือทองคำ
และมีรูปแบบคือสิ่งคล้ายปลา เป็นต้น ในแง่นี้
สำหรับฮุสเซิร์ล การรับรู้โลกที่ไม่มีความหมายคือ
การรับรู้แบบวัสดุที่ยังไม่ได้จัดเป็นรูปแบบบางอย่าง
ในขณะที่การรับรู้ผ่านแบบสร้างความหมายคือการรับรู้
“รูปแบบ”
หรือความหมายนั่นเอง
เมื่อเป็นเช่นนี้
การรับรู้แบบแรกจึงเป็นการรับรู้โลกอย่างตรงไปตรงมาแต่ยังไม่มีความหมาย
หรือ
noesis กระนั้นการรับรู้แบบแรกมิได้เป็นการรับรู้ชนิดที่โลกภายนอกมาประทับลงในจิตแต่อย่างใด
หากแต่เป็นการรับรู้อย่างที่โลกมีชีวิตเคลื่อนไหวไปมาได้
เพียงแต่ยังไม่มีความหมายเท่านั้น
การรับรู้ของมนุษย์มิได้หยุดอยู่เพียงระดับ
noesis
หากแต่ยังดำเนินต่อไปในระดับความหมายหรือที่ฮุสเซิร์ลเรียกว่า
noema
อีกด้วย ฮุสเซิร์ลกล่าวว่า
“ประสบการณ์มวลรวมแบบฮีเลและโนเอซิสนั้น
แตกต่างมากจากประสบการณ์แบบมวลรวมแบบโนเอมาที่เกิดโดยการมีสำนึกไปแตะต้อง...ซึ่งก็คือ
(สำนึก) ที่สร้าง (ความหมาย) โดยก้าวข้ามประสบการณ์แบบโนเอซิสที่เป็นฐาน...”
(2001, 432)
การรับรู้ในแบบที่สอง
หรือที่เรียกว่าการรับรู้แบบโนเอมาคือการรับรู้ความหมายที่ห่อหุ้มวัตถุ
(ดิบ) หรือฮีเลนั่นเอง
การรับรู้ในแบบหลังนี้คือการรับรู้แบบอุตระ หมายถึงการ
“ก้าวข้าม”
สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ต่อหน้า ในแง่นี้
ประเด็นหนึ่งที่สามารถนิยามความเป็นปรากฏการณ์วิทยาคือ
การหาอุตระภาวะในขอบเขตของสิ่งที่ปรากฏต่อหน้านั่นเอง
อย่างไรก็ตาม
การรับรู้แบบโนเอมาในที่สุดแล้วจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อมีความรู้แบบโนเอซิสเป็นฐาน
ในแง่นี้ความรู้ทั้งสองแบบจึงไม่สามารถแยกขาดออกจากกันได้ในเชิงประสบการณ์
หากแต่สามารถวิเคราะห์ออกจากกันได้ในเชิงมโนทัศน์
และนี่เองเป็นเหตุให้ฮุสเซิร์ลต้องกล่าวว่า
การรับรู้หรือการสำนึกถึงสิ่งใดๆ ของมนุษย์คือ
การรับรู้แบบโนเอมาโนเอติกไปพร้อมๆ กันในคราวเดียว
โดยสรุป
เราจะพบว่าคำถามแรกอันเป็นจุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์วิทยาคือคำถามเรื่องธรรมชาติของสำนึก
เหตุผลที่ฮุสเซิร์ลถามคำถามนี้คือ วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ
ประสบการณ์นิยม และจิตวิทยาอธิบายโลก ในลักษณะที่ฮุสเซิร์ลเห็นว่ามีข้อจำกัดมาก
ฮุสเซิร์ลเสนอให้เริ่มต้นด้วยสำนึกเพื่อให้โลกที่เห็นและเป็นอยู่เป็นโลกที่มีชีวิตและความหมาย
เมื่อเป็นเช่นนี้
การรับรู้โลกอย่างมีความหมายจึงต้องถูกอธิบายจากตัวมนุษย์ในฐานะบุรุษที่หนึ่ง
ที่สำนึกโลกอย่างมีความหมายเฉพาะตัว
การสำนึกถึงอะไรบางอย่างนี้เองที่เราเรียกว่าการพุ่งไปของเจตสำนึก
ทั้งนี้
การที่เราจะสามารถยืนยันความหมายจากประสบการณ์ของเราได้
เราต้องยอมรับต่อมาด้วยว่า การรับรู้สามารถมีสองแบบ
แบบแรกคือแบบโนเอซิส
ซึ่งเป็นการรับรู้โลกอย่างตรงไปตรงมาแต่ไร้ความหมาย
ในขณะที่การรับรู้โลกแบบที่สองเป็นการรับรู้แบบมีความหมาย
ที่ต้องมีการรับรู้แบบแรกมาเป็นฐาน
จากที่กล่าวมาทั้งหมดเราจะพบว่าในที่สุดแล้ว สิ่งที่สำคัญสำหรับฮุสเซิร์ลคือการหาความหมายของ
“ประสบการณ์”
มนุษย์ที่ไม่อาจละเลยจินตนาการ ความหวัง ความฝัน
อารมณ์ความรู้สึกได้
และสิ่งนี้เองที่อาจเรียกต่อไปได้ว่าคือการหา
“อุตรภาวะ”
หรือความหมายในสิ่งที่ปรากฏต่อหน้า
อันสามารถฟื้นฟูชีวิตให้กับโลกที่
“สูญเสีย”
ชีวิตไปแล้ว
4. มาร์ติน ไฮเดกเกอร์
(ค.ศ.
1889-1938)
ปรากฏการณ์วิทยา สำหรับไฮเดกเกอร์
เริ่มต้นจากการถกเถียงกับความชอบธรรมในการเป็นปรัชญาของศาสตร์เช่นเดียวกันกับฮุสเซิร์ล
แต่ไฮเดกเกอร์พิจารณาปัญหาเรื่องศาสตร์ต่างๆ
ในแง่มุมที่ต่างออกไปกล่าวคือ ศาสตร์ต่างๆ
นั้นมีฐานคติมาจากวิธีการเข้าใจอภิปรัชญาในบางลักษณะซึ่งไฮเดกเกอร์เรียกว่า
“เทวภาพวิทยา”
(ontotheology)
เทวภาพวิทยาคือความเชื่อมั่นในสิ่งๆ
หนึ่งที่เป็นฐานให้กับอีกสิ่งหนึ่งโดยตัวของมันเองไม่ขึ้นอยู่กับสิ่งใด
ตัวอย่างเช่น
การอธิบายโต๊ะในบริบทของปรัชญากรีกอย่างเพลโตจำต้องอธิบายผ่าน
“แบบ”
ของโต๊ะ
“แบบ”
ดังกล่าวไม่ขึ้นอยู่กับสิ่งใดนอกจากตัวของมันเอง
และสามารอธิบายตัวมันเองและสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ตัวมันเองได้
(ในที่นี้คือโต๊ะในโลกแห่งความเป็นจริง)
ในขณะที่ในปรัชญายุคกลาง
การอธิบายโต๊ะสามารถอธิบายว่าเป็นสิ่งสร้างของสิ่งที่สมบูรณ์สูงสุดอย่าง
“พระเจ้า”
ในแง่นี้การอธิบายโลกจำต้องอธิบายผ่านสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลง
อย่าง
“แบบ”
และพระเจ้า เป็นต้น นี่เองคือสิ่งที่ไฮเดกเกอร์เรียกว่า
เทวภาพวิทยา
ข้อสังเกตของไฮเดกเกอร์เกี่ยวกับเทวภาพวิทยาคือ
ลักษณะของการหาความจริงในทางอภิปรัชญา
ไม่ว่าจะเป็นการแสวงหา
“แบบ”
ของเพลโตและอริสโตเติล พระเจ้าของเทววิทยา
“จิต”
(Spirit)
ของเฮเกล ล้วนแต่วางอยู่บนฐานคติแบบเทวภาพวิทยาทั้งสิ้น
เมื่ออภิปรัชญาในปรัชญาตะวันตกวางรากฐานอยู่บนสิ่งที่ไฮเดกเกอร์เรียกว่าเทวภาพวิทยา
คำถามต่อไปคือ
การสำรวจว่าคำถามนี้แท้จริงแล้วมีธรรมชาติอย่างไร ไฮเดกเกอร์กล่าวว่า
แท้จริงแล้วคำถามนี้คือการถามคำถามเรื่องสัต (being)
และผู้ที่ถามคำถามนี้ย่อมต้องคาดหวังว่ามีคำตอบอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
ที่สำคัญคำถามนี้เป็นของมนุษย์เท่านั้น
จากข้อสังเกตดังกล่าว ไฮเดกเกอร์ได้ดึงความหมายของสัตให้มาอยู่ที่การมีอยู่ของมนุษย์
หรือที่ไฮเดกเกอร์เรียกว่า
“ดาไซน์”
(dasein)
อันเป็นการอธิบายมนุษย์ที่ไม่แยกตัวเองออกจากโลกที่รายล้อมมนุษย์อยู่
เมื่อเชื่อมโยงกับเรื่องธรรมชาติของสำนึกเราจะพบว่าสิ่งที่ไฮเดกเกอร์เสนอคือ
“การพุ่งไปของเจตสำนึกอย่างสมบูรณ์
มิใช่สิ่งใดนอกจากเป็นการพุ่งไปของเจตสำนึกภายใต้ลักษณะทางภววิทยาของชีวิตที่มีความเป็นจริงโอบอุ้ม
การพุ่งไปของเจตสำนึกมีลักษณะของปรากฏการณ์อยู่ในเบื้องต้น...”
(1985, p.17)
เราจะพบว่าการสำนึกใดๆ ก็ตามย่อมต้องมีความเป็นจริง หรือ
“โลก” โอบอุ้มอยู่ด้วย จึงจะเป็นการสำนึกที่สมบูรณ์แบบ
ในแง่นี้ ดาไซน์สามารถสำนึกได้โดยไม่แยกแยะตนเองออกจากโลก
ความพยายามดังกล่าวของไฮเดกเกอร์ถือได้ว่าเป็นการเปลี่ยนทิศทางของการถามคำถามทางอภิปรัชญา
กล่าวคือ ไฮเดกเกอร์ได้
“ปฏิวัติ”
ประวัติปรัชญาตะวันตกด้วยวิธีคิดเรื่องภาวะของดาไซน์
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การคิดเรื่องความเป็นมนุษย์ ในงาน
Letter on Humanism
(1977) ไฮเดกเกอร์เสนอว่า ตั้งแต่อริสโตเติลเป็นต้นมาจนถึงนิตซ์เช
ปรัชญาตะวันตกมักจะมองมนุษย์เป็นอะไรบางอย่าง เช่น
เป็นสัตว์การเมือง เป็นสัตที่มีเหตุผล นาย ก
เป็นอาจารย์ปรัชญา เป็นต้น
การกล่าวเช่นนี้เท่ากับยอมรับว่า
มนุษย์มีแก่นแกนความเป็นมนุษย์บางอย่างอยู่เสมอ
แต่สิ่งที่ไฮเดกเกอร์ทำคือถามว่าคำว่า “เป็น”
สำหรับมนุษย์หมายความว่าอะไร
มนุษย์สามารถเป็นอะไรก็ได้ไม่เหมือนโต๊ะหรือแมวที่เป็นอย่างนั้นอยู่ตลอด
เพราะฉะนั้น “เป็น”
สำหรับมนุษย์คือการทำให้ปรัชญามามองภาวะของมนุษย์ไม่ใช่แก่นแกนของมนุษย์อีกต่อไป
แต่มนุษย์เป็นมนุษย์ตรงที่มีภาวะปลายเปิดต่อการตีความเฉพาะที่หลากหลาย
ในแง่นี้เราจะพบว่า
การเข้าใจมนุษย์ผ่านศาสตร์อาจเป็นการเข้าใจที่ผิดประเด็น
เพราะในที่สุดแล้วมนุษย์ไม่อาจมีแก่นแกนที่ตายตัวได้
และนี่เองคือการดึงเอาปรากฏการณ์วิทยามาสู่การมีอยู่ของมนุษย์เป็นครั้งแรก
ไฮเดกเกอร์ได้เสนอต่อไปว่า การเข้าใจมนุษย์ในฐานะดาไซน์
ต้องยอมรับว่า ดาไซน์ อยู่-ใน-โลก
(being-in-the-world)
การอธิบายดังกล่าวแสดงให้เห็นจุดยืนที่แตกต่างระหว่างไฮเดกเกอร์และปรัชญาสมัยใหม่ที่พยายามแยกโลกออกเป็นส่วนๆ
เพื่อเป็นวัตถุในการศึกษา ไฮเดกเกอร์เพิ่มเติมอีกว่า
การที่เราอยู่-ใน-โลกแสดงถึงการที่เราอยู่ร่วม-กับ-ผู้อื่น
(being-with-others)
คำอธิบายข้างต้นทำให้มนุษย์ต้องอยู่ในโลกแบบที่มีวัตถุรายล้อม
และวัตถุเหล่านี้เป็นวัตถุที่พร้อมใช้
(ready-to-hand)
ไม่ใช่วัตถุที่ปรากฏต่อหน้าเราเฉยๆ ในแง่นี้เอง
ที่เราสามารถสำนึกโลกในรูปแบบของการมีอยู่ได้
ดังนั้นโลกสำหรับมนุษย์จึงไม่แยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ
เราสามารถรับรู้โลกแบบที่เราเป็นผู้ตีความความสัมพันธ์ของเราที่มีต่อโลกวัตถุภายนอก
สิ่งที่สำคัญสำหรับไฮเดกเกอร์คือ
ความสัมพันธ์เชิงบริบทที่เรามีต่อโลกที่ห้อมล้อมเราอยู่
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือความแตกต่างระหว่างมนุษย์คนหนึ่งที่นับถือศาสนาและมีความเชื่ออย่างเหนียวแน่น
กับคนที่ไม่เชื่อในศาสนา
เมื่อทั้งสองเห็นคัมภีร์ทางศาสนาจะมีท่าทีที่แตกต่างกัน
กล่าวคือ
คนที่นับถือศาสนาจะเคารพคัมภีร์โดยการกราบไหว้และบูชา
ในขณะที่อีกคนหนึ่งจะมองคัมภีร์เป็นเพียงหนังสือธรรมดาเล่มหนึ่งเท่านั้น
มิได้มีความศักดิ์สิทธ์แต่อย่างใด
ในแง่นี้มนุษย์มิได้รับรู้โลกอย่างตรงไปตรงมา
หากแต่รับรู้โดยการตีความ
การที่มนุษย์รับรู้โลกโดยการตีความดังกล่าวสะท้อนว่าเรามีความสัมพันธ์กับโลกอย่างมีความหมายซ้อนทับ
ในแง่นี้ การ
“อยู่-ใน-โลก”
จึงถือไว้ว่ามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งยวดในการเข้าใจมนุษย์และโลกของมนุษย์
อย่างไรก็ตาม
ดาไซน์ยังไม่สามารถบรรลุความเป็นตัวเองที่เที่ยงแท้
(authenticity)
ได้ ทั้งนี้ เพราะตัวของดาไซน์เองต้องอยู่กับคนอื่น ดังที่ไฮเดกเกอร์กล่าวไว้ว่า
“เรามีความสุขและสนุกอย่างที่พวกเขาสนุก
เราอ่านเห็นและตีค่าวรรณคดีอย่างที่พวกเขาเห็นและตีค่า
เราถอยออกจาก
“มวลชน”
อย่างที่พวกเขาทำ เราพบว่าสิ่งต่างๆ
น่าตกใจแบบเดียวกับที่พวกเขาว่าน่าตกใจ
พวกเขาเหล่านี้...ให้ชีวิตที่เป็นประจำวัน”
(1967,
p.164)
ความไม่เที่ยงแท้ของมนุษย์เกิดขึ้นเพราะมนุษย์ทำในสิ่งที่คนอื่นในสังคมทำ
เชื่อในสิ่งที่คนอื่นในสังคมเชื่อ
ตัดสินเหมือนกับคนอื่นในสังคมตัดสิน ในแง่นี้
มนุษย์จมตัวเองอยู่ในชีวิตประจำวันและไม่ได้ระลึกถึงภาวะสัตของตนเองที่เป็นปลายเปิด
ชีวิตของมนุษย์จึงไม่
“แท้จริง”
เพราะไม่สามารถเลือกทำสิ่งที่ตนเองต้องการได้ ดังนั้น
สิ่งที่มนุษย์ไม่ควรหลงลืมคือภาวะปลายเปิดของมนุษย์นั่นเอง
คำถามที่เราสามารถถามได้ทันทีคือ
อะไรที่จะทำให้มนุษย์รู้สึกสำนึกภาวะปลายเปิดของตัวเอง
คำตอบที่ไฮเดกเกอร์ให้ไว้คือ
สิ่งที่จะทำให้มนุษย์สามารถสำนึกถึงภาวะปลายเปิดของตัวเองได้คือ
ความตาย
ความตายคือสิ่งที่ทำให้มนุษย์รู้สึกตัวว่าตนเองเป็นสิ่งที่มีความจำกัดจำเขี่ยสูงในแง่เวลา
เมื่อเวลาของมนุษย์จำกัด มนุษย์จะเกิดภาวะ
“กลัวกังวล”
(anxiety)
ที่จะผลักให้มนุษย์ทำในสิ่งที่ตนเองไม่ทำ
รู้สึกในสิ่งที่ไม่รู้สึก
หรือแม่แต่เข้าใจในสิ่งที่ไม่เข้าใจ
ความรู้สึกเหล่านี้กระชากเราออกจากการใช้ชีวิตที่เราใช้อยู่ในทุกๆ
วัน เช่น หากเรารับรู้ว่าตัวเราเป็นมะเร็งและกำลังจะตาย
เราคงไม่ใช้ชีวิตอย่างที่เคยเป็น
เราอาจไปเที่ยวเพื่อรับรู้ความสุขก่อนตายโดยไม่ทำงาน
เราอาจออกบวชเพื่อเข้าใจความตาย
เราอาจกอดคนที่เรารักให้แน่นกว่าที่เคย ในแง่นี้
มนุษย์เป็นสัตที่มุ่งสู่ความตาย
(Being-towords-death)
และความตายนี่เองที่ทำให้มนุษย์สำนึกถึงความเที่ยงแท้ของตน
โดยสรุป เราจะพบว่าจุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์วิทยาแบบไฮเดกเกอร์คือการตั้งคำถามกับความชอบธรรมของศาสตร์ในการอธิบายสัต
เพื่อเริ่มต้นการคิดประเด็นนี้ใหม่ ไฮเดกเกอร์
มองมนุษย์ในฐานะดาไซน์ที่เป็นภาวะปลายเปิดเพื่อให้การเข้าใจสัต
(being)
เป็นสัตภาวะ
(Being)
มองในแง่นี้
มนุษย์จึงมิได้มีแก่นแกนหรือสาระเดียวอย่างที่เป็นในระบบอภิปรัชญาที่วางตนอยู่ที่เทวภาพวิทยาอีกต่อไป
ไฮเดกเกอร์อธิบายต่อไปว่าเราต้องเข้าใจมนุษย์ในฐานะสิ่งที่อยู่-ใน-โลกเพื่อค้นหาสิ่งที่จริงแท้ของชีวิตมนุษย์
อันได้แก่ภาวะปลายเปิดที่ทำให้เราเลือกมีชีวิตที่ไม่เหมือนคนอื่นได้
ในแง่นี้
ความตายคือเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้เราสำนึกถึงภาวะปลายเปิดของเรา
ความตายสามารถทำให้มนุษย์ในฐานะดาไซน์
ดึงตนเองออกจากโลกที่มีคนส่วนใหญ่ครอบครองไว้
และเลือกกำหนดตัวเองอย่างที่ตนเองต้องการ
นี่เองคือความต่างระหว่างฮุสเซิร์ลและไฮเดกเกอร์ กล่าวคือ
ไฮเดกเกอร์ได้นำประเด็นเรื่องการสำนึกที่มีความหมายผูกโยงมาสู่ประเด็นเรื่องการมีอยู่ของมนุษย์
5. มัวรีส์ แมร์โลปงตี
(ค.ศ. 1908-1961)
จากที่ผ่านมาเราจะพบว่าฮุสเซิร์ลและไฮเดกเกอร์มองปรากฏการณ์วิทยาในแง่มุมที่ต่างกัน
กล่าวคือ
แม้ว่าทั้งคู่จะเริ่มต้นโดยการไม่เห็นด้วยต่อความชอบธรรมของศาสตร์ในการอธิบายโลก
แต่งฮุสเซิร์ลเลือกที่จะมองการสำนึกและการพุ่งไปของสำนึกเป็นหลัก
ในขณะที่สำหรับไอเดกเกอร์คำถามเรื่องสัตภาวะ
(Being)
เป็นจุดเริ่มต้นในการถกเถียงกับสัต(being)
ในฐานะที่เป็นฐานทางอภิปรัชญา
เมื่อกระแสความคิดดังกล่าวมาถึงนักปรัชญาฝรั่งเศสอย่างแมร์โลปงตี
แนวคิดเรื่องสำนึกและดาไซน์ก็ได้รับการพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง
กล่าวคือ ในงาน
Phenomenology of Perception
(1996) แมร์โลปงตียอมรับว่าสำนึกต้องถูกเข้าใจแบบดาไซน์ที่อยู่-ใน-โลก
โดยได้กล่าวไว้ตั้งแต่หน้าแรกของ Phenomenology
of Perception
ว่า
“ปรากฏการณ์วิทยาคือการศึกษาสาระ
อันหมายถึง สาระของการรับรู้ สาระของสำนึกเป็นต้น
แต่ปรากฏการณ์วิทยายังเป็นปรัชญาที่นำเอาสาระกลับมาสู่การมีอยู่
และไม่ได้คาดหวังว่าจะมาถึงความเข้าใจที่มีต่อมนุษย์และโลกจากแง่มุมอื่นๆ
นอกจากแง่มุมของความเป็นจริงที่รายล้อมเราอยู่
(facticity)...ปรากฏการณ์วิทยายังเป็นปรัชญาซึ่งอธิบายว่าโลกนั้นยังคง
“อยู่ที่นี่”ก่อนที่การคิดคำนึงใดๆ
จะเกิดมีขึ้น
เหมือนดังกับว่าการมีอยู่นั้นไม่แปลกแยกแต่อย่างใด
และความพยายามทั้งหมดของปรากฏการณ์วิทยาคือ
ให้ความใส่ใจต่อการที่มนุษย์มีความสัมพันธ์โดยตรงกับโลก...”
(1996,
viii)
เราจะพบว่าคู่ต่อสู้ทางปรัชญาของแมร์โลปงตีคือศาสตร์ต่างๆ
ดังที่นักปรัชญาผู้นี้กล่าวว่า
การคิดปรัชญาต้องเริ่มต้นที่สิ่งที่รายล้อมเราอยู่
ต้องมองไปที่สาระ สำนึกและการรับรู้ สิ่งที่ศาสตร์ต่างๆ
ทำคือการแยกเอามนุษย์ออกจากโลก และมองโลกอย่างแบ่งแยก และ
“แปลกแยก” แมร์โลปงตีต้องการนำปรัชญากลับมาสู่โลกอีกครั้งหนึ่ง
โดยมองประสบการณ์บริสุทธิ์ที่มนุษย์มีต่อการแบ่งแยก แมร์โลปงตีเสนอต่อไปว่า
สิ่งที่เราไม่ควรหลงลืมคือการนำเอาจิตกลับมาสู่กายอีกครั้งหนึ่ง
(Primacy of Perception, p.4)
อันเป็นการคิดเรื่องดาไซน์ในฐานะร่างกาย
การเข้าใจดาไซน์ในฐานะร่างกายก็เท่ากับเป็นการบอกว่า
สำนึกแยกไม่ออกจากร่างกาย
หรือแม้แต่จิตก็แยกไม่ออกจากร่างกาย กล่าวอย่างกระชับคือ
สำนึกต้องคิดแบบดาไซน์และยังต้องคิดอย่างแนบแน่นไปพร้อมกับร่างกายด้วย
ทำไมแมร์โลปงตีจึงมองร่างกายเป็นประเด็นหลัก
ที่มาที่ไปของของประเด็นนี้คืออะไร
คำตอบอยู่ที่ประเด็นเรื่องการที่กายไม่อยู่ในโลกของความคิดสมัยใหม่แบบเดส์การ์ตส์
กล่าวคือสำหรับเดส์การ์ตส์แล้วจิตกับกายสามารถแยกออกจากกันได้
การบอกว่า
“ฉันคิด ฉันจึงมีอยู่”
เท่ากับเป็นการบอกว่าปริมณฑลของความจริงอยู่ที่จิตไม่ใช่ร่างกาย
ร่างกายเป็นเพียงเครื่องกลอย่างหนึ่งเท่านั้น เราเพียงแต่มีร่างกายเท่านั้น
แต่สำหรับแมร์โลปงตีนั้นเมื่อมนุษย์เป็นดาไซน์ที่อยู่-ใน-โลกนั้นเท่ากับเป็นการบอกว่า
การแยกร่างกายออกจากจิตเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในทางภววิทยา
กล่าวคือ เมื่อมนุษย์เป็นดาไซน์ที่อยู่ในโลก
สิ่งที่ทำให้ประสบการณ์ของเราเป็นไปได้และเป็นฐานให้กับความคิดคือ
“ร่างกายเปี่ยมชีวิต”
(lived body)
ในความหมายที่ไม่แยกออกจากจิต ในแง่นี้ เราไม่ได้มีร่างกาย
แต่เราเป็นร่างกาย
ร่างกายจึงเป็นพื้นที่ให้กับสำนึกของดาไซน์
ร่างกายเป็นพื้นที่ในการอยู่-ใน-โลก
ร่างกายเป็นพื้นที่ในการรับรู้ความหมายของโลก
ร่างกายเป็นพื้นที่ของการเข้าใจปรากฏการณ์
มองในแง่นี้ ปรากฏการณ์สำหรับแมร์โลปงตี
คือประสบการณ์ของมนุษย์ที่มาพร้อมกับร่างกาย “ภาพลักษณ์แห่งกาย”
(body image)
จึงมีความสำคัญมาก ประเด็นที่แมร์โลปงตีสนใจในงานเขียนของเขาคือ
พื้นที่ของการรับรู้ การเคลื่อนไปของร่างกาย
ร่างกายกับเวลา ร่างกายและอิสรภาพ เป็นต้น
กล่าวโดยสรุปคือ คำถามเรื่องโครงสร้างของสำนึก
การพุ่งไปของสำนึก และวัตถุแห่งการสำนึก
ล้วนต้องคิดผ่านร่างกายทั้งสิ้น
ร่างกายเป็นพื้นที่ในการเข้าใจโลกและรับรู้ปรากฏการณ์ทั้งมวล
แน่นอนการเข้าใจโลกและร่างกายอย่างที่แมร์โลปงตีเสนอ
ย่อมนำเราไปสู่การเข้าใจโลกอย่างมีความหมายด้วย กล่าวคือ
ในโลกกายภาพเราจะพบว่า สำหรับแมร์โลปงตีร่างกายคือพื้นที่ในการสื่อแง่มุมที่ไม่สามารถรับรู้ได้ตรงๆ
ความหมายที่ซ่อนเร้นหรืออุตรภาวะ กล่าวคือ
ความหมายที่ซ้อนทับกันอยู่แบบที่ไฮเดกเกอร์เสนอ
ล้วนแต่ต้องเข้าใจโดยท่าทางต่างๆ ของร่างกายทั้งสิ้น เช่น
ในวัฒนธรรมหนึ่งการแลบลิ้นปลิ้นตา
อันเป็นท่าทางหนึ่งของร่างกาย มีความหมายว่าเป็นการทักทาย
แต่ในอีกวัฒนธรรมหนึ่งคือการล้อเลียนไม่สุภาพ
จากตัวอย่างนี้ความหมายของร่างกายที่มีปฏิสัมพันธ์กับโลกไม่ได้มีความหมายเดียว
หากแต่เมื่อโลกหรือปรากฏการณ์เปลี่ยนท่าทางของร่างกายก็เท่ากับเป็นการเปลี่ยนความหมายตามไปด้วย
ในแง่นี้ความหมายของร่างกายเองก็มีพลวัตไม่ตายตัว
โดยสรุปหากไม่มีร่างกายความหมายต่างๆ ในโลกหรืออุตรภาวะก็จะไม่เกิดขึ้น
กระนั้นก็ตาม ความหมายต่างๆ
ของร่างกายก็ไม่อาจมีความหมายเดียวได้
การอยู่-ใน-โลกของดาไซน์
ทำให้ร่างที่มีชีวิตและประสบการณ์เป็นพื้นที่ในการพูดถึงอุตรภาวะหรือความหมายซ้อนทับในโลกกายภาพได้หลากหลายไม่นิ่งตายตัว
และนี่เองคือสิ่งที่แมร์โลปงได้มอบให้กับปรัชญาปรากฏการณ์วิทยา
6.
จังปอล
ซาร์ตร์ (ค.ศ.
1905-1980)
จังปอล ซาร์ตร์ เสนอใน Being
and Nothingness (1992)
ว่า นอกจากสำนึกจะพุ่งสู่สิ่งที่อยู่ภายนอกสำนึกแล้ว
สำนึกยังสำนึกตัวเองได้ด้วย
การเสนอเช่นนี้ส่งผลต่อวิธีคิดแบบปรากฏการณ์วิทยาสองประเด็นใหญ่คือ
เรื่องที่หนึ่ง คำว่า “ฉัน”
กลายเป็นเพียงฉากอันต่อเนื่องของสำนึก
ตัวฉันไม่มีแก่นแกนหรือแก่นสารแต่อย่างใด ฉันเป็นเพียง
“ความว่างเปล่า”
(néant หรือ nothingness)
เท่านั้น ไม่มีจิตไม่มีแก่นสารใดๆ ทั้งสิ้น ซาร์ตร์พูดอย่างชัดเจนว่า
ดาไซน์คือสัตที่สามารถ “กระชาก”
ตนเองออกจากสิ่งที่ตัวเองเป็น
การดึงตัวเองในลักษณะดังกล่าวทำให้เกิดช่วงว่างหรือ
“ความว่างเปล่า”
ทางภววิทยาขึ้นระหว่างตัวเราที่เป็นอยู่และตัวเราในอนาคต
ในแง่นี้ ซาร์ตร์สืบทอดความคิดเรื่องภาวะต่อจากไฮเดกเกอร์
มนุษย์แบบดาไซน์ต้องทำความเข้าใจผ่านภาวะหรือ “ความว่างเปล่า”
เท่านั้นมิใช่ผ่านการแสวงหาแก่นแกนความเป็นมนุษย์อีกต่อไป
เราจะพบว่าคำอธิบายดังกล่าวของซาร์ตร์ได้รับอิทธิพลโดยตรงจากไฮเดกเกอร์
การเข้าใจอัตลักษณ์ของมนุษย์ในประวัติสาสตร์ปรัชญาตะวันตกวางอยู่บนสิ่งที่เรียกว่าสัต
แต่สิ่งที่ไฮเดกเกอร์กำลังเสนอคือการมองมนุษย์แบบสัตภาวะ
กล่าวคือ
มองว่าธรรมชาติมนุษย์คือการที่มนุษย์มีความหมายของชีวิตที่ปลายเปิด
สำหรับซาร์ตร์ คำอธิบายที่ว่ามนุษย์เป็นอะไรบางอย่าง เช่น
เป็นสัตการเมือง ถือได้ว่ามนุษย์มีความ
“เต็ม”
ไม่ว่างเปล่า
อันหมายความว่ามนุษย์ไม่มีภาวะปลายเปิดและเป็นอะไรบางอย่างที่ตายตัว
ในขณะที่การเข้าใจมนุษย์ในฐานะที่เป็นภาวะปลายเปิดถือได้ว่าเป็นการวางมนุษย์ไว้ที่ความว่างเปล่า
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือเมื่อ “แก่นแกน”
ของมนุษย์คือความว่างเปล่า
มนุษย์มีภาวะปลายเปิดที่จะนิยามตนเองให้เป็นสิ่งใดก็ได้
และนี่เองที่ทำให้ซาร์ตร์กล่าวว่ามนุษย์มองเห็นความว่างเปล่าที่ปรากฎผ่านการสำนึกตนเอง
เช่น นาย ก เป็นคนขี้เกียจ แต่ต่อมาก็สำนึกได้ว่า
การเป็นคนขยันจะทำให้ตนเองมีอนาคต
การสำนึกตนเองในลักษณะนี้ทำให้เกิดช่องว่างขึ้นระหว่าง
นาย ก ที่ขี้เกียจกับนาย ก ที่มีอนาคต ซาร์ตร์มองเห็นช่องว่างตรงนี้
และเรียกสิ่งนี้ว่าความว่างเปล่าอันเป็น “แก่นแกน”
ของมนุษย์
และช่องว่างตรงนี้เองที่ทำให้มนุษย์มีภาวะปลายเปิด
ประการต่อมา
การสำนึกตัวเองดังกล่าวนอกจากจะทำให้ความเป็นมนุษย์ว่างเปล่าแล้ว
ยังเท่ากับเป็นการบอกด้วยว่าความเป็นมนุษย์คืออิสรภาพ
ที่เป็นเช่นนี้เพราะอิสรภาพโดยตัวของมันเองไม่มีแก่นสาร
และด้วยความสามารถของสำนึกที่มีต่อตัวเอง
มนุษย์สามารถนิยามให้ค่าตนเองได้อย่างอิสระไร้ขอบเขต
ประเด็นเรื่องความว่างเปล่าและอิสรภาพแบบสัมบูรณ์นี่เอง
ที่ทำให้ซาร์ตร์เรียกมนุษย์ในฐานะดาไซน์ว่าสัตเพื่อตัวเอง
(être pour-soi
หรือ being-for-itself)
โดยนิยามว่า สัตเพื่อตัวเองสามารถสำนึกตัวเองได้
อันหมายความว่า
มีอิสระไร้ขอบเขตที่จะนิยามตัวเองให้เป็นอะไรก็ได้ด้วยความสามารถของสำนึก
และเนื่องจากสัตเพื่อตัวเองเป็นเพียง “ความว่างเปล่า”
ดังนั้น สัตเพื่อตัวเองจึงเป็นสิ่งที่ตัวเองไม่เป็น
และไม่เป็นสิ่งที่ตัวเองเป็น
ตัวอย่างเช่น นาย ก มองเห็นตัวเองในกระจกและพบว่า
ตัวเองมีรอยเหี่ยวย่น วินาทีนั้นเองที่นาย ก ไม่พอใจ
และตัดสินใจที่จะทำศัลยกรรมเอารอยเหี่ยวย่นออก
การตัดสินใจเช่นนั้นเท่ากับทำให้ร่างกายซึ่งในที่นี้คือรอยย่น
“ว่าง”
แล้วจึงนิยามตัวเองที่ไม่มีรอยเหี่ยวย่นขึ้นมาแทนที่
ในแง่นี้ นาย ก เป็นสิ่งที่ไม่เป็น
คือเป็นร่างที่ไม่มีรอยเหี่ยวย่น และไม่เป็นสิ่งที่เป็น
คือตัดสินใจไม่เป็นรอยเหี่ยวย่นนั้น
การที่จะเป็นเช่นนี้ได้ย่อมเท่ากับว่า นาย ก
สามารถสำนึกให้ความหมายได้ทุกสิ่งแม้แต่กับตัวของตัวเอง
ที่สำคัญเมื่อสำนึกตัวเองก็เท่ากับมีช่องว่างระหว่างตัวเองที่มีรอยเหี่ยวย่นและไม่มีรอยเหี่ยวย่น
ในแง่นี้เองที่สัตเพื่อตัวเองคือ
สัตที่นำความว่างเปล่ามาสู่โลกและตัวเอง
หรือกล่าวให้ชัดคือ นำ “ระยะห่าง”
ระหว่างสิ่งที่เป็นและสิ่งที่จะเป็นมาสู่โลก
เป็นสัตที่สำนึกตัวเอง เป็นสัตที่เป็นสิ่งที่ตนเองไม่เป็น
และไม่เป็นสิ่งที่ตนเองเป็น
ส่วนสิ่งที่ตรงข้ามกับสัตเพื่อตัวเองคือ สัตในตัวเอง
(être en-soi
หรือ being-in-itself)
ที่สำนึกตัวเองและโลกไม่ได้
นำเอาความว่างเปล่ามาสู่มนุษย์ไม่ได้
เป็นสิ่งที่ตัวมันเองเป็น
และไม่เป็นสิ่งที่ตัวมันเองไม่เป็น เช่น โต๊ะ
เป็นสัตเพื่อตัวเองที่ไม่สามารถสำนึกได้เป็นโต๊ะอยู่วันยังค่ำ
และไม่สามารถเป็นสิ่งอื่นได้นอกจากโต๊ะ
เราจะพบว่าซาร์ตร์ได้ตีความเรื่องภาวะของดาไซน์ของไฮเดกเกอร์และนำมาใช้ในปรัชญาของตน
กล่าวคือ สำหรับไฮเดกเกอร์นั้น มนุษย์เป็นเพียงภาวะ
ไม่มีแก่นแกน แต่ซาร์ตร์ไปไกลว่าไฮเดกเกอร์ในแง่ที่สามารถให้ค่าภาวะว่าเป็นอิสระแบบสัมบูรณ์
และสิ่งนี้คือ
“แก่นแกน”
ของความเป็นมนุษย์ ความว่างเปล่าหรืออิสระแบบสัมบูรณ์ที่ซาร์ตร์เสนอในที่นี้เท่ากับเป็นการบอกเป็นนัยยะว่ามนุษย์มีความสามารถที่จะ
“ก้าวข้าม” (transcend)
ข้อจำกัดของตนเองได้อย่างไร้ข้อจำกัด
โดยสรุปเราไม่ได้สำนึกโลกภายนอกเท่านั้นแต่เราสำนึกตัวเองด้วย
และการสำนึกตัวเองนี้เองที่มนุษย์ได้นำความว่างเปล่ามาสู่ตนและโลก
จากนั้นมนุษย์ก็จะสามารถสร้างตัวเองต่อไปไม่รู้จบสิ้น
มนุษย์จึงเป็นสัตเพื่อตัวเอง
เพราะสำนึกถึงตัวเองเพื่อที่ตัวเองจะได้เป็นอะไรบางอย่างต่อไปอย่างไม่รู้จบสิ้น
ในขณะที่โต๊ะและแมวไม่ใช่สัตเพื่อตัวเองเพราะสำนึกไม่ได้
ไม่สามารถนำความว่างเปล่ามาสู่โลกเพื่อที่จะสร้างตัวเองต่อไปได้
ดังนั้นจึงเป็นสัตในตัวเองที่ให้ความสำคัญแก่ความสามารถในการสำนึกตัวเองและสิ่งรอบข้างได้
ความสามารถนี้ทำให้มนุษย์เป็นสิ่งมีเสรีภาพโดยสมบูรณ์
7. สรุป
โดยหลักการทั่วไป
จุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์วิทยาคือการไม่เห็นด้วยกับคำอธิบายด้านเดียวของศาสตร์ต่างๆ
ที่มุ่งอธิบายโลกด้วยวิธีวิทยาบางประเภทที่จะนำมาซึ่งข้ออธิบายที่เป็น
“สากล” และ “เป็นกลาง” นอกจากนี้
ยังต่อสู้กับความคิดของประสบการณ์นิยมที่มองประสบการณ์ของมนุษย์ในมิติเดียว
ทั้งสองกระแสนี้ทำให้โลกแห่งชีวิตหายไปจากการใคร่ครวญทางปรัชญา
ความพยายามของปรากฏการณ์วิทยาในเบื้องต้นคือการเรียกร้องเอาชีวิตของโลกกลับคืนมาสู่ปรัชญาอีกครั้งหนึ่ง
สิ่งที่ฮุสเซิร์ลได้ทำเพื่อเรียกร้องโลกแห่งชีวิตกลับมาคือ
การอธิบายโลกใหม่ด้วยประสบการณ์จากมนุษย์ในฐานะบุรุษที่หนึ่ง
ความพยายามประการนี้เรียกร้องให้เราต้องตอบคำถามเรื่องธรรมชาติของการสำนึก
เพราะการสำนึกถึงสิ่งต่างๆ
สามารถเรียกร้องสิ่งที่เป็นชีวิตกลับมาได้
สิ่งเหล่านี้ได้แก่ “ประสบการณ์”
ในความหมายที่กว้างที่สุด อันหมายรวมถึง อารมณ์ความรู้สึก
จินตนาการ ความฝัน ความหวัง ความเชื่อ เป็นต้น
คำตอบของคำถามเรื่องธรรมชาติของสำนึกคือ
การมุ่งความสนใจไปที่การพุ่งไปของเจตสำนึก
การสำนึกไม่จำเป็นต้องพุ่งไปที่สิ่งที่มีอยู่ในโลกกายภาพเท่านั้น
หากแต่สามารถพุ่งไปสู่สิ่งที่มีอยู่ในจินตนาการ
และความทรงจำด้วย
การสำนึกในรูปแบบนี้เองที่ทำให้สิ่งที่เราสำนึกมีความหมายต่อเรา
และด้วยเหตุนี้เอง
ปรากฏการณ์วิทยาเน้นเรื่องความหมายเป็นแกนกลางในการอธิบายสำนึก
สำหรับไฮเดกเกอร์สำนึกที่สมบูรณ์จะเป็นไปได้เมื่อเรารู้ว่าตัวเราเองอาศัยอยู่ในโลกและมีฐานะเป็นดาไซน์อันมีโลกห่อหุ้มเอาไว้
การสำนึกดังกล่าวสามารถโต้แย้งกับศาสตร์ต่างๆ
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เพราะทำให้การเข้าใจเรื่องสัตเปลี่ยนไป กล่าวคือ ไฮเดกเกอร์เปลี่ยนประเด็นเรื่องสัตให้เป็นประเด็นเรื่องสัตภาวะ
อันมีผลทำให้มนุษย์มีธรรมชาติเป็นภาวะปลายเปิดที่มีแต่ตัวมนุษย์เองเท่านั้นที่นิยามและให้ความหมายแก่ตนเองได้
ในทำนองเดียวกัน แมร์โลปงตีเลือกอธิบายสำนึกผ่านร่างกาย
นักปรัชญาผู้นี้เสนอว่า
การมีร่างกายจะทำให้มนุษย์รู้สึกแนบแน่นกับโลก
หากไม่มีร่างกายความหมายต่างๆ ในโลกหรือ “อุตรภาวะ”
ก็จะไม่เกิดขึ้น กระนั้นก็ตาม ความหมายต่างๆ
ของร่างกายก็ไม่อาจมีความหมายเดียวได้
การอยู่-ใน-โลกของดาไซน์
ทำให้ร่างที่มีชีวิตและประสบการณ์เป็นพื้นที่ในการพูดถึงอุตรภาวะหรือความหมายซ้อนทับในโลกกายภาพได้หลากหลายไม่นิ่งตายตัว
ร่างกายจึงเป็นเงื่อนไขที่สำคัญในการเข้าใจประสบการณ์ของมนุษย์
ในฐานะบุรุษที่หนึ่ง และในฐานะดาไซน์
ซาร์ตร์มองปรากฏการณ์วิทยาในอีกรูปแบบหนึ่ง
สำหรับซาร์ตร์ปรากฏการณ์วิทยาบ่งเป็นนัยยะถึงอิสรภาพอันสัมบูรณ์
กล่าวคือ
การสำนึกสามารย้อนกลับมาสู่ตัวเองได้และทำให้เกิดช่องว่างในตัวเอง
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ
สำนึกสามารถดึงเราออกจากตัวเองและทำให้เกิดช่องว่างขึ้น
ช่องว่างตรงนี้ทำให้มนุษย์สามารถนิยามตนเองได้อย่างอิสระไร้ขอบเขต
ในแง่นี้ ปรากฏการณ์จึงสามารถเป็นฐานให้กับอัตถิภาวะนิยมได้นั่นเอง
รชฎ สาตราวุธ
(ผู้เรียบเรียง)
เอกสารอ้างอิงและเอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม
งานต้นฉบับ
|
· |
Brentano, F. 1995. Psychology from an
Empirical Standpoint. Trans. Antos C.
Rancurello, D. B. Terrell, and Linda L. McAlister.
London and New York: Routledge.
(งานชิ้นนี้เป็นงานที่อ่านไม่ยากมากของเบรนทาโน
ความสำคัญของงานี้คือการเปิดตัวการปูทางสู่แนวความคิดเรื่อง
การพุ่งไปของเจตสำนึก (intentionality)
โดยมองควบคู่ไปกับ โครงสร้างของสำนึก) |
|
· |
Heidegger, M. 1967. Being and Time.
Trans. J. Macquarrie and E. Robinson. Oxford: Basil
Blackwell. |
|
· |
Heidegger, M. 1997. Letter on humanism. In
Basic Writings. D. F. Krell (ed.). New York:
Harper and Row.
(งานชิ้นนี้อ่านไม่ยากเมื่อเทียบกับ Being
and Time “Letter on humanism”
เป็นจดหมายที่ ไฮเดกเกอร์เขียนถึง Jean
Beaufret
ซึ่งเป็นนักปรัชญาชาวฝรั่งเศสที่นำเอาความคิดของไฮเดกเกอร์เข้ามาสู่วงการปรัชญาฝรั่งเศส
“จดหมาย”
ฉบับนี้เขียนขึ้นเพื่อโต้แย้งกับซาร์ตร์โดยเฉพาะหลังจากที่ซาร์ตร์ปาฐกถาเรื่อง
Existentialism and Humanism
สิ่งที่ไฮเดกเกอร์เสนอในงานชิ้นนี้คือเราควรคิดเรื่องภาวะมนุษย์แทนที่จะคิดเรื่องแก่นแกนเมื่อจะตอบปัญหาเรื่องอัตลักษณ์ของมนุษย์) |
|
· |
Heidegger, M. 1982. The Basic Problems of
phenomenology. Trans. Albert Hofstadter.
Bloomington: Indianna University Press.
(งานชิ้นนี้ให้ภาพกว้างของปรากฏการณ์วิทยาในฐานะที่เป็นฐานทางภววิทยา
และในงานนี้เองที่ไฮเดกเกอร์ได้สำรวจมโนทัศน์เรื่องภาวะนับแต่อริสโตเติล) |
|
· |
Heidegger, M. 1921-2. Phanomenologische
Interpretationen zu Aristotteles. W Brocker
and K. Brocker-Oltmanns (eds.), GA 6I, 1985. |
|
· |
Husserl, E. 1963. Ideas: A General
Introduction to Pure Phenomenology. Trans.
W.R. Boyce Gibson. New York: Collier Books.
(ในงานนี้ ฮุสเซิร์ลได้เสนอมโนทัศน์เรื่อง
noema เป็นครั้งแรก
นับได้ว่าเป็นงานที่ฮุสเซิร์ลพัฒนาความคิดเรื่องปรากฏการณ์อย่างเต็มที่) |
|
· |
Husserl, E. 1997. Thing and Space: Lecture of
1970. Translated and edited by Richard
Rojcewicz. Dordrecht and Boston, Massachusetts:
Kluwer Academic Publishers.
(งานนี้เป็นบันทึกการสอนของฮุสเซิร์ลเรื่องการมีอยู่สิ่งต่างๆ
ในพื้นที่หนึ่ง
งานนี้มุ่งตอบคำถามว่าพื้นที่และสำนึกมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร) |
|
· |
Husserl, E. 2001.
Logical Investigation,
vols. 1 and 2, Translated by J.N. Findlay. Edited
and revised by Dermot Moran. London and New York:
Rouledge.
(งานนี้เป็นงานในยุคแรกของฮุสเซิร์ล
และเป็นการเริ่มต้นเปิดฉากการพูดถึงสำนึกอย่างเป็นทางการ) |
|
· |
Merleau-Ponty, M. 1996.
Phenomenology of Perception. Trans. Colin
Smith. London and New York: Routledge.
(ในงานชิ้นนี้
แมร์โลปงตีได้เสนอทฤษฎีเรื่องโครงสร้างของสำนึกโดยผ่านการวิเคราะห์ประสบการณ์ที่มีจากร่างกาย
งานชิ้นนี้ถือได้ว่าไม่ง่ายเท่าใดนักสำหรับผู้ที่เริ่มสนใจปรากฏการณ์วิทยา) |
|
· |
Merleau-Ponty, M. 1964. The Primacy of
perception and Other essays on Phenomenological
Psychology, the Philosophy of Art, History and
Politics. James M. Edie (ed.).
(ในงานชิ้นนี้ แมร์โลปงตีได้เชื่อมโยงประเด็นเรื่องปรากฏการณ์วิทยากับประเด็นทางจิตวิทยา
ประวัติศาสตร์ และการเมือง
โดยที่ไม่ลืมมิติเรื่องร่างกายในฐานะแกนกลางในการวิเคราะห์
งานนี้อ่านไม่ยากมากเพราะเป็นการปาฐกถาสาธารณะของแมร์โลปงตี) |
|
· |
Sartre, J-P. 1992. Being and Nothingness.
Trans. Hazel Barnes. New York: Washington Square
Press. (สำหรับผู้ที่เรียนปรัชญาแล้ว
Being and Nothingness
เป็นงานทางภววิทยาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด
แม้ว่าจะมีความยากไม่แพ้ Phenomenology of
Perception ของ แมร์โลปงตี
แต่การอ่านนี้ถือได้ว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งในการเข้าใจซาร์ตร์) |
|
· |
Sartre, J-P. 1975.
Existentilalism and Huamnisme.
Trans. Philip Mairet.
London: Eyre Methuen Ltd.
(งานนี้เป็นการปาฐกถาสาธารณะของซาร์ตร์เพื่อปกป้องความคิดของเขา
โดยผนวกความคิดแบบปรากฏการณ์วิทยากับมนุษย์นิยม
งานชิ้นนี้อ่านง่ายไม่ซับซ้อนแต่ลุ่มลึก
จึงเป็นงานแรกๆ ที่แนะนำสำหรับผู้ที่สนใจศึกษาซาร์ตร์ |
งานที่ทำการศึกษางานต้นฉบับ
|
· |
Dreyfus, H. with Hall, H. (eds.). 1982.
Husserl, Intentionality and cognitive Science.
Cambridge, Massachusetts: MIT Press.
(ผลงานทางวิชาการเล่มนี้เป็นการศึกษาทฤษฎีเรื่องการพุ่งไปของเจตสำนึก
(intentionality) ของฮุสเซิร์ล
โดยเชื่อมโยงกับกับวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้
ยังมีเสนอการถกกันเรื่อง methodological
solipsism อีกด้วย) |
|
· |
Kearney, Richard. 2003. Continental Philosophy
in 20th Century. New York,
Routlegde.
(ผลงานทางวิชาการเล่มนี้เป็นงานรวมบทความทางปรัชญาสายยุโรปที่น่าสนใจ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอธิบายปรัชญาสายยุโรปอย่างมีมิติกาลเวลา) |
|
· |
Moran, D. 2000. Introduction to Phenomenology.
London and New York: Routledge.
(หนังสือเล่มนี้เป็นงานที่เขียนเกี่ยวกับความรู้เบื้องต้นทางปรากฏการณ์วิทยา
โดยมองไปที่งานเขียนหลักๆ ที่ “ต้องอ่าน”ของปรัชญาสำนักนี้) |
|
· |
Sokolovski, R. 2000. Introduction to
Phenomenology. Cambridge and New York:
Cambridge University Press.
(งานเขียนเล่มนี้เป็นงานเขียนเบื้องต้นโดยไม่มองบริบททางประวัติศาสตร์ของปรัชญาปรากฏการณ์นิยม) |
|