|
1.
บทนำ
1.1 เหตุผลนิยม
คำว่า
rationalism มีรากศัพท์จากภาษาละตินคำว่า
ratio ซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า
reason และหมายความถึง “เหตุผล”
ในภาษาไทย
เหตุผลนิยมเป็นทัศนะทางปรัชญาที่ให้ความสำคัญกับการใช้เหตุผล
อันเป็นสมรรถนะทางความคิดของมนุษย์ในการได้มาซึ่งความรู้เกี่ยวกับโลกโดยไม่จำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์
(a priori reason)
เพื่อที่จะเข้าใจหรือได้มาซึ่งความรู้เกี่ยวกับโลก
เนื้อหาของความรู้ของนักเหตุผลนิยมมักจะแสดงออกมาในรูปประโยควิเคราะห์
(analytic statement)
และวิธีการได้มาซึ่งความรู้ของนักคิดกลุ่มนี้ก็จะยึดถือวิธีการนิรนัย
(deduction) เป็นสำคัญ
ภาพความเข้าใจกว้างๆก็คือ
เป็นทัศนะที่เน้นบทบาทหรือความสำคัญของเหตุผล รวมไปถึงอัชฌัตติกญาณ
(intuition)
ในฐานะที่เป็นแหล่งที่มาของความรู้
นักปรัชญาในอดีตที่มีทัศนะในทำนองนี้มีอยู่มากพอควร
คนเด่นๆเช่น พาร์มินิเดส
(Parmenides) เซโนแห่งเอเลีย (Zeno
of Elea) เพลโต (Plato)
เซนต์ออกัสติน (St. Augustine)
แต่เมื่อกล่าวถึงนักเหตุผลนิยมแล้ว
จะละเลยไม่พูดถึงนักปรัชญากลุ่มนี้ไม่ได้เด็ดขาด นั่นก็คือ
“นักเหตุผลนิยมภาคพื้นทวีปยุโรป”
(The Continental Rationalists)
ประกอบไปด้วย เรอเน เดการ์ตส์ (Rene Descartes:
1596-1650) เบนเนดิค เดอ สปิโนซ่า
(Benedict de Spinoza: 1632-1677)
และก็อตฟรีด วิลเฮ็ล์ม ไลบ์นิซ (Gottfried
Wilhelm Leibniz: 1646-1716)
ซึ่งมีอิทธิพลและบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการวางรากฐานสำคัญให้กับแนวคิดแบบเหตุผลนิยม
เดการ์ตส์ได้แบ่งความคิด
(ideas) ของมนุษย์ออกเป็นสามประเภท
คือความคิดแบบประสบพบเองจากภายนอก (adventitious
ideas) ความคิดแบบที่สร้างขึ้นเอง
(factitious ideas)
และความคิดแบบที่มีติดตัวมาตั้งแต่เกิด (innate
ideas) เดการ์ตส์อธิบายว่าความคิดแบบแรกเกิดขึ้นในจิตโดยผ่านมาจากประสบการณ์
ความคิดแบบที่สองถูกสร้างขึ้นโดยการทำงานของจิตเอง
ความคิดแบบที่สามได้รับการสร้างจากพระเจ้าร่วมกับจิตและวิญญาณ
เดการ์ตส์อ้างต่อไปว่า ความคิดเป็นสิ่งบริสุทธิ์
ไม่ได้มีอยู่ในประสาทสัมผัส ความคิดนั้นไม่ใช่ภาพ
หรือการสร้างขึ้นใหม่หรือถ่ายสำเนาจากประสบการณ์ทางผัสสะ
เดการ์ตส์เห็นว่าความคิดบริสุทธิ์ของจิตถูกใช้ในการทำความเข้าใจประสบการณ์
ก่อนที่จะกลายมาเป็นการไตร่ตรองในมโนสำนึก
(conscious) ของเรา
ฉะนั้นปฏิบัติการของความคิดบริสุทธิ์จึงมีก่อนการไตร่ตรองทางประสบการณ์
แล้วประสบการณ์ที่ว่านั้นจึงเริ่มต้นขึ้น
นี่จึงเป็นเหตุผลยืนยันถึงความคิดที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด
ไลบ์นิซ
ก็ได้ดำเนินความคิดเรื่องความคิดที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดต่อจากเดการ์ตส์
ไลบ์นิซเห็นว่าความรู้ของมนุษย์เป็นสิ่งที่ติดอยู่ภายในจิตของมนุษย์อยู่แล้ว
ข้อมูลทางผัสสะหรือประสบการณ์จะช่วยทำให้ความคิดที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดนี้กระจ่างชัดขึ้น
การอ้างเหตุผลของไลบ์นิซมีว่า
ถ้าไม่มีประพจน์ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดและประพจน์ที่ยังไม่เคยถูกเรียนรู้
(innate and unlearned propositions) แล้ว
เราก็ไม่สามารถเรียนรู้ประพจน์ใดๆได้เลย
อย่างน้อยที่สุดแม้กระทั่งการนิรนัยเชิงตรรกะ
ความคิดติดตัวมาตั้งแต่เกิดนี้ ไลบ์นิซเห็นว่าเป็นความคิดที่ตระหนักรู้ในตนเองซึ่งเป็นความรู้ระดับสูงที่ไลบ์นิซเรียกว่า
“วิสัญชาณ”
(apperception)
เป็นระดับที่คิดอย่างมีเหตุผล
การคิดอย่างมีเหตุผลนั้นทำให้มนุษย์สามารถรู้ความจริงที่เป็นสากลและจำเป็นได้
นอกจากนี้ไลบ์นิซยังแบ่งความจริงออกเป็นสองประเภทคือ
ความจริงจากเหตุผล
(truth of reason)
และความจริงจากข้อเท็จจริง (truth of fact)
ซึ่งไลบ์นิซเห็นว่าความจริงจากเหตุผลเป็นความจริงที่แน่นอนตายตัวและเราสามารถรู้ได้จากภายในของเราเอง
ไม่มีใครสามารถหยิบยื่นให้เราได้
ส่วนความจริงจากข้อเท็จจริงเป็นความจริงที่ได้จากประสบการณ์
เป็นความจริงที่ไม่ชัดเจนและไม่แน่นอน
สำหรับสปิโนซ่า
เขาได้แบ่งความรู้ของมนุษย์ออกเป็นสามระดับคือ ความเห็น
(opinion) เหตุผล (reason)
และอัชฌัตติกญาณ (intuition)
ความรู้ระดับความเห็นของสปิโนซ่านั้นได้มาจากประสาทสัมผัสซึ่งมีความไม่ชัดเจนหรืออาจจะได้มาจากความทรงจำและจินตนาการ
ซึ่งจะทำให้เกิดความคิดที่ไม่สมบูรณ์
ไม่สามารถถือว่าเป็นแหล่งที่มาของความจริงได้
ส่วนความรู้ระดับที่สองคือเหตุผลนั้น สปิโนซ่าเป็นความรู้จากการวิเคราะห์เชิงสาเหตุหรือความสัมพันธ์ทางตรรกะ
ความรู้ระดับนี้มีความชัดเจนถูกต้อง
เพราะมันมีเหตุผลในตัวมันเอง แต่ก็อาจจะผิดพลาดได้
เนื่องจากความเข้าใจผิดของมนุษย์ แต่ความรู้ระดับที่สามคืออัชฌัตติกญาณนั้นเป็นความรู้ระดับสูงที่สุดและสามารถประกันความจริงสูงสุดให้แก่เราได้
ความรู้ระดับนี้ทำให้เราเข้าถึงโครงสร้างความเป็นจริงได้
ทำให้เรามีสำนึกต่อพระเจ้ามากยิ่งขึ้น
1.2 ประสบการณ์นิยม
คำว่า
empiricism มาจากรากศัพท์ภาษากรีกคำว่า
empeiria ซึ่งแปลเป็นภาษาละตินได้ว่า
experientia
และได้กลายมาเป็นภาษาอังกฤษคำว่า experience
ซึ่งหมายความว่า “ประสบการณ์”
นั่นเอง
ความเข้าใจที่กว้างที่สุดสำหรับประสบการณ์นิยมก็คือ
ความคิดที่ว่าความรู้ทั้งมวลนั้นจะต้องได้มาจากประสบการณ์
นั่นก็คือต้องเป็นความรู้ที่เกิดจากประสาทสัมผัสหรือผัสสะทั้งห้า
อันหมายถึง ตา หู จมูก ลิ้น กาย
ความรู้ในทัศนะของนักประสบการณ์นิยมจึงมีลักษณะแบบอาศัยประสบการณ์
(a posteriori knowledge)
และมักจะแสดงออกมาในรูปประโยคแบบสังเคราะห์ (synthetic
statement)
นอกจากนี้นักประสบการณ์นิยมยังเห็นว่าวิธีการได้มาซึ่งความรู้อันสำคัญอย่างยิ่งก็คือ
วิธีการอุปนัย (induction)
นักปรัชญาในอดีตที่มีฐานคิดบางส่วนในลักษณะเช่นนี้ก็มีอยู่บ้าง
เช่น อริสโตเติล (Aristotle)
เอพิคิวรัส (Epicurus) ทอมัส อะไควนัส
(Thomas Aquinas) ฯลฯ
อย่างไรก็ตามความคิดของนักปรัชญาดังกล่าวนั้นมีความแตกต่างกันออกไปและมิได้ยึดถือความคิดแบบประสบการณ์นิยมอย่างจริงจังนัก
แต่ความคิดดังกล่าวก็มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง
แม้ว่าจะไม่มีอิทธิพลมากนัก จนกระทั่งในคริสต์ศตวรรษที่17
มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และวิทยาการอื่นๆเกิดขึ้น
ส่งผลให้ความคิดของประสบการณ์นิยมก่อตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อกล่าวถึงความคิดแบบประสบการณ์นิยมแล้ว
นักปรัชญาที่มักจะถูกกล่าวถึงเสมอก็คือนักปรัชญากลุ่ม
“นักประสบการณ์นิยมชาวอังกฤษ”
(The British Empiricists)
ซึ่งประกอบด้วย จอห์น ล็อค (John Locke: 1632-1704)
จอร์จ เบิร์คเลย์ (George Berkeley:
1685-1753) และเดวิด ฮิวม์ (David
Hume: 1711-1776)
ล็อคมีเป้าหมายที่จะสืบค้นหาขอบเขตความรู้ของมนุษย์
รวมทั้งจุดกำเนิดและความแน่นอนของความรู้ แต่ความคิดของล็อคก็อาจจะเป็นประสบการณ์นิยมที่ไม่ค่อยคงเส้นคงวานัก
อย่างไรก็ตามเป้าหมายหลักอันหนึ่งของล็อคคือการโจมตีข้อเสนอเรื่องความคิดที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด
(the thesis of innate ideas)
ซึ่งเป็นความคิดพื้นฐานของแนวคิดเหตุผลนิยมที่ว่า
มนุษย์อาจจะมีความคิดบางอย่างติดตัวมาตั้งแต่เกิด
นั่นก็คือมนุษย์สามารถมีความรู้บางอย่างที่ไม่ต้องได้มาจากประสบการณ์ทางผัสสะ
ในหนังสือของเขาที่ชื่อว่า An Essay
Concerning Human Understanding
เล่มแรกจึงมีเนื้อหาส่วนใหญ่โต้แย้งเรื่องความคิดที่มีมาตั้งแต่เกิด
ในหนังสือ
An Essay Concerning Human Understanding
เล่มที่สี่ ล็อคได้แบ่งความรู้ออกเป็นสามระดับคือ ความรู้ระดับอัชฌัตติกญาณ
(intuitive knowledge)
ความรู้ระดับการอธิบาย (demonstrative knowledge)
และความรู้ระดับผัสสะ (sensitive
knowledge) ความรู้ระดับอัชฌัตติกญาณนั้นเป็นความรู้เกี่ยวกับการมีอยู่ของเราเอง
ความรู้ระดับการอธิบายนั้นเป็นความรู้เกี่ยวกับการมีอยู่ของพระเจ้า
ส่วนความรู้ระดับผัสสะเป็นความรู้เกี่ยวกับการมีอยู่ของสิ่งเฉพาะ
อัชฌัตติกญาณและการอธิบายนั้นให้ความแน่นอนแก่เรา
นั่นคือความรู้ที่ไม่ต้องอาศัยประสบการณ์ (a priori
knowledge) ซึ่งมีหรือไม่
ถ้ามีเป็นอย่างไร ปัญหานี้เราจะพิจารณาในหัวข้อถัดๆไป
สำหรับล็อคแล้วเขายืนยันว่าเรามีความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่สามารถรับรู้ทางผัสสะได้
ซึ่งความคิดเชิงเดี่ยว
(simple idea)
ทำให้เรารับรู้เช่นนั้นซึ่งจิตเป็นตัวถูกกระทำในการรับความรู้ที่ว่านั้น
ล็อคไม่ได้อ้างว่าความรู้ทั้งหมดของเราต้องตรงกับคุณสมบัติทุกอย่างของสิ่งต่างๆ
(things) ล็อคเห็นว่ามันจริงก็ต่อเมื่อเป็นกรณีของคุณสมบัติปฐมภูมิ
(primary qualities) เท่านั้น เช่น
ขนาด รูปร่าง การเคลื่อนที่ ฯลฯ
เขาเห็นว่าคุณสมบัติต่างๆจะไม่มีอยู่ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านั้น
ซึ่งตรงกันข้ามกับคุณสมบัติทุติยภูมิ เช่น สี กลิ่น รส ฯลฯ
ในกรณีนี้คุณสมบัติของสิ่งต่างๆทำให้เรามีความคิดต่างๆซึ่งมิได้เป็นตัวแทนของสิ่งเหล่านั้น
ล็อคปฏิเสธการมีอยู่จริงของคุณสมบัติทุติยภูมิ ล็อคยืนยันว่าเรามีความรู้น้อยหรือไม่มีเลยเกี่ยวกับสารัตถะที่แท้จริงของสิ่งต่างๆ
ธรรมชาติของสิ่งเหล่านี้ที่เราต้องต้องแบ่งแยกมันก็เนื่องจากความอ่อนแอของผัสสะของเรา
จะเห็นได้ว่าล็อคเป็นนักประสบการณ์นิยมในความหมายที่จำกัดอย่างยิ่ง
ในทัศนะของเขาแหล่งที่มาของความรู้จะต้องเป็นการรับรู้ทางผัสสะ
แต่ขอบเขตและความแน่นอนของความรู้ระดับผัสสะนั้นจำกัด
กล่าวอีกอย่างคือไม่มีความรู้ที่ไม่ต้องอาศัยประสบการณ์เกี่ยวกับสิ่งต่างๆที่ไม่สามารถมีประสบการณ์ทางผัสสะได้
เบิร์คเลย์เป็นนักประสบการณ์นิยมคนที่สองของกลุ่ม
และหนึ่งในเป้าหมายของเขาก็คือการกำจัดความคิดของล็อคที่ไม่สอดคล้องกับแนวคิดประสบการณ์นิยม
เบิร์คเลย์เห็นว่า ปัญหาของล็อคเกิดขึ้นจากการที่ล็อคมีสมมติฐานล่วงหน้า
(presupposed)
ว่ามีความเป็นจริงเชิงกายภาพที่อยู่เบื้องหลังความคิดของเรา
เบิร์คเลย์โจมตีมโนทัศน์เรื่องสิ่งรองรับคุณสมบัติ
(substance)
และความแตกต่างระหว่างคุณสมบัติปฐมภูมิและทุติยภูมิของล็อค
ซึ่งเขาเห็นว่าไม่มีความแตกต่างที่ว่านั้น
นอกจากนี้เขายังโต้แย้งล็อคในเรื่องความคิดนามธรรม
(abstract ideas) หรือทฤษฎีสิ่งสากลของล็อค
เนื่องจากเบิร์คเลย์เชื่อว่า ความคิดของล็อคมีความผิดพลาดในการยืนยันถึงการมีอยู่ของความคิดเรื่องสิ่งรองรับคุณสมบัติ
ผลลัพธ์จากวิธีการดังกล่าวของเบิร์คเลย์คือ
ขอบเขตความรู้ของมนุษย์ไม่มีข้อจำกัดใดๆอีกต่อไป
เรามีความรู้เกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น
พระเจ้า ตัวเราหรือสิ่งอื่นๆ
เพราะว่าการมีอยู่ของสรรพสิ่งเป็นเรื่องการเป็นสิ่งที่ถูกรับรู้
ไม่มีอะไรอยู่นอกเหนือขอบเขตความรู้ของเรา
นอกจากนี้ เบิร์คเลย์ยังยืนยันว่าความรู้จะต้องขึ้นอยู่กับผัสสะทั้งหมด
เพราะว่าผัสสะให้ความรู้ที่แน่นอนแก่เรา
และเขาเห็นว่าความคิดดังกล่าวสามารถตอบปัญหาของพวกวิมตินิยม
(skepticism) ได้
ในขณะเดียวกันมันก็สามารถปกป้องความคิดเรื่องสามัญสำนึกได้
เพราะไม่ต้องไปเกี่ยวข้องกับสมมติฐานเรื่องความเป็นจริงที่อยู่เบื้องหลังความคิด
เขาเชื่อว่าทัศนะของเขาให้ความแน่นอน
เพราะว่าการรับผัสสะนั้นโดยนิยามแล้วจะเป็นอิสระจากความผิดพลาด
ซึ่งความผิดพลาดสามารถเกิดขึ้นได้จากการใช้ความคิดที่ผิดในการตัดสิน
ส่วนเหตุที่ผัสสะของมนุษย์มีความแน่นอน
ก็เนื่องมาจากข้อเท็จจริงที่ว่าไม่มีคำถามหรือข้อสงสัยที่ว่าผัสสะสามารถแทนความเป็นจริงที่อยู่เบื้องหลังได้หรือไม่
ซึ่งนี้ก็คือพื้นฐานของข้ออ้างของเบิร์คเลย์ในการตอบคำถามของนักวิมตินิยม
ฮิวม์พยายามปรับปรุงความคิดทั้งของล็อคและเบิร์คเลย์
โดยวิธีการสำคัญของฮิวม์ในปรัชญาคือสิ่งที่เขาเรียกว่า
“วิธีการเชิงทดลอง”
(experimental method)
ปัญหาทางปรัชญาจะต้องโยงกับการค้นพบจากประสบการณ์เท่านั้น
ข้อสรุปที่ฮิวม์ได้จะตรงข้ามกับเบิร์คเลย์คือความรู้ของเราจะจำกัดอย่างยิ่ง
ทำให้ข้อสรุปของฮิวม์ก็ไม่ต่างไปจากนักวิมตินิยม
ฮิวม์เห็นว่าความรู้ทุกอย่างมีที่มาจากประสบการณ์โดยการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า
การรับรู้ของมนุษย์แบ่งออกเป็นสองระดับคือ ภาพประทับ
(impression) และมโนคติ (ideas)
ฮิวม์อธิบายว่า
ภาพประทับเป็นผัสสะโดยตรงที่เรากำลังรับรู้อยู่ในเวลาใดเวลาหนึ่ง
ส่วนมโนคตินั้นเกิดขึ้นเมื่อกระบวนการทำงานของจิตมีการครุ่นคิดไตร่ตรอง
(reflection)
ถึงภาพประทับที่เราเคยมีมาก่อนหน้านั้น
มโนคติหลายอย่างรวมกันเข้าก็เป็นมโนคติเชิงซ้อน (complex
ideas)
อันเนื่องมาจากกระบวนการทำงานของจิตมนุษย์
สำหรับเรื่องความรู้ของมนุษย์ ฮิวม์แบ่งออกเป็นสองประเภทคือ
ความรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของมโนคติ
(relation of ideas)
และความรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริง (matter of fact)
ฮิวม์เห็นว่าความรู้ประเภทแรกเป็นความรู้ที่เกิดขึ้นภายในจิตของมนุษย์
เป็นความสัมพันธ์ที่เราคิด แม้ว่าจะมีความชัดเจนและแน่นอน
แต่อาจจะไม่มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับโลกภายนอกเลยก็เป็นได้
ส่วนความรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริงเป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์อันจะทำให้เราเข้าใจความเป็นไปของปรากฏการณ์ต่างๆในธรรมชาติ
เข้าใจโลก จักรวาลและตัวมนุษย์เอง
2.
ข้อถกเถียงระหว่างเหตุผลนิยม-ประสบการณ์นิยม
2.1 ข้อเสนอเรื่องอัชฌัตติกญาณ/นิรนัย
(The Intuition/Deduction Thesis)
ข้อเสนอเรื่องอัชฌัตติกญาณ/นิรนัย
คือข้อเสนอของแนวคิดเหตุผลนิยมที่ว่าการที่เราจะประกันความเชื่อของเรานั้นจะต้องเป็นดังนี้คือ
ประพจน์ใดๆนั้นเราจะต้องสามารถรู้ได้โดยอัชฌัตติกญาณ
หรือสามารถรู้ได้โดยการนิรนัยจากประพจน์ที่ได้จากอัชฌัตติกญาณ
อัชฌัตติกญาณ
เป็นรูปแบบหนึ่งของการหยั่งรู้ภายในแบบเป็นเหตุเป็นผล
(rational insight)
ส่วนนิรนัยเป็นกระบวนการที่ทำให้เราได้ข้อสรุปจากข้ออ้างที่ได้จากอัชฌัตติกญาณผ่านการอ้างเหตุผลที่สมเหตุสมผล
(valid arguments)
โดยที่ข้อสรุปจะต้องเป็นจริงเมื่อข้ออ้างทั้งหมดเป็นจริง
ทั้งอัชฌัตติกญาณและนิรนัยทำให้เรามีความรู้ที่เรียกว่า
ไม่อาศัยประสบการณ์ (a priori)
ซึ่งก็คือ
ความรู้ที่ได้มานั้นเป็นอิสระหรือไม่ขึ้นอยู่กับประสาทสัมผัส
มีนักเหตุผลนิยมบางคนใช้ คณิตศาสตร์
เป็นตัวอย่างหนึ่งของความรู้ที่สามารถรู้ได้โดยการอัชฌัตติกกญาณและนิรนัย
บางคนใช้ ความจริงทางจริยศาสตร์เป็นตัวอย่าง
บางคนใช้ข้ออ้างทางอภิปรัชญา เช่น พระเจ้ามีอยู่
เรามีเจตจำนงเสรี
จิตและกายของเราเป็นสิ่งรองรับคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ฯลฯ
เป็นตัวอย่าง
ข้อเสนอเรื่องอัชฌัตติกญาณ/นิรนัย ของนักเหตุผลนิยมนั้น
อ้างว่าเราสามารถมีความรู้บางอย่างได้โดยอัชฌัตติกญาณและมีมากขึ้นโดยใช้นิรนัย
การถกเถียงโต้แย้งระหว่างนักเหตุผลนิยมกับนักประสบการณ์นิยมก็จะดำเนินไปด้วยการที่นักเหตุผลนิยมสนับสนุนข้อเสนอนี้
นักเหตุผลนิยมอ้างว่าเราสามารถมีความรู้บางอย่างได้โดยการรู้เองหรืออัชฌัตติกญาณ
และสามารถมีความรู้มากขึ้นได้โดยใช้วิธีการนิรนัย
(นักประสบการณ์นิยมหลายคนยอมรับข้อเสนอนี้ได้
ถ้าหากว่าข้อเสนอนี้จะจำกัดอยู่ที่ความรู้ระหว่างมโนทัศน์ต่างๆของเราเอง)
ข้อเสนอดังกล่าวนี้มีเนื้อหาว่า มีเพียงอัชฌัตติกญาณและวิธีการนิรนัยเท่านั้นที่สามารถทำให้ความแน่นอนแก่เราได้
ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับความรู้
และถ้าหากว่าเรามีความรู้สำคัญบางอย่างที่แน่นอนเกี่ยวกับโลก
ก็แสดงว่าข้อเสนอเรื่องอัชฌัตติกญาณ/นิรนัยนี้ถูกต้อง
นักเหตุผลนิยมที่ยึดข้อเสนอนี้เริ่มจาก
การเห็นว่าเราจะรู้ความจริงอันสำคัญเกี่ยวกับโลกภายนอกและวิเคราะห์ความรู้ที่ต้องการดังกล่าว
แล้วสรุปว่าความรู้ของมนุษย์เราจะต้องเป็นผลมาจากการอัชฌัตติกญาณและนิรนัยเท่านั้น
เดส์การ์ตส์
(Descartes)
อ้างว่าความรู้จะต้องเป็นสิ่งที่แน่นอน (certainty)
และความแน่นอนที่ว่านั้น
จะต้องเกี่ยวข้องกับโลกภายนอกซึ่งจะพ้นไปจากหลักฐานเชิงประจักษ์จะให้แก่เราได้
เราไม่สามารถแน่ใจเกี่ยวกับประสาทสัมผัสของเราได้ว่าไม่ใช่ความฝันหรือมีปีศาจกำลังหลอกเราอยู่
อัชฌัตติกญาณและนิรนัยเท่านั้นที่สามารถให้ความรู้ที่แน่นอนแก่เราได้
และถ้าหาก ว่าเรามีความรู้อันสำคัญเกี่ยวกับโลกภายนอกแล้ว
ข้อเสนอเรื่องอัชฌัตติกญาณ/นิรนัยก็จะเป็นจริง
“ความรู้ทั้งหมดเป็นการรู้ที่แน่นอนและชัดแจ้ง”
(Rule II, p.1) และ “เมื่อเราทบทวนถึงการกระทำทางปัญญาทั้งหมดโดยวิธีซึ่งเราสามารถได้มาซึ่งความรู้เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ
โดยไม่ต้องกลัวว่าจะผิดพลาด
เราจะต้องตระหนักรู้ด้วยสองวิธีเท่านั้นคือ อัชฌัตติกญาณและนิรนัย”
(Descartes, Rules for the Direction of
Our Native Intelligence, 1628, p.3)
ข้อวิจารณ์ต่อข้อเสนอเรื่องอัชฌัตติกญาณ/นิรนัย
1. สมมติฐานที่ว่า
ความรู้จะต้องเป็นสิ่งที่แน่นอนนั้นจำกัดอย่างยิ่ง
เพราะสมมติฐานที่ว่านี้จะกำจัดสิ่งที่เราคิดว่าเป็นความรู้ออกไปอย่างมาก
2. อัชฌัตติกญาณ อาจจะไม่ใช่แหล่งที่มาของความรู้ที่แน่นอนก็ได้
เพราะปีศาจอาจจะมาหลอกเราว่าเรามีอัชฌัตติกญาณอย่างผิดๆก็ได้
ซึ่งคำโต้แย้งนี้ เดส์การ์ตส์ก็จะตอบว่า
เราสามารถรู้อย่างแน่นอนว่า
ไม่มีปีศาจที่คอยหลอกหลอนมาแทรกแซงอัชฌัตติกญาณและนิรนัยของเราได้
ทั้งสองอย่างนี้ไม่สามารถผิดได้
เพราะพระเจ้าเป็นผู้ประกันความจริงของทั้งสองอย่างนี้ไว้
(แต่การตอบเช่นนี้ของเดส์การ์ตส์มีปัญหา
ซึ่งปัญหานี้รู้จักในชื่อของ “วงจรแบบเดส์การ์ตส์” (The
Cartesian Circle) กล่าวคือ คำอธิบายของเดส์การ์ตส์นั้นเป็นการทวนปัญหา
(Begging the question) เพราะว่าการพยายามจะอนุมาน
(นิรนัย) เพื่อที่จะให้ได้ข้อสรุปที่ว่า อัชฌัตติกญาณของเรานั้นเป็นจริง
เพราะมาจากข้ออ้างที่ได้จากการอัชฌัตติกญาณ
การอ้างเหตุผลสนับสนุนข้อเสนอเรื่องเรื่องอัชฌัตติกญาณ/นิรนัย
อีกอย่างคือ
สมมติว่าเรารู้ความจริงเกี่ยวกับโลกภายนอกเฉพาะอย่าง
และอ้างว่าเป็นธรรมชาติของสิ่งที่เรารู้มากกว่าจะเป็นธรรมชาติของตัวความรู้เอง
นักเหตุผลนิยมจะโต้แย้งว่า ความรู้ของเราจะต้องเป็นผลมาจากการอัชฌัตติกญาณและการนิรนัย
ดังความเห็นของไลบ์นิซ
(Leibniz) ที่ว่า
“แม้ว่าผัสสะต่างๆจะจำเป็นสำหรับความรู้ที่แท้จริงของเราทั้งมวล
แต่ผัสสะต่างๆก็ไม่เพียงพอที่จะให้ความรู้ที่เป็นภาพรวมทั้งหมดแก่เราได้
เพราะว่าผัสสะต่างๆเหล่านั้นไม่เคยให้อะไรแก่เราเลย
นอกเสียจากตัวอย่างเฉพาะเท่านั้น
ซึ่งก็คือความจริงเฉพาะหรือความจริงของแต่ละอย่างนั่นเอง
ต่อให้สิ่งเฉพาะมากมายแค่ไหนก็ตาม
ก็ไม่เพียงพอที่จะสร้างความจำเป็นแบบสากลขึ้นมาได้
เพราะว่ามันไม่ได้เป็นไปตามที่ว่า สิ่งใดเกิดขึ้นก่อน
แล้วสิ่งที่ตามมาจะเกิดขึ้นเหมือนเดิม
ฉะนั้นเราต้องมีหลักการที่ใช้พิสูจน์ได้โดยไม่ขึ้นกับตัวอย่างเฉพาะ
ไม่ได้เป็นผลตามมาจากการทดสอบของผัสสะ
แม้ว่าจะปราศจากผัสสะ เราก็จะสามารถรู้ได้”
(Leibniz, New Essays On Human Understanding)
ไลบ์นิซเห็นต่อไปว่า
ความรู้ทางคณิตศาสตร์นั้นเป็นความรู้ที่ติดตัวมาตั้งเกิด
นักประสบการณ์นิยมส่วนใหญ่เห็นว่า อัชฌัตติกญาณหรือการนิรนัยนั้นสามารถให้ความรู้ที่เป็นความจริงแบบจำเป็น
(necessary truths) แก่เราได้ เช่น
ความรู้ที่พบในคณิตศาสตร์
แต่ความรู้ที่ว่านี้มิได้เป็นความรู้ที่เป็นสาระสำคัญเกี่ยวกับโลกภายนอก
นั้นเป็นแต่เพียงความรู้ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของความคิดต่างๆของเราเท่านั้น
ตามความเห็นของนักประสบการณ์นิยม ข้อเสนอเรื่องเรื่องอัชฌัตติกญาณ/นิรนัย
นั้นผิดพลาดตั้งแต่ตอนเริ่มต้น
เพราะไปสมมติว่าเราสามารถมีความรู้อันสำคัญเกี่ยวกับโลกภายนอกซึ่งเหนือกว่าสิ่งที่ประสบการณ์สามารถรับประกันให้เราได้
แต่จริงๆแล้วเราไม่สามารถมีความรู้เช่นนั้นได้
ข้อโต้แย้งของประสบการณ์นิยมนั้นต้องเผชิญกับการท้าทายตัวเอง
ความรู้ของเราเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ดูเหมือนจะมีอะไรที่มากกว่ามโนทัศน์
ความคิดและหลักการ
ความรู้ของเราเกี่ยวกับการตัดสินทางศีลธรรม
ดูเหมือนจะไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะว่าเรารู้สึกหรือกระทำอย่างไร
ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประสบการณ์
แต่เกี่ยวข้องกับว่าเราควรทำอย่างไรมากกว่า
ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้เหตุผล
และประสบการณ์นิยมเองก็ใช้หลักการทั่วไปในการได้มาซึ่งความคิดของประสบการณ์นิยมเหมือนกัน
เช่น คำอธิบายทั้งหมดของฮิวม์
(Hume) เกี่ยวกับมโนคติ (idea)
หรือหลักการพิสูจน์ความหมาย (verification
principle of meaning)
ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของประสบการณ์นิยมร่วมสมัยก็มีปัญหาในตัวมันเองทั้งสิ้น
นอกจากนี้ข้อโต้แย้งสำคัญอีกอย่างหนึ่งของนักเหตุผลนิยมก็คือ
ความคิดเรื่อง “ความรู้ไม่อาศัยประสบการณ์เชิงสังเคราะห์”
(synthetic a priori)
กล่าวคือมนุษย์สามารถมีความรู้เกี่ยวกับบางส่วนของโลกภายนอกได้
โดยมีสิ่งอื่นที่นอกเหนือจากประสาทสัมผัส
และความรู้ประเภทนี้ที่นักเหตุผลนิยมถือเอาเป็นตัวอย่างก็คือ
คณิตศาสตร์นั่นเอง
จะเห็นได้ว่านักเหตุผลนิยมนั้นมีเหตุผลสนับสนุน
ข้อเสนอเรื่องเรื่องอัชฌัตติกญาณ/นิรนัยอย่างหนักแน่นและสัมพันธ์กับความรู้ที่สำคัญของโลกภายนอก
แต่จะประสบความสำเร็จหรือไม่
ก็ขึ้นอยู่กับว่านักเหตุผลนิยมจะตอบคำถามจากนักประสบการณ์นิยมคลาสสิก
(นักประสบการณ์นิยมชาวอังกฤษ) ได้มากแค่ไหน
2.2
ข้อเสนอเรื่องความคิดที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด (The
Innate Idea Thesis)
นักเหตุผลนิยมส่วนใหญ่ถือว่า
ข้อเสนอเรื่องความคิดที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดนั้นเป็นสิ่งยืนยันถึงการมีอยู่ของความรู้ที่ได้มาโดยไม่อาศัยประสบการณ์
(a priori) เช่นเดียวกันกับข้อเสนอเรื่องอัชฌัตติกญาณ/นิรนัย
ความแตกต่างระหว่างข้อเสนอทั้งสองอยู่ที่ความเข้าใจเกี่ยวกับการได้มาซึ่งความรู้โดยไม่อาศัยประสบการณ์อย่างไร
กล่าวคือ ข้อเสนอเรื่องอัชฌัตติกญาณ/นิรนัยนั้นอ้างถึงวิธีการอัชฌัตติกญาณและการใช้เหตุผลแบบนิรนัยที่ตามมา
ส่วนข้อเสนอเรื่องความคิดที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดนั้นอ้างถึงธรรมชาติความเป็นเหตุผล
(rational nature)
ความคิดที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดไม่ได้ถูกเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัส
หรือการอัชฌัตติกญาณและนิรนัย
แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติของเรา
ตัวอย่างความคิดเรื่องความคิดที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด
ที่เห็นได้ชัดในยุคแรกก็คือ
ความคิดเรื่องความรู้คือการระลึกได้
(recollection) ของเพลโต (Plato)
ที่ปรากฏในหนังสือเมโน
(Meno) ของเขา
ความคิดเรื่องความรู้คือการระลึกได้นั้นมาจากปฏิทรรศน์
(Paradox)
ที่เกิดขึ้นเมื่อเราพยายามที่จะอธิบายถึงธรรมชาติของการสืบค้นหาความรู้
กล่าวคือ
เราได้มาซึ่งความรู้เรื่องทฤษฎีบทในเรขาคณิตได้อย่างไร
แต่ความรู้ที่ถามนั้นดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้
เพราะว่าเราจะทั้งมีความรู้เกี่ยวกับทฤษฎีบทแล้วตอนเริ่มต้น
และขณะเดียวกันเราก็ไม่มีความรู้นั้นตอนเริ่มต้น กล่าวคือ
ถ้าเรามีแล้ว เราก็คงไม่ต้องสืบค้น แต่ถ้าเราไม่มีความรู้
เราก็จะไม่รู้ว่าเรากำลังจะหาอะไร
และไม่สามารถตระหนักรู้ถึงมันได้เมื่อเราจะสืบค้นหาความรู้นั้น
เราไม่สามารถจะมีความรู้เกี่ยวกับทฤษฎีบททั้งสองอย่างโดยการสืบค้นได้
แต่เราก็รู้ทฤษฎีบทบางบทได้
ความคิดเรื่องความรู้คือการระลึกได้ของเพลโตนี่เอง
ที่จะเป็นคำตอบให้แก่ปฏิทรรศน์นี้ กล่าวคือ
เมื่อเราสืบค้นเข้าไปในความจริงเกี่ยวกับทฤษฎีบท
เรานั้นจะทั้งรู้และไม่รู้ทฤษฎีบท
เรามีความรู้ในรูปของความจำ
(memory)
ที่ได้มาจากความรู้เกี่ยวกับทฤษฎีบทของวิญญาณ (soul)
ก่อนที่วิญญาณจะมารวมเป็นหนึ่งเดียวกับกาย
แต่เราจะไม่มีความรู้ดังกล่าวเมื่อวิญญาณและกายรวมกันเป็นหนึ่ง
เพราะมันได้ลืมความรู้ที่ว่านั้นไปแล้ว
และตอนนี้จึงจำเป็นที่จะระลึกถึงความรู้ที่ว่านั้นในการเรียนรู้ทฤษฎีบท
อันที่จริงก็คือ การระลึกถึงสิ่งที่เรารู้แล้วเท่านั้นเอง
ตัวอย่างที่มีชื่อเสียงของเพลโตในเรื่องความรู้คือการระลึกได้ก็คือ
การสนทนาระหว่างโสเครติส
(Socrates)
กับทาสหนุ่มในเรื่องความรู้ทางคณิตศาสตร์
โดยที่ทาสนั้นไม่เคยมีความรู้เกี่ยวกับคณิตศาสตร์เลย
แต่ด้วยการอธิบายและชี้แนะของโสเครติส
ทาสก็จะสามารถเข้าใจและตอบปัญหาทางคณิตศาสตร์ได้
ประสบการณ์ของทาสที่มีอยู่ในรูปของคำถามและคำอธิบายของโสเครติสก็คือโอกาสสำหรับการระลึกได้
(recollection)
ถึงความคิดหรือความรู้ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด
นอกจากนี้ความคิดทางอภิปรัชญาของเพลโตเองก็มีส่วนในการสนับสนุนความคิดเรื่องความคิดที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด
เพราะว่าความรู้ของเราเป็นความรู้เกี่ยวกับสิ่งนามธรรม
(abstract) แบบที่เป็นนิรันดร์นั้นเห็นได้ชัดว่ามันอยู่พ้นไปจากประสาทสัมผัสนั้นเอง
(a priori)
ในปัจจุบัน
ดูเหมือนว่าจะหานักเหตุผลนิยมร่วมสมัยเห็นด้วยกับความคิดเรื่องความรู้คือการระลึกได้นั้นยากพอสมควร
เพราะการตอบปัญหาปฏิทรรศน์ดังกล่าวนั้นดูเหมือนไม่ได้ตอบคำถามที่เป็นปัญหาพื้นฐานที่ว่า
เราได้ความรู้นั้นมาอย่างไร กล่าวเฉพาะกรณีของเพลโตก็คือ
วิญญาณนั้นได้ความรู้มาได้อย่างไร
(ก่อนที่มันจะมารวมตัวกับกาย)
คือมันไม่มีคำอธิบายอะไรมากนักว่า
ทาสมีความรู้โดยไม่ต้องอาศัยประสบการณ์ได้อย่างไร
อย่างไรก็ตาม
การให้เหตุผลของเพลโตก็เป็นคำอธิบายที่นักปรัชญาจำนวนมากนำมาปรับใช้กับความคิดเรื่องความคิดที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด
เราค่อนข้างมั่นใจว่าเรามีความรู้บางอย่างเกี่ยวกับโลกภายนอก
แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีคำอธิบายที่เพียงพอว่าเราได้ความรู้นี้มาอย่างไร
หากไม่บอกว่าเป็นความคิดที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด
เพราะสิ่งที่เรารู้นั้นมันอยู่พ้นไปจากสิ่งที่เราได้รับจากประสบการณ์
และความรู้ที่เราได้มาจากกระบวนการทำงานของจิตจากสิ่งที่มาจากประสบการณ์นั้นดูเหมือนว่าจะไม่ได้อยู่บนฐานของอัชฌัตติกญาณหรือนิรนัยแต่อย่างใด
นี่เองจึงเป็นเหตุผลว่าความคิดเรื่องความคิดที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดนั้นน่าจะเป็นคำอธิบายที่ดีที่สุด
(The Best Explanation)
อีกความคิดหนึ่ง
ที่ได้ชื่อว่าเป็นความคิดที่สนับสนุนความคิดเรื่องความคิดที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด
ก็คือทัศนะของ นอม ชอมสกี
(Noam Chomsky) นักปรัชญา
นักภาษาศาสตร์ร่วมสมัย ในบทความของเขาที่ชื่อว่า
“Rationalist Conception of The Nature of Language”
ชอมสกีได้ใช้มโนทัศน์เรื่อง “การรับภาษา”
(language acquisition)
มาสนับสนุนความคิดเรื่อง ความคิดที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด
กล่าวคือ เขาเห็นว่า
การที่เราจะอธิบายเรื่องการรับภาษานั้น เราจะต้องสมมติว่า
ผู้เรียนรู้ภาษานั้นมีความคิดที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดเกี่ยวกับไวยากรณ์สากล
(universal grammar) อยู่ก่อนแล้ว
เพื่อที่จะเข้าใจโครงสร้างระดับลึกทั่วไปของภาษาธรรมชาติ
(แต่ผู้เรียนรู้ภาษาของชอมสกีนั้นไม่ได้รู้ถึงรายละเอียดเฉพาะของไวยากรณ์สากล)
ผู้เรียนรู้ภาษามีสมรรถนะ (capacities)
ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดหรือแนวโน้มที่จะทำให้หรือกำหนดพัฒนาการทางภาษาของพวกเขาได้
แน่นอนว่าทัศนะของชอมสกีในนเรื่องของการรับภาษาเช่นนี้ไม่ได้เป็นที่ยอมรับของนักประสบการณ์นิยม
โดยเฉพาะกลุ่มพฤติกรรมนิยม (Behaviorism)
ซึ่งข้อโต้แย้งลักษณะนี้รู้จักกันดีในชื่อว่า “ข้อโต้แย้งระหว่างสกินเนอร์กับชอมสกี”
(Skinner-Chomsky debate) กล่าวคือ
สกินเนอร์เห็นว่าการรับภาษานั้นจะต้องเกิดจากการกำหนดเงื่อนไขทางการปฏิบัติในรูปของสิ่งเร้าและการตอบสนอง
ซึ่งเป็นพฤติกรรมเชิงประจักษ์
แล้วผู้รับภาษาก็ค่อยๆเรียนรู้จากการเลียนแบบ
และการได้รับการส่งเสริมจากคนอื่นๆในสังคม
ไวยากรณ์ก็เรียนรู้ได้จากการเชื่อโยงคำต่างๆที่อยู่ติดกันในการใช้ภาษา
แต่ชอมสกีไม่ได้เห็นด้วยกับแนวคิดนี้
เขาได้วิพากษ์วิจารณ์ความคิดของสกินเนอร์ โดยเขาแย้งว่า
การรับภาษาและการเรียนรู้ไวยากรณ์นั้นเป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด
(innate)
เขาเห็นว่ากฎต่างๆของภาษานั้นซับซ้อนเกินกว่าจะสามารถเรียนรู้ได้โดยตรงจากประสบการณ์
อย่างไรก็ตามในประเด็นเรื่องความคิดติดตัวมาตั้งแต่เกิด
ชอมสกีได้รับการวิจารณ์ว่า
เขาได้เสนอทฤษฎีของสมรรถนะหรือโครงสร้างการเรียนรู้ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด
มากกว่าที่จะเสนอความคิดสนับสนุนทฤษฎีเรื่องความคิดที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด
ทัศนะของเขาจึงถูกกล่าวหาว่ามิได้สนับสนุนข้อเสนอเรื่องความคิดที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด
อย่างที่นักเหตุผลนิยมเข้าใจในแบบที่เคยเป็นมาแต่อย่างใด
โดยปกติ
นักประสบการณ์นิยมจะโจมตีข้อเสนอเรื่องความคิดที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด
อยู่ด้วยกันสองวิธีคือ วิธีแรก
พวกเขาก็จะเสนอคำอธิบายว่าประสบการณ์ทางผัสสะหรือ
อัชฌัตติกญาณและนิรนัยนั้นสามารถให้ความรู้แก่เราได้อย่างไร
(แน่นอนว่า เห็นด้วยกับอย่างแรก)
โดยเฉพาะอย่างหลังนั้นที่อ้างว่ามีความคิดติดตัวมาตั้งแต่เกิดนั้นเป็นไปได้อย่างไร
วิธีที่สองก็คือพวกเขาโจมตีความคิดเรื่องความคิดที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดโดยตรง
ตัวอย่างสำคัญของวิธีที่สองก็คือ ความคิดของล็อค
(Locke) ในหนังสือของเขาที่ชื่อว่า
An Essays Concerning Human Understanding
ล็อคนั้นได้ยกประเด็นที่ว่าความรู้ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดนั้นคืออะไรขึ้นมา
ตัวอย่างเฉพาะของความรู้ที่เราถือว่าอยู่ในจิต (mind)
ของเรานั้นเป็นส่วนขององค์ประกอบที่เป็นเหตุเป็นผล
แต่ว่าความรู้เหล่านั้นอยู่ในจิตของเราได้อย่างไร
ถ้าหากคำตอบมีนัยยะไปในทางที่ว่า เรามีความรู้ด้วยมโนสำนึก
ซึ่งเห็นได้ชัดว่าผิด
บ่อยครั้งที่ประพจน์ต่างๆที่เป็นตัวอย่างของความรู้ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด
เช่น หลักการที่ว่า
สิ่งที่เป็นสิ่งเดียวกันจะทั้งมีอยู่และไม่มีอยู่ไม่ได้
แต่หลักการนี้ไม่ได้เป็นหลักการที่เด็กหรือคนปัญญาอ่อน
(idiots) ยอมรับโดยมโนสำนึก
พิพัฒน์ สุยะ (ผู้เรียบเรียง)
เรียบเรียงจาก
|
· |
Alston, William P. 1998. Empiricism. In Edward Craig
(ed.). Routledge Encyclopedia of Philosophy.
[CD-Rom Version 1.0]. |
|
· |
Curley, Edwin. 2001.
Rationalism. In Jonathan Dancy
and Ernest Sosa (eds.). A
Companion to Epistemology.
Oxford: Blackwell, pp. 411-415. |
|
· |
Hamlyn, D. W. 2006. Empiricism. In Donald M.
Borchert (ed.). Encyclopedia of Philosophy.
Second edition. New York: Macmillan, Vol. 3:
213-221. |
|
· |
Honderich, Ted. (Ed). 2005. Empiricism. In The
Oxford Companion to Philosophy. New York:
Oxford University Press, pp. 242-245. |
|
· |
Honderich, Ted. (Ed). 2005. Rationalism. In
The
Oxford
Companion to Philosophy. New York: Oxford
University Press, pp. 783-785. |
|
· |
Hunter, Bruce. 2001. Empiricism. In Jonathan Dancy
and Ernest Sosa (eds.). A Companion to
Epistemology. Oxford: Blackwell, pp.
110-115. |
|
· |
Iannone, A. Pablo. 2001. Empiricism. In
Dictionary of World Philosophy. London:
Routledge, pp. 168-171. |
|
· |
Iannone, A. Pablo. 2001. Rationalism. In
Dictionary of World Philosophy. London:
Routledge, pp. 475-477. |
|
· |
Markie, Peter J. 1998. Rationalism. In Edward Craig
(ed.). Routledge Encyclopedia of Philosophy.
[CD-Rom Version 1.0]. |
|
· |
Markie, Peter. 2004. Rationalism vs. Empiricism. In
Edward N. Zalta (ed.). Stanford Encyclopedia
of Philosophy. [Online]. Available:
http://plato.stanford.edu/entries/rationalism-empiricism/.
(Accessed date: 22/6/2006). |
|
· |
Ree, Jonathan, and J. O. Urmson. 2005. Empiricism.
In The Concise Encyclopedia of Western
Philosophy. Third edition. Oxon: Routledge,
pp. 106-109. |
|
· |
Ree, Jonathan, and J. O. Urmson. 2005. Rationalsim.
In The Concise Encyclopedia of Western
Philosophy Third edition. Oxon: Routledge,
p. 326. |
|
· |
Williams, Bernard. 2006. Rationalism. In Donald M.
Borchert (ed.). Encyclopedia of Philosophy.
Second edition. New York: Macmillan, Vol. 8:
239-247. |
เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม
|
· |
Copleston, Frederick. 2003. A History of
Philosophy Volume4: The Rationalist – Descartes
to Leibniz. New York: Continuum.
(บรรยายและอธิบายถึงประวัติและพัฒนาการของปรัชญาเหตุผลนิยมสมัยใหม่ได้ครอบคลุมมากที่สุดทั้งชีวิต
ความคิดของนักปรัชญาตลอดจนข้อถกเถียงต่างๆ) |
|
· |
Copleston, Frederick. 2003. A History of
Philosophy Volume5: British Philosophy – Hobbes
to Hume. New York: Continuum.
(บรรยายและอธิบายถึงประวัติและพัฒนาการของปรัชญาประสบการณ์นิยมสมัยใหม่ได้ครอบคลุมมากที่สุดทั้งชีวิต
ความคิดของนักปรัชญาตลอดจนข้อถกเถียงต่างๆ) |
|
· |
Morick, Harold (ed.). 1980. Challenges to
Empiricism. London: Methuen.
(บรรยายถึงพัฒนาการทางความคิดของปรัชญาประสบการณ์นิยมร่วมสมัยและรวบรวมข้อโต้แย้งที่มีต่อปรัชญาประสบการณ์นิยมร่วมสมัยได้เป็นอย่างดี
โดยเฉพาะอิทธิพลของประสบการณ์นิยมที่มีต่อศาสตร์สาขาอื่น
เช่น ภววิทยา วิทยาศาสตร์ ภาษาศาสตร์และจิตวิทยา) |
|
· |
Radcliff, Elizabeth S., Richard McCarthy, Fritz
Allhoff and Anand Jayprakash Vaidya. 2007.
Late Modern Philosophy: Essential Readings
with Commentary. USA: Blackwell.
(รวบรวมงานเขียนชิ้นสำคัญของปรัชญาตะวันตกสมัยใหม่ทั้งเหตุผลนิยมและประสบการณ์นิยม
พร้อมบทแนะนำเบื้อต้นและวิจารณ์ที่ช่วยให้เราเข้าใจข้อถกเถียงระหว่างสองแนวคิดได้ดียิ่งขึ้น) |
|
· |
Schacht, Richard. 1984. Classical Modern
Philosophers: Descartes to Kant. London:
Routledge & Kegan Paul.
(อธิบายถึงพื้นฐานความคิด
โครงการและวิธีการทางปรัชญาของนักปรัชญาสมัยใหม่อย่างเป็นระบบและเชื่อมโยงกับประเด็นทางปรัชญาร่วมสมัยไว้อย่างน่าสนใจ) |
|