ปรับปรุงแก้ไขล่าสุด: 25/08/52

 

ปัญหาความชั่วร้าย
The Problem of Evil

 

1. ประเภทของความชั่วร้าย
2. การอ้างเหตุผลจากประเภทของความชั่วร้าย
   
2.1 การอ้างเหตุผลจากความไม่บริบูรณ์   
   
2.2 การอ้างเหตุผลจากความชั่วร้ายทางธรรมชาติ
   
2.3 การอ้างเหตุผลจากความชั่วร้ายทางศีลธรรม
3. ข้อถกเถียงเกี่ยวกับปัญหาความชั่วร้าย
    3.1 ปัญหาความชั่วร้ายทางตรรกะ  
   
3.2 ปัญหาความชั่วร้ายแบบใช้หลักฐานเชิงประจักษ์
4. การแก้ไขปัญหาความชั่วร้าย
    4.1 ทัศนะที่พยายามแก้ข้อกล่าวหาให้กับความดีของพระเจ้า   
         
4.1.1 การแก้ไขปัญหาความชั่วร้ายของออกัสติน
         
4.1.2 การแก้ไขปัญหาความชั่วร้ายของไลบ์นิซ
         
4.1.3 การแก้ปัญหาแบบไอเรเนียน  
   
4.2 ทัศนะที่มุ่งปกป้องความดีงามของพระเจ้าโดยอาศัยมโนทัศน์เจตจำนงเสรี  
เรียบเรียงจาก
เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม
คำที่เกี่ยวข้อง

 

ความชั่วร้ายเป็นปัญหาสำคัญที่สุดปัญหาหนึ่งสำหรับศาสนาแบบเอกเทวนิยมซึงเชื่อในความสมบูรณ์ของพระเจ้าองค์เดียว พราะการมีอยู่ของความชั่วร้ายขัดแย้งกับธรรมชาติของพระเจ้า กล่าวคือ พระเจ้าเป็นผู้ทรงสรรพฤทธิ์ (omnipotent) มีอำนาจที่เด็ดขาดสมบูรณ์ มีความดีสูงสุด มีความรัก ความเมตตา (benevolence) อีกทั้งยังทรงเป็นสัพพัญญู (omniscience) คือ มีความรู้ในสรรพสิ่งที่สมบูรณ์  การที่พระเจ้าทรงสรรพฤทธิ์ พระองค์จึงน่าจะทรงสร้างจักรวาลให้ปราศจากความชั่วร้ายได้ ด้วยความที่พระเจ้าทรงกอปรด้วยความดีสูงสุด พระเจ้าย่อมทรงรักและเมตตาต่อมนุษย์ ดังนั้นพระองค์จึงมิน่าที่จะทรงปรารถนาให้มนุษย์เผชิญความทุกข์ใดๆ ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นสัพพัญญู พระองค์ย่อมทรงรู้ล่วงหน้าว่ามนุษย์จะกระทำบาปต่อพระองค์ อันเป็นเหตุให้มนุษย์ต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากในภายหลัง พระองค์จึงน่าจะทรงสามารถหาทางป้องกันมิให้มนุษย์ทำบาปได้ ดังนั้นในฐานะที่จักรวาลและมนุษย์ถูกสร้างโดยพระเจ้าผู้ทรงสรรพฤทธิ์ ผู้ทรงความดีสูงสุด และผู้ทรงเป็นสัพพัญญู จักรวาลนี้จึงน่าที่จะปราศจากความชั่วร้าย และมนุษย์ก็มิควรจะต้องเผชิญกับความชั่วร้ายใดๆ แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น มนุษย์ยังต้องเผชิญกับความชั่วร้าย

ข้อความข้างต้นสามารถเขียนเป็นรูปแบบการอ้างเหตุผลทางตรรกวิทยาได้ดังนี้

สมมติฐานที่ 1 พระเจ้าดำรงอยู่และทรงอำนาจสูงสุด ทรงเป็นสัพพัญญูและทรงความดีสูงสุด
สมมติฐานที่ 2 ความชั่วร้ายดำรงอยู่

(ก) สิ่งที่ทรงความดีสูงสุดควรที่จะกำจัดความชั่วร้ายออกไปเท่าที่จะเป็นไปได้
(ข) สัตที่เป็นสัพพัญญูควรรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับความชั่วร้าย
(ค) ไม่มีสิ่งใดที่สัตที่ทรงอำนาจสูงสุดทำไม่ได้
จาก () – () แสดงให้เห็นว่า สมมติฐานที่ 1 หรือ สมมติฐานที่ 2 ผิด ซึ่งนำสู่
() ถ้าสมมติฐานที่ 2 จริง สมมติฐานที่ 1 น่าจะเป็นเท็จ กล่าวคือ ถ้าความชั่วร้ายมีอยู่จริง พระเจ้าไม่น่ามีอยู่

ความชั่วร้ายเป็นปัญหาสำคัญทางเทววิทยา ซึ่งไม่ได้ต้องการคำตอบเพียงว่าทำไมมนุษย์ต้องเผชิญกับความชั่วร้าย แต่ทว่าปัญหานี้มีนัยว่า ทำไมมนุษย์ต้องเผชิญกับความชั่วร้ายทั้งๆที่พระเจ้าผู้ทรงสร้างจักรวาลและมนุษย์เป็นผู้ทรงสรรพฤทธิ์ เป็นผู้ทรงความดีสูงสุด และเป็นทรงเป็นสัพพัญญู จากความขัดแย้งดังกล่าวได้มีนักปรัชญาเสนอวิธีแก้ไขปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็นทัศนะที่พยายามแก้ต่างให้กับความดีของพระเจ้า (Theodicy) หรือทัศนะที่มุ่งปกป้องความดีงามของพระเจ้าโดยอาศัยมโนทัศน์เรื่องเจตจำนงเสรี (Free-will defenses) ถึงแม้ว่าแต่ละแนวทางจะมีคำอธิบายแตกต่างกัน แต่สิ่งที่มีร่วมกันคือ ทุกแนวความคิดยอมรับการดำรงอยู่ของพระเจ้าโดยพยายามไม่ปฏิเสธความชั่วร้าย โดยพยายามอธิบายว่าคุณลักษณะของพระเจ้ากับความชั่วร้ายสามารถดำรงอยู่ด้วยกันได้อย่างไร

ในปัจจุบัน นักปรัชญาศาสนา [อย่างเช่น วิลเลียม โรว์ ( William Rowe), วิลเลียม อัลสัน (William Alston), ปีเตอร์ แวน อินวากอน (Peter Van Inwagon) และสตีเฟ่น ไวสตร้า  (Stephen Wykstra)] มองว่าปัญหาสำคัญของปัญหาความชั่วร้ายไม่ใช่เรื่องของข้อโต้แย้งเรื่องความขัดแย้งทางตรรกวิทยา (logical argument) แต่เป็นเรื่องของข้อโต้แย้งแบบอุปนัยหรือข้อโต้แย้งที่ใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ (inductive argument หรือ evidential argument)  นักปรัชญากลุ่มนี้กำลังเสนอว่า คุณสมบัติบางอย่างของความชั่วร้ายปฏิเสธการดำรงอยู่ของพระเจ้า (ตามความหมายของเทววิทยาแบบดั้งเดิม) หรือกล่าวได้ว่า ข้อโต้แย้งที่ใช้หลักฐานเชิงประจักษ์เป็นปัญหาเกี่ยวกับความไม่สัมพันธ์กันระหว่างข้ออ้างที่ 1  (พระเจ้าดำรงอยู่และทรงอำนาจสูงสุด ทรงเป็นสัพพัญญูและทรงความดีสูงสุด) และ ข้ออ้างที่ 2 (ความชั่วร้ายดำรงอยู่) กล่าวคือ พระเจ้าผู้ทรงเป็นสัพพัญญู ทรงอำนาจสมบูรณ์และความดีสูงสุดควรที่จะป้องกันไม่ให้เกิดความชั่วร้ายแบบไม่เจาะจง หรือความชั่วร้ายที่ปราศจากเจตจำนงหรือเป้าหมายที่นำไปสู่สิ่งที่ดี ( actual evil หรือpointless evil) เช่น ความเจ็บปวดที่ผู้ป่วยต้องทรมานอย่างยาวนานก่อนตาย ไฟไหม้ป่าที่เกิดจากฟ้าผ่า เป็นต้น สิ่งที่ดีสูงสุดไม่น่าจะยอมหรือเป็นสาเหตุให้เกิดสิ่งเหล่านี้ได้

 

1. ประเภทของความชั่วร้าย

ความชั่วร้ายแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้  

1.1 ความชั่วร้ายทางศีลธรรมหรือบาป (Moral evil or sin)
ความชั่วร้ายทางศีลธรรมหรือบาป หมายถึง ความชั่วร้ายที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ซึ่งศาสนาคริสต์เรียกว่า บาป อันเป็นความชั่วร้ายทางความประพฤติที่ไม่น่าปรารถนา หรือเป็นความประพฤติที่ไม่ดี ไม่ควรปฏิบัติ นอกจากนี้ยังหมายรวมถึงการไม่เชื่อฟังพระเจ้าด้วย 

1.2 ความชั่วร้ายทางธรรมชาติ (Natural evil)
ความชั่วร้ายทางธรรมชาติคือ ปรากฏการณ์ที่มีสาเหตุมาจากธรรมชาติ และก่อให้เกิดความเจ็บปวดทรมาน ความสูญเสียชีวิต รวมทั้งชีวิตผู้มีศีลธรรมผู้เชื่อฟังพระเจ้า เช่น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด น้ำท่วม เป็นต้น

1.3 ความชั่วร้ายทางอภิปรัชญา (Metaphysical evil)
ความชั่วร้ายอันเนื่องมาจากธรรมชาติของมนุษย์ในฐานะที่เป็นสิ่งที่ถูกสร้าง กล่าวคือ ในฐานะที่มนุษย์เป็นสิ่งที่ถูกสร้าง มนุษย์จึงไม่มีความสมบูรณ์และเต็มไปด้วยข้อจำกัด  เมื่อมนุษย์มีลักษณะที่จำกัด จึงทำให้บางครั้งมนุษย์ใช้เจตจำนงเสรีไปในทางที่ผิด อันเป็นเหตุให้มนุษย์ทำบาป

 

2. การอ้างเหตุผลจากประเภทของความชั่วร้าย (Argument from evil)

รูปแบบการอ้างเหตุผลจากประเภทของความชั่วร้ายมี 3 แบบคือ การอ้างเหตุผลจากความไม่บริบูรณ์ (Argument from imperfection) การอ้างเหตุผลจากความชั่วร้ายทางธรรมชาติ (Argument from natural evil) การอ้างเหตุผลจากความชั่วร้ายทางศีลธรรม (Argument from moral evil)

2.1 การอ้างเหตุผลจากความไม่บริบูรณ์ (Argument from imperfection)
การอ้างเหตุผลจากความไม่บริบูรณ์ เป็นหนึ่งในข้อโต้แย้งที่สำคัญในปัญหาความชั่วร้าย กล่าวคือ การดำรงอยู่ของความชั่วร้ายไม่เพียงเป็นข้อพิสูจน์สำหรับการปฏิเสธการดำรงอยู่ของพระเจ้า แต่คุณสมบัติบางอย่างของความชั่วร้ายทำลายธรรมชาติของการดำรงอยู่ของพระเจ้าผู้ทรงความดีสูงสุดและทรงอำนาจสูงสุด ในขณะที่การอ้างเหตุผลจากความไม่บริบูรณ์เน้นที่ความไม่บริบูรณ์ของจักรวาล ดังการอ้างเหตุผลต่อไปนี้

(ก) ถ้าพระเจ้าดำรงอยู่ พระองค์เป็นสัพพัญญู ทรงอำนาจสูงสุดและทรงความดีสูงสุด
(ข) ถ้าพระเจ้าเป็นสัพพัญญู ทรงอำนาจสูงสุดและทรงความดีสูงสุดแล้ว ย่อมไม่จริงว่าจักรวาลประกอบไป
     ด้วยความไม่บริบูรณ์
(ค) จักรวาลประกอบไปด้วยความไม่บริบูรณ์
(ง) ฉะนั้น พระเจ้าไม่ดำรงอยู่

ข้อสนับสนุนแรกในที่นี้คือ ถ้าพระเจ้าสร้างจักรวาลแล้ว จักรวาลก็ควรจะบริบูรณ์ด้วยเพราะเป็นสิ่งที่สร้างมาจากความบริบูรณ์ของพระองค์ กล่าวคือ ความดีงามของผู้สร้างเป็นองค์ประกอบของความดีงามของสิ่งที่ถูกสร้าง

ข้อสนับสนุนที่สองคือ จักรวาลไม่บริบูรณ์ มีหลายแนวทางที่คิดในลักษณะที่ว่า จักรวาลควรดีกว่านี้ เช่น มีสงครามน้อยกว่านี้ โรคภัยน้อย มหันตภัยต่างๆน้อยกว่านี้ เป็นต้น ฉะนั้นจักรวาลตามการอ้างเหตุผลจากความไม่บริบูรณ์มีที่มาจากความไม่บริบูรณ์ของผู้สร้าง

2.2 การอ้างเหตุผลจากความชั่วร้ายทางธรรมชาติ (Argument from natural evil)
กลุ่มนี้มองว่า ความชั่วร้ายมี 2 แบบ คือ ความชั่วร้ายทางธรรมชาติเป็นผลมาจากกระบวนการทางธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว ไฟไหม้ป่า สึนามิ ฯลฯ  ปัญหาความชั่วร้ายทางธรรมชาติเป็นปัญหาที่นำสู่ข้อสงสัยว่าเหตุใดพระเจ้าจึงยอมให้ความชั่วร้ายทางธรรมชาติเกิดขึ้นได้

แม้ว่าจะมีเหตุผลที่สนับสนุนการดำรงอยู่ของพระเจ้าโดยไม่ปฏิเสธการมีอยู่ของความชั่วร้าย เช่น ทัศนะที่มุ่งปกป้องความดีงามของพระเจ้าโดยอาศัยมโนทัศน์เรื่องเจตจำนงเสรี ที่มองว่าพระเจ้าสร้างให้มนุษย์มีอิสระ และความชั่วร้ายเป็นผลมาจากการใช้เจตจำนงเสรีที่ผิด  ฉะนั้นความชั่วร้ายจึงไม่ใช่ความผิดของพระเจ้า แต่เป็นความผิดของมนุษย์เอง  แต่ข้อโต้แย้งลักษณะนี้จะใช้ได้แต่เฉพาะความชั่วร้ายทางศีลธรรมเท่านั้น  ความชั่วร้ายทางธรรมชาติที่ไม่ได้เป็นผลมาจากการกระทำของมนุษย์ จึงไม่อาจถูกปฏิเสธได้โดยใช้มโนทัศน์เรื่องเจตำนงเสรี  ในแง่นี้ ความชั่วร้ายทางธรรมชาติจึงเป็นปัญหาใหญ่สำหรับความเชื่อในการมีอยู่ของพระเจ้า มากกว่าปัญหาที่มาจากความชั่วร้ายทางศีลธรรม

2.3 การอ้างเหตุผลจากความชั่วร้ายทางศีลธรรม (Argument from moral evil)
รูปแบบการอ้างเหตุผลทางตรรกวิทยามีดังนี้

(ก) ถ้าพระเจ้าดำรงอยู่ พระเจ้าย่อมเป็นสัพพัญญู ทรงอำนาจสูงสุด และทรงความดีสูงสุด
(ข) ถ้าพระเจ้าเป็นสัพพัญญู ทรงอำนาจสูงสุด และทรงความดีสูงสุด ย่อมไม่จริงที่ว่าจักรวาลประกอบไปด้วย
     ความชั่วร้ายทางศีลธรรม
(ค) จักรวาลประกอบไปด้วยความชั่วร้ายทางศีลธรรม
(ง) ฉะนั้น  พระเจ้าไม่ได้ดำรงอยู่จริง

ข้อโต้แย้งที่มีต่อการอ้างเหตุผลข้างต้นคือ ข้อโต้แย้งจากทัศนะที่มุ่งปกป้องความดีงามของพระเจ้าโดยอาศัยมโนทัศน์เจตจำนงเสรีของมนุษย์ ทัศนะนี้มองว่าความชั่วร้ายทางศีลธรรมเป็นผลมาจากการเลือกของ มนุษย์ผู้มีอิสระที่ดำรงอยู่ภายใต้การดำรงอยู่ของพระเจ้า  โดยมีประเด็นหลัก 2 ประเด็นคือ

        (1) เนื่องจากความชั่วร้ายทางศีลธรรมเป็นผลมาจากการเลือกของผู้กระทำศีลธรรมที่เป็นอิสระ  ฉะนั้น พระเจ้าจึงไม่
            
ต้องรับผิดชอบต่อความชั่วร้ายทางศีลธรรม
        (2) พระเจ้าได้สร้างทุกอย่างไว้ดีแล้ว แม้ว่าพระองค์จะทราบว่าผู้กระทำจะใช้เสรีภาพไปในทางที่ผิดก็ตาม  ฉะนั้น
             พระเจ้าจึงไม่ต้องรับผิดชอบกับความชั่วร้ายทางศีลธรรมที่เกิดขึ้น

ข้อโต้แย้งจากความชั่วร้ายทั้ง 3 แนวทางแม้จะมีคำอธิบายต่างกันแต่ก็มีส่วนที่เหมือนกัน คือ แต่ละข้ออ้างเริ่มจากการมองว่า ถ้าพระเจ้าดำรงอยู่ จักรวาลจะต้องเป็นจักรวาลที่ดีที่สุดและแต่ละข้ออ้างมองว่าความชั่วร้ายคือความไม่สมบูรณ์  ด้วยเหตุนี้ ความชั่วร้ายทางธรรมชาติ ความชั่วร้ายทางศีลธรรมและความไม่รู้จึงไม่น่าจะดำรงอยู่ในจักรวาลที่พระเจ้าสร้างขึ้น  ในทางกลับกัน เมื่อในความเป็นจริง ความชั่วร้ายเหล่านี้ปรากฏขึ้นอยู่ทั่วไป นี่จึงเป็นข้อพิสูจน์ว่าพระเจ้าไม่ได้ดำรงอยู่จริง

 

3. ข้อถกเถียงเกี่ยวกับปัญหาความชั่วร้าย

ในการถกเถียงเกี่ยวกับปัญหาความชั่วร้ายในปัจจุบัน ปัญหาที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางและมากที่สุดคือ ข้ออ้างเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของความชั่วร้าย โดยการอ้างเหตุผลเกี่ยวกับความ     ชั่วร้ายถูกใช้ในการโต้แย้งความเชื่อเกี่ยวกับพระเจ้า กล่าวคือ การดำรงอยู่ของความชั่วร้ายไม่ได้เป็นข้อพิสูจน์ในการปฏิเสธการดำรงอยู่ของพระเจ้า แต่คุณลักษณะบางอย่างของความชั่วร้ายขัดแย้งกับธรรมชาติของพระเจ้าที่ทรงไว้ซึ่งความดีสูงสุดและทรงอำนาจสูงสุด

ข้อถกเถียงเกี่ยวกับปัญหาความชั่วร้ายแบ่งออกเป็น 2 แนวทาง คือ

1 ปัญหาความชั่วร้ายทางตรรกวิทยา (Logical problem of evil)
          2 ปัญหาความชั่วร้ายแบบใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidential problem of evil)

ปัญหาความชั่วร้ายทางตรรกวิทยาเสนอว่า ปัญหาการดำรงอยู่ของความชั่วร้ายในโลกมีความขัดแย้งทางตรรกวิทยากับการดำรงอยู่ของพระเจ้าตามความเข้าใจของนักเทววิทยา  ในขณะที่ปัญหาความชั่วร้ายแบบใช้หลักฐานเชิงประจักษ์เสนอว่า ภายใต้การดำรงอยู่ของความชั่วร้ายในโลก บางทีอาจไม่ได้มีความขัดแย้งทางตรรกวิทยาต่อการดำรงอยู่ของพระเจ้าตามความเข้าใจของนักเทววิทยา แต่การมองปัญหาในลักษณะนี้ทำให้เกิดเหตุผลสนับสนุนแนวคิดแบบอเทวนิยม (Atheism) ที่เชื่อว่า พระเจ้าตามความเข้าใจแบบเทววิทยาดำรงอยู่ 

3.1 ปัญหาความชั่วร้ายทางตรรกวิทยา (Logical problem of evil)
ความชั่วร้ายเป็นปัญหาสำหรับนักเทววิทยาในแง่ที่ว่าความชั่วร้ายขัดแย้งกับการดำรงอยู่ของพระเจ้าผู้ทรงอำนาจสูงสุด ทรงความดีสูงสุด และทรงเป็นสัพพัญญู

แม็กกี้และแม็กคลอสกี้ (Mackie and McCloskey) เห็นว่าเป็นไปไม่ได้ที่ข้อความต่อไปนี้จะเป็นจริงในเวลาเดียวกัน

(1) พระเจ้าทรงอำนาจสูงสุด
(2) พระเจ้าทรงเป็นสัพพัญญู
(3) พระเจ้าทรงความดีสูงสุด
(4) ความชั่วร้ายดำรงอยู่

ในที่นี้อาจเป็นได้ว่า (1) – (3) เป็นจริงพร้อมกันในเวลาเดียวกันได้แต่ไม่มีทางที่ (1) - (4) จะเป็นจริงพร้อมกันได้ในเวลาเดียวกัน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ จาก (1) ถึง (4) เป็นชุดของความขัดแย้งทางตรรกวิทยา  กลุ่มที่ไม่ใช่นักเทววิทยาอ้างว่า จาก (1) ถึง (4) แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งทางตรรกวิทยา โดยให้เหตุผลว่า

        (5) ถ้าพระเจ้าทรงอำนาจสูงสุด พระองค์ก็น่าจะสามารถปกป้องโลกจากความชั่วร้ายและความเจ็บปวด
        (6) ถ้าพระเจ้าทรงเป็นสัพพัญญู พระองค์น่าจะรู้เกี่ยวกับความชั่วร้ายและความเจ็บปวดและพระองค์น่าจะรู้วิธี
การ
             กำจัดหรือปกป้อง
        (7) ถ้าพระเจ้าทรงความดีสูงสุด พระองค์น่าจะอยากที่จะปกป้องโลกไม่ให้เกิดความชั่วร้ายและความเจ็บปวด

จะเห็นได้ว่าจาก (5) ถึง (7) แสดงให้เห็นว่า ถ้าพระเจ้าที่สมบูรณ์ตามความเข้าใจของนัก เทววิทยาดำรงอยู่จริง ก็ไม่น่าจะมีความชั่วร้ายและความเจ็บปวด หรืออาจกล่าวได้ว่า ถ้าพระเจ้ารู้เกี่ยวกับความชั่วร้ายและความเจ็บปวดบนโลก รู้วิธีกำจัดหรือปกป้องโลกจากความชั่วร้ายและความเจ็บปวด และพระองค์ทรงมีอำนาจมากพอที่จะกำจัดแต่พระองค์ไม่ทรงกระทำ  ฉะนั้นจึงน่าจะหมายความว่า พระองค์ไม่ได้ทรงความดีสูงสุด พระองค์ไม่ได้ทรงอำนาจสูงสุด พระองค์ไม่ได้เป็นสัพพัญญู

โดยสรุป ปัญหาของความชั่วร้ายในทางตรรกวิทยาจึงอยู่ที่ว่า พระเจ้าผู้ทรงอำนาจสูงสุด ผู้ทรงเป็นสัพพัญญูและผู้ทรงความดีสูงสุด จะต้องปฏิเสธความเป็นไปได้ของการมีความชั่วร้าย  ในขณะที่นักเทววิทยาเสนอว่าพระเจ้าอาจมีพระประสงค์ที่ดีสำหรับการยอมให้มีความชั่วร้ายและความเจ็บปวด นักปรัชญาศาสนาเรียกเหตุผลเช่นนี้ว่า เหตุผลที่เพียงพอทางศีลธรรม” (morally sufficient reason) ขอให้ลองพิจารณาตัวอย่างต่อไปนี้

        (8) อาจเป็นได้ว่า พระเจ้ามีเหตุผลที่เพียงพอทางศีลธรรมสำหรับการยอมให้มีสิ่งชั่วร้าย ถ้าพระเจ้ามีเหตุผลที่
             เพียงพอทางศีลธรรม อาจเป็นได้ว่าพระเจ้าทรงอำนาจสูงสุด แต่ยังคงมีความชั่วร้ายและเจ็บปวดได้
        (9) ถ้าพระเจ้ารู้เกี่ยวกับความชั่วร้ายและความเจ็บปวดในโลก และรู้วิธีกำจัดหรือปกป้อง และมีอำนาจมากพอในการ
             ปกป้อง แต่การที่พระองค์ไม่ทรงกระทำก็ไม่ได้หมายความว่า พระองค์ไม่ได้ทรงความดีสูงสุด แต่เป็นเพราะ
             พระองค์มีเหตุผลที่เพียงพอทางศีลธรรมในการยอมให้มีความชั่วร้าย
       (10) ถ้าพระเจ้ารู้เกี่ยวกับความชั่วร้ายและความเจ็บปวด รู้วิธีการกำจัดหรือปกป้องและต้องการที่จะปกป้อง แต่การที่
             พระองค์ไม่ทรงกระทำก็ไม่ได้หมายความว่าพระองค์ไม่ทรงเป็นสัพพัญญู แต่เป็นเพราะพระองค์มีเหตุผลที่เพียง
             พอทางศีลธรรมในการยอมให้มีความชั่วร้าย
       (11) ถ้าพระเจ้าทรงมีอำนาจมากพอที่จะปกป้องโลกจากความชั่วร้ายและความเจ็บปวดและต้องการจะทำเช่นนั้น แต่
             การที่พระองค์ไม่ทรงกระทำก็ไม่ได้หมายความว่าพระองค์ไม่ได้ทรงอำนาจสูงสุด แต่เป็นเพราะพระองค์มีเหตุ
             ผลที่เพียงพอทางศีลธรรมในการยอมให้มีสิ่งชั่วร้าย
       (12) ถ้าความชั่วร้ายดำรงอยู่ ก็หมายความว่า () พระเจ้าไม่ทรงอำนาจสูงสุด ไม่ทรงเป็นสัพพัญญู หรือไม่ทรง
             ความดีสูงสุด หรือ () พระเจ้ามีเหตุผลที่เพียงพอทางศีลธรรมในการยอมให้มีความชั่วร้าย

จะเห็นได้ว่าจาก (9) – (12) สรุปได้ว่า พระเจ้าไม่ดำรงอยู่ หรือพระเจ้ามีเหตุผลที่เพียงพอทางศีลธรรมในการยอมให้มีความชั่วร้าย  นักเทววิทยาได้อธิบายว่า ปัญหาที่แท้จริงของปัญหาความชั่วร้ายในทางตรรกวิทยานี้อาจเป็นเพราะพระเจ้ามีเหตุผลที่เพียงพอทางศีลธรรมในการยอมให้มีความชั่วร้าย หากเป็นเช่นนั้น ปัญหาความชั่วร้ายทางตรรกวิทยาจะล้มเหลวในการพิสูจน์การไม่ดำรงอยู่ของพระเจ้า

ณ จุดนี้ อาจมีคนตั้งคำถามว่า พระเจ้าที่มีเหตุผลที่เพียงพอทางศีลธรรมเป็นอย่างไร เราอาจพิจารณาจากตัวอย่างเหตุการณ์ที่เราพบเห็นโดยทั่วไป เช่น วันหนึ่งเพื่อนบ้านช่างนินทาของคุณมาเล่าว่า คุณปราณียอมให้คนอื่นมาทำให้ลูกของตนเจ็บปวด  ทีแรกคุณอาจตกใจ แต่เมื่อคุณได้รู้ความจริงว่า ความเจ็บปวดที่คนอื่นกระทำต่อต่อลูกของคุณปราณีคือการฉีดภูมิคุ้มกันโรคโปลิโอ ถึงตอนนี้คุณอาจไม่คิดว่าคุณปราณีเป็นคนอันตรายต่อลูกของตนเองหรืออาจเป็นอันตรายต่อสังคมด้วย

ฉะนั้นสำหรับกรณีการฉีดภูมิคุ้มกันโรคโปลิโอ คุณปราณีมีเหตุผลที่เพียงพอทางศีลธรรมในการยอมให้เกิดความเจ็บปวดกับลูกของตน ในกรณีของพระเจ้าก็เช่นเดียวกันกับคุณปราณีคือ พระเจ้ามีเหตุผลเพียงพอทางศีลธรรมในการยอมให้มีความชั่วร้ายเกิดขึ้น

3.2 ปัญหาความชั่วร้ายแบบใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidential problem of evil)
แนวคิดนี้พิจารณาจากสิ่งชั่วร้ายเฉพาะ (particular evil) ที่อยู่ในโลกเช่น ความเจ็บปวดแสนสาหัสของมนุษย์และสัตว์ ถึงแม้ว่านักเทววิทยาบางกลุ่มมองว่าความเจ็บปวดแสนสาหัสจะนำไปสู่ความดีที่ยิ่งใหญ่บางประการ  แต่ในความเป็นจริง ความเจ็บปวดแสนสาหัสในมนุษย์และสัตว์โดยตัวมันเองเป็นสิ่งไม่ดี ถึงแม้ว่าในบางครั้งจะยอมรับได้ว่าสิ่งชั่วร้ายเป็นส่วนหนึ่งที่นำไปสู่ความดีบางอย่างที่ไม่สามารถเป็นไปได้ถ้าไม่มีความชั่วร้าย

แนวคิดนี้ตั้งคำถามกับข้อเสนอของนักเทววิทยาบางกลุ่มที่มองว่าความชั่วร้ายสามารถมีขึ้นได้ในฐานะที่นำไปสู่ความดีบางอย่าง  ตัวอย่างเช่น ลูกกวางที่ถูกไฟป่าเผาและเจ็บปวดทรมานแสนสาหัสอยู่ 5 วันก่อนจะตายจะสามารถนำไปสู่ ความดีอะไรได้  ำไมพระเจ้าจึงยอมให้เกิดความชั่วร้ายที่นำไปสู่ความดี  ถ้าพระองค์ดำรงอยู่ พระองค์น่าจะปกป้องเรื่องเหล่านี้ได้อย่างง่ายดาย

ตัวอย่างข้อโต้แย้งที่มาจากความเข้าใจทั่วไปที่ว่า ความชั่วร้ายเกิดขึ้นทุกวันในโลก เช่น

        (1) อาจเป็นได้ว่ามีความชั่วร้ายที่ไม่มีเป้าหมายไปนำสู่ความดี (pointless evil) เช่น ความเจ็บปวดของลูกกวาง
        (2) ถ้าพระเจ้าดำรงอยู่ ความชั่วร้ายที่ไม่มีเป้าหมายนำไปสู่ความดีย่อมไม่อาจมีอยู่ได้
        ฉะนั้น
        (3) อาจเป็นได้ว่า พระเจ้าไม่ดำรงอยู่

จากตัวอย่างนี้จะเห็นได้ว่า โดยทั่วไป เราไม่สามารถนึกภาพความดีที่ยิ่งใหญ่ได้โดยอาศัยการยอมให้ลูกกวางเจ็บปวดทรมานแสนสาหัสของพระเจ้า และเป็นการยากที่เราจะนึกถึงเหตุผลสนับสนุนว่ามีความชั่วร้ายที่ยิ่งใหญ่บางอย่างที่พระเจ้าจะไม่สามารถปกป้องได้

วิลเลียม โรว์ เสนอข้อโต้แย้งต่อการดำรงอยู่ของพระเจ้า ดังนี้

       (1) มีความเจ็บปวดดำรงอยู่ที่สัตอันมีอำนาจสูงสุดและเป็นสัพพัญญูสามารถปกป้องไม่ให้เกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องสูญ
            เสียสิ่งที่ดีหรือยอมให้มีความชั่วร้าย
       (2) สัตที่เป็นสัพพัญญูและมีความดีสูงสุดจะป้องกันไม่ให้เกิดมีความเจ็บปวด เว้นแต่ว่าจะไม่สามารถกระทำได้โดย 
            ปราศจากการสูญเสียสิ่งที่ดีหรือยอมให้มีความชั่วร้าย
       (3) (ฉะนั้น)ไม่มีสัตที่มีอำนาจสูงสุดที่เป็นสัพพัญญูและมีความดีสูงสุด

จากข้อเสนอข้างต้น เป็นแนวคิดที่ดึงข้ออ้างทางศีลธรรมเฉพาะมาสรุปเป็นคุณค่าทางศีลธรรมทั้งหมด ฉะนั้นการดำรงอยู่ของสิ่งชั่วร้ายจึงถือได้ว่าเป็นสถานการณ์ที่ทำให้เห็นว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงความดีสูงสุด ไม่ได้เป็นสัพพัญญู และไม่ทรงสรรพฤทธิ์  

จะเห็นได้ว่าปัญหาความชั่วร้ายแบบใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ยอมรับว่า ความชั่วร้ายอาจดำรงอยู่คู่กับการดำรงอยู่ของพระเจ้าได้ในเชิงตรรกวิทยา ถ้าเรานึกถึงความชั่วร้ายแบบไม่เจาะจง (ตัวอย่างเช่น ลูกกวางถูกเผาขณะเกิดไฟไหม้ป่า การทนทุกข์ทรมานอย่างเจ็บปวดหลายวันก่อนจะเสียชีวิต หรือการที่เด็ก 5 ขวบถูกข่มขืน ทำร้าย เป็นต้น) การกล่าวเช่นนี้ดูเหมือนเป็นการยอมรับว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของพระเจ้า  ผู้ทรงสรรพฤทธิ์ เป็นสัพพัญญูและทรงความดีสูงสุด  แต่อะไรเป็นเหตุอันควรให้พระเจ้ายอมให้มีความชั่วร้ายเหล่านี้  เมื่อเราพยายามเผชิญหน้ากับสิ่งที่ดี เราก็อาจจะพบว่ามีความเป็นไปได้ที่ พระเจ้าดำรงอยู่ (ถ้าพระองค์ดำรงอยู่) และยอมให้มีความชั่วร้ายเกิดขึ้น  ในที่นี้เราจะเผชิญกับปัญหาดังนี้ (1) เป็นที่แน่ชัดว่า สิ่งที่ดีทั้งหลายที่เราประสบไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้เชื่อได้ว่าพระเจ้ามีเหตุอันควรที่จะยอมให้เกิดความชั่วร้าย และ (2) เมื่อเราประสบสิ่งที่ดีก็ดูเหมือนว่าสิ่งที่ดีนั้นมีน้ำหนักมากกว่าความชั่วร้าย

สำหรับข้อโต้แย้งข้างต้น นักเทววิทยาบางกลุ่มอธิบายว่า พระเจ้ามีพระประสงค์บางอย่างสำหรับความชั่วร้ายแบบไม่เจาะจงที่มนุษย์ไม่อาจเข้าใจได้ เช่นเดียวกับเด็กที่ไม่สามารถเข้าใจจุดประสงค์ที่ดีของพ่อแม่ที่บางครั้งก็ต้องปล่อยให้ลูกเจ็บปวด ฉะนั้นมนุษย์ซึ่งมีความคิดอันจำกัดจึงอาจไม่เข้าใจในสิ่งที่ดีตามพระประสงค์ของพระเจ้าได้ ซึ่งในที่นี้คือความชั่วร้าย นอกจากนี้นักเทววิทยาบางคน เช่น แพลนทิงก้า เห็นว่าสาเหตุที่พระเจ้ายอมให้มีความชั่วร้ายก็เพื่อรักษาเจตจำนงเสรีของมนุษย์ กล่าวคือ ต่อเมื่อมนุษย์มีอิสระในการเลือกระหว่างความดีกับความชั่วร้าย จึงจะสามารถนำไปสู่การพัฒนาการเป็นมนุษย์ที่มีศีลธรรม  ฉะนั้นอาจเป็นได้ว่า นักเทววิทยาอาจยอมรับว่าข้อโต้แย้งเรื่องความชั่วร้ายแบบใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ ทำให้การดำรงอยู่ของพระเจ้ามีความสำคัญน้อยลงกว่าที่ผ่านมา  

 

4. การแก้ไขปัญหาความชั่วร้าย

ทัศนะที่พยายามแก้ปัญหาความชั่วร้ายมี 2 ทัศนะสำคัญ ดังนี้

       (1) ทัศนะที่พยายามแก้ข้อกล่าวหาให้กับความดีของพระเจ้า (Theodicy) เป็นทัศนะที่พยายามให้เหตุผลอธิบายว่า
             ทำไมพระเจ้ายอมให้มีสิ่งชั่วร้ายเกิดขึ้น  นักเทววิทยาใช้ทัศนะนี้ในการตอบโต้ข้อกล่าวหาของปัญหาความชั่ว
             ร้ายแบบใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ 
       
(2) ทัศนะที่มุ่งปกป้องความดีงามของพระเจ้าโดยอาศัยมโนทัศน์เจตจำนงเสรี (Free –will defenses) เป็นทัศนะที่
             พยายามเสนอให้เห็นคำอธิบายที่เป็นไปได้ว่าทำไมพระเจ้ายอมให้มีสิ่งชั่วร้ายเกิดขึ้น  นักเทววิทยาใช้ทัศนะนี้
             ในการตอบโต้ข้อกล่าวหาของปัญหาความชั่วร้ายทางตรรกวิทยา

4.1 ทัศนะที่พยายามแก้ข้อกล่าวหาให้กับความดีของพระเจ้า (Theodicy) [ คำว่า Theodicy มาจากคำว่า theos หมายถึง พระเจ้า (God) และคำว่า dike หมายถึง ความยุติธรรม (justice) ]

4.1.1 การแก้ไขปัญหาความชั่วร้ายของออกัสติน
           
ออกัสติน (ค.ศ. 354-430) พยายามแก้ไขปัญหาความชั่วร้ายโดยมองว่าจักรวาลที่พระเจ้าทรงสร้างคือจักรวาลที่ดี กล่าวคือ พระเจ้าทรงมีอำนาจอันไม่จำกัดและทรงไว้ซึ่งความดีสูงสุด ดังนั้นไม่ว่าพระองค์จะกระทำสิ่งใด สิ่งที่พระองค์ทรงกระทำต้องเป็นสิ่งที่ดี หรือกล่าวได้ว่า พระเจ้าไม่อาจกระทำสิ่งเลวร้ายได้  ฉะนั้นจักรวาลในฐานะเป็นสิ่งที่พระเจ้าสร้างเป็นจักรวาลที่ดี จึงไม่มีสัต (being) ชั่วร้ายในจักรวาลที่พระเจ้าสร้าง  อย่างไรก็ตาม ออกัสตินก็ไม่ได้ปฏิเสธการมีอยู่ของความชั่วร้าย แต่ได้อธิบายการมีอยู่ของความชั่วร้ายว่า ความชั่วร้ายคือการขาดความดีของสัต อนึ่งการขาดในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นการขาดธรรมชาติที่ไม่ใช่ธรรมชาติของตน แต่การขาดความดีของสัตนั้นหมายถึงขาดธรรมชาติอันพึงมีของสัต ซึ่งก็คือความดีนั่นเอง

          นอกจากการอธิบายว่าจักรวาลที่พระเจ้าสร้างเป็นจักรวาลที่ดีและความชั่วร้ายคือการขาดธรรมชาติที่ดีของสัตแล้ว ออกัสตินยังได้อธิบายต่อไปว่า จักรวาลจำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ดีเพราะจักรวาลถูกสร้างโดยพระเจ้าผู้ทรงความดีสูงสุด และทุกสัตในจักรวาลเป็นความดี แต่จักรวาลมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ขาดคุณลักษณะที่ดี  อย่างไรก็ตาม ออกัสตินมองว่า ด้วยความหลากหลายนั้นเองที่ทำให้จักรวาลสมบูรณ์ หรือกล่าวได้ว่า จักรวาลที่ซับซ้อนหลากหลายถือเป็นความดีอย่างหนึ่งเพราะเป็นการสะท้อนให้เห็นธรรมชาติแห่งความดี ธรรมชาติแห่งอำนาจของพระเจ้า และธรรมชาติแห่งความรักของพระเจ้าอันไม่จำกัด  ดังนั้นการที่พระเจ้าสร้างจักรวาลให้มีความหลากหลายก็เพราะความรักและความดีของพระองค์ กล่าวคือ พระองค์ทรงอนุญาตให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นไป ปรากฏขึ้นในจักรวาล  จักรวาลจึงมีความหลากหลาย  และเพราะความรักอันไม่จำกัดของพระองค์ พระองค์ทรงรักสัตทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นสัตที่สูงค่าหรือเป็นสัตที่ต่ำต้อย  ฉะนั้นแม้แต่ความชั่วร้ายก็ถือได้ว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่ทำให้จักรวาลสมบูรณ์เช่นกัน

สำหรับความชั่วร้ายทางศีลธรรมนั้น ออกัสตินเห็นว่า เมื่อมนุษย์ทำบาป ซึ่งในที่นี้คือการใช้เจตจำนงเสรี (free will) ของมนุษย์ พระเจ้าก็สมควรลงโทษมนุษย์สำหรับบาปที่มนุษย์ได้ก่อไว้  การที่มนุษย์ได้รับความทุกข์ทรมานกับสภาพที่ไม่พึงปรารถนา ไม่ว่าจะเป็นความชั่วร้ายทางธรรมชาติ หรือความชั่วร้ายที่มนุษย์กระทำต่อมนุษย์ด้วยกันเอง หรือความชั่วร้ายทางอภิปรัชญา เช่น ความไม่สมบูรณ์ของมนุษย์ (ความไม่เป็นอมตะของมนุษย์) เป็นการลงโทษจากพระเจ้าที่เป็นไปเพื่อรักษาระเบียบทางศีลธรรมอันดีงามของจักรวาล

จะเห็นได้ว่า สำหรับออกัสตินนั้น ความชั่วร้ายไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างหรือทรงต้องมีส่วนในการรับผิดชอบ แต่ความชั่วร้ายที่เกิดขึ้นเป็นเพราะมนุษย์ใช้เจตจำนงเสรีที่พระเจ้าประทานให้ไปในทางที่ผิด  ด้วยเหตุนี้ ความชั่วร้ายจึงเกิดขึ้นจากน้ำมือมนุษย์  อย่างไรก็ตาม ออกัสตินก็ยอมรับว่าความชั่วร้ายก็มีแง่ดีคือ ความชั่วร้ายทำให้จักรวาลอยู่ในสภาพที่ดีกว่าไม่มีความชั่วร้าย

4.1.2 การแก้ไขปัญหาความชั่วร้ายของไลบ์นิซ
           
ไลบ์นิซ (ค.ศ. 1646 - 1716) ได้รับอิทธิพลการแก้ปัญหาแบบออกัสติน  ไลบ์นิซมองว่า จักรวาลที่พระเจ้าทรงสร้างเป็นจักรวาลที่ดีที่สุดที่เป็นไปได้ (Best Possible World) และความหลากหลายทำให้จักรวาลบริบูรณ์  ไลบ์นิซมีทัศนะว่าธรรมชาติแห่งความดี ธรรมชาติแห่งปัญญา และธรรมชาติแห่งอำนาจ ทำให้พระเจ้าทรงสร้างจักรวาลที่ดีที่สุดขึ้นมาด้วยความดีของพระองค์  ด้วยปัญญาของพระองค์ ทรงเล็งเห็นว่าจักรวาลแบบใดจึงจะเป็นจักรวาลที่ดีที่สุด และด้วยอำนาจแห่งพระองค์ ทรงสามารถสร้างจักรวาลที่ดีที่สุด ถึงแม้ว่าจักรวาลนี้จะมีความชั่วร้ายก็ตาม  ไลบ์นิซมองว่าจักรวาลที่ดีที่สุดไม่ได้เป็นจักรวาลที่ปราศจากความชั่วร้าย ทั้งนี้เพราะความชั่วร้ายนั้นเองที่สามารถนำมาซึ่งความดี

นอกจากนี้ จักรวาลจะบริบูรณ์ได้ จักรวาลจะต้องมีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นความหลากหลายทางด้านปริมาณและชนิดของสัต รวมถึงสัตที่มีความหลากหลายทางคุณค่าอีกด้วย  อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังความหลากหลายที่ทำให้จักรวาลบริบูรณ์ก็คือความเป็นระเบียบ ความกลมกลืนของจักรวาลที่ทำให้จักรวาลเป็นระบบ  จะเห็นได้ว่า ความหลากหลาย ความเป็นระบบระเบียบและความกลมกลืนถือได้ว่าเป็นความดีของจักรวาล และถ้าหากจักรวาลสูญเสียระบบระเบียบความหลากหลายไป ก็เท่ากับว่าจักรวาลสูญเสียความดี  ฉะนั้นการที่พระเจ้าไม่เข้าไปแทรกแซง (ในที่นี้หมายถึงขจัดความชั่วร้าย) ในการดำเนินไปของจักรวาลนั้น เป็นเพราะพระองค์ไม่ต้องการให้ความดีของจักรวาลสูญเสียไปนั่นเอง

สำหรับเรื่องความชั่วร้ายทางศีลธรรมหรือบาปกำเนิดนั้น ไลบ์นิซมองว่า บาปเกิดจากการใช้เจตจำนงเสรีที่ผิดของมนุษย์  ดังนั้นการลงโทษของพระเจ้า (ความทุกข์ที่มนุษย์ได้รับ) จึงเป็นสิ่งที่ยุติธรรม กล่าวคือ พระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์และทรงให้อิสรภาพแก่มนุษย์ มนุษย์สามารถเลือกกระทำการใดๆ ก็ได้  หากมนุษย์เลือกกระทำชั่ว มนุษย์ก็ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตน ดังนั้นบาปที่เกิดขึ้นจึงเป็นเพราะการใช้เสรีภาพที่ผิดของมนุษย์  ไลบ์นิซได้อธิบายว่าการใช้เสรีภาพที่ผิดของมนุษย์ เป็นเพราะความไม่รู้ของมนุษย์ ด้วยเหตุเพราะมนุษย์เป็นสิ่งที่ถูกสร้างทำให้มนุษย์มีลักษณะที่จำกัด  แต่ดังที่ได้อธิบายว่า พระเจ้าได้ทรงสร้างจักรวาลและได้ปล่อยให้จักรวาลดำเนินไปตามธรรมชาติ ฉะนั้นจึงไม่จำเป็นที่พระเจ้าจะต้องรับผิดชอบต่อการทำบาปของมนุษย์  นอกจากนี้ บาปหรือความชั่วร้ายที่เกิดขึ้นก็ถือได้ว่าเป็นองค์ประกอบของความดีของจักรวาล

สำหรับไลบ์นิซ พระเจ้าทรงเป็นสาเหตุของความจริงของสรรพสิ่ง สรรพสิ่งทั้งหลายจึงเป็นสิ่งจริงแท้ที่มีลักษณะเชิงบวก  อย่างไรก็ตาม สิ่งจริงแท้ก็สามารถขาดความสมบูรณ์ หรือเกิดมีความชั่วร้ายได้  ทั้งนี้เนื่องมาจากสาเหตุดังนี้คือ

1. สรรพสิ่งไม่ได้มีลักษณะเชิงบวกเพียงประการเดียวเท่านั้น แต่มีลักษณะเชิงนิเสธด้วย  ลักษณะเชิงนิเสธในที่นี้ก็
             คือ การขาดความสมบูรณ์และมีข้อจำกัดอันเนื่องมาจากสรรพสิ่งเป็นสิ่งถูกสร้าง ฉะนั้นความชั่วร้ายถือเป็นคุณ
             ลักษณะเชิงนิเสธของสรรพสิ่ง และ
          2. เนื่องจากสรรพสิ่งมีลักษณะเชิงนิเสธ ซึ่งก็คือความขาดสมบูรณ์อันเนื่องมาจากสิ่งที่ถูกสร้าง จึงยังให้เกิดความ
             ชั่วร้ายแก่สรรพสิ่งอื่นได้

ถึงแม้ว่าความชั่วร้ายทางอภิปรัชญาจะเป็นพื้นฐานแห่งการก่อเกิดการกระทำที่ชั่วร้าย หรือสิ่งที่ชั่วร้าย แต่ก็ถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของความดีของจักรวาล  ฉะนั้นจึงไม่สามารถกล่าวโทษพระเจ้าได้ว่าทำไมพระเจ้าจึงไม่ทรงขจัดความชั่วร้ายออกไปถ้าหากว่าพระองค์ดำรงอยู่จริง

4.1.3 การแก้ปัญหาแบบไอเรเนียน (The Irenaean Type of Theodicy)
           
แนวคิดแบบไอเรเนียน (ไอเรเนียส ค.ศ. 130-210) มีมาก่อนนักบุญออกัสติน แนวคิดที่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญคือ เรื่องการถูกขับออกจากสวนเอเดนของอดัม  ในขณะที่ออกัสตินมองว่าก่อนการถูกขับออกจากสวนเอเดนของอดัม อดัมอยู่ในสถานะของความยุติธรรมแรกเริ่ม แต่อดัมเลือกที่จะไม่เชื่อฟังพระเจ้า ซึ่งถือเป็นบาปแรกที่ทำให้สัตที่มีความดีสูงสุดเปลี่ยนเป็นความชั่วร้าย  แต่กลุ่มไอเรเนียนมองว่าภาวะของอดัมก่อนการถูกขับออกจากสวนเอเดนเป็นเหมือนเด็กมากกว่าจะเป็นผู้ใหญ่  อดัมได้ถูกสร้างตามพระฉายาของพระเจ้าแต่ไม่ได้มี ความเหมือนอย่างพระเจ้า  การถูกขับออกจากสวนเอเดนของอดัมจึงถูกมองว่าเป็นการชะลอและการลอกเลียนจากความเป็นพระฉายาไปสู่ความเหมือนของผู้สร้าง ฉะนั้นมนุษย์จึงไม่ได้อยู่ในสภาวะของการตกจากสิ่งที่ยิ่งใหญ่ของความยุติธรรมดั้งเดิม

ในช่วงกลางคริศตศตวรรษที่ 19 ถึงกลางคริสตศตวรรษที่ 20 นักเทววิทยาชาวอังกฤษที่มีอิทธิพลมากคือ เฟรดเดอริช ชไลมาเคอร์ (Friedrich Schleiermacher) ได้โต้เถียงเกี่ยวกับเรื่องความชั่วร้ายโดยมองว่า การถูกขับออกจากสวนเอเดนเป็นคุณธรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในการพัฒนาของมนุษย์ในฐานะบุตรของพระเจ้า  ถ้ามนุษย์เข้าสู่ความสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า มนุษย์จะต้องมีประสบการณ์เกี่ยวกับเสรีภาพและอำนาจในการกำหนดตัวเอง (autonomy) ภายใต้ความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระ สัตสามารถเข้าสู่ความสัมพันธ์ของความรักและความไว้วางใจต่อพระเจ้า   วิธีคิดแบบนี้ถูกมองว่าเป็นฐานของการคิดของเทววิทยาสมัยใหม่ นั่นคือ การถูกขับออกจากสวนเอเดนไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์หรือก่อนประวัติศาสตร์ แต่เป็นเรื่องในเชิงรหัสนัย (mystic) กล่าวคือ มนุษย์ไม่เคยดำรงอยู่จริงในภาวะก่อนการการถูกขับออกจากสวนเอเดน แต่เรื่องราวการถูกขับออกจากสวนเอเดนเป็นการวิเคราะห์ภาวะการดำรงอยู่ของมนุษย์ในเงื่อนไขของความห่างเหินจากพระเจ้า แต่ไม่ใช่เรื่องว่าทำไมมนุษย์ต้องเข้ามาอยู่ในเงื่อนไขนี้  จากความรู้ของเราเกี่ยวกับภาวะของมนุษยชาติ เราอาจกล่าวได้ว่า มนุษย์ในฐานะที่มาจากรูปแบบชีวิตที่ต่ำกว่า เป็นการแสดงให้เห็นเพียงเงาและความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับมโนทัศน์เรื่องพระเจ้า

            1) การแก้ไขปัญหาความชั่วร้ายของไอเรเนียส
           
ไอเรเนียสมองว่ามนุษย์ขาดความสมบูรณ์เพราะมนุษย์มีลักษณะเป็นเพียงฉายาของพระเจ้า (The image of God) และมนุษย์มีเจตจำนงเสรีแต่กลับใช้ไปในทางที่ผิด คือ มนุษย์ไม่ได้เลือกที่จะอยู่ข้างพระเจ้า หรือไม่ได้เลือกที่จะมีความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับพระเจ้า บาปจึงเกิดขึ้น

ไอเรเนียสเปรียบมนุษย์เหมือนเด็กที่ขาดวุฒิภาวะที่มักทำอะไรผิดอยู่สมอ  มนุษย์ที่อยู่ในสภาพขาดความสมบูรณ์ก็เหมือนเด็กที่ขาดวุฒิภาวะ ซึ่งทำให้มนุษย์ใช้เสรีภาพไปในทางที่ผิด จึงสามารถกระทำบาปด้วยการไม่เลือกที่จะมีความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับพระเจ้า  อย่างไรก็ตาม ไอเรเนียสมองว่า ในแง่หนึ่งการกระทำผิดบาปของมนุษย์ถือเป็นการเรียนรู้ของมนุษย์อย่างหนึ่ง ในแง่ที่ว่ามนุษย์ได้เรียนรู้จากความผิดบาปและพัฒนาตนเองไปสู่ความเป็นสัตที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งในสภาวะที่สมบูรณ์นี้ มนุษย์จะมีความเหมือนพระเจ้า (The Likeness of God)

จะเห็นได้ว่าหลักการแก้ปัญหาความชั่วร้ายของไอเรเนียสแตกต่างจากออกัสตินในข้อนี้คือ ออกัสตินมองว่า บาปเกิดจากเจตจำนงเสรีของมนุษย์ ดังนั้นการลงโทษของพระเจ้าจึงเป็นสิ่งที่ยุติธรรม โดยที่ในภาวะเริ่มแรกมนุษย์มีชีวิตที่สมบูรณ์ แต่เพราะมนุษย์ไม่เชื่อฟังพระเจ้าโดยใช้เจตจำนงเสรีละเมิดข้อห้ามของพระเจ้า  ดังนั้นมนุษย์จึงถูกพระเจ้าลงโทษโดยให้มนุษย์เผชิญกับความชั่วร้าย ความชั่วร้ายนี้ถือได้ว่าเป็นภาวะที่ตกต่ำของมนุษย์  ความสมบูรณ์จึงเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องแสวงหาในอนาคต

นอกจากนี้ ไอเรเนียสมองว่า จักรวาลที่พระเจ้าสร้างเป็นจักรวาลที่ดีที่สุด การที่จักรวาลที่พระเจ้าสร้างมีทั้งความดีและความชั่วอยู่นั้นเป็นเพราะพระเจ้าต้องการให้มนุษย์มีโอกาสฝึกใช้เสรีภาพไปในทางที่ถูกต้อง โดยที่มนุษย์สามารถเลือกสิ่งที่มีคุณค่าดีหรือไม่ดีได้ด้วยเจตจำนงของเสรีมนุษย์เอง  ด้วยเหตุนี้การมีความชั่วร้ายในจักรวาลที่พระเจ้าทรงสร้างจึงเป็นสิ่งจำเป็นในแง่ที่ทำให้มนุษย์พัฒนาตนเองไปสู่ความสมบูรณ์ได้

2) การแก้ไขปัญหาความชั่วร้ายของจอห์น ฮิค
           
จอห์น ฮิค (Hick ค.ศ. 1922) รับอิทธิพลความคิดมาจากไอเรเนียส โดยมองว่ามนุษย์ขาดความสมบูรณ์แต่มีเจตจำนงเสรี  ฮิคมองว่าองค์ประกอบที่มนุษย์จะทำบาปได้จะต้องมี 3 ประการ คือ  (1) มนุษย์มีชีวิตที่ไม่สมบูรณ์และขาดความสุข เพราะไม่รับรู้พระเจ้าและไม่ได้ใกล้ชิดพระองค์  (2) มนุษย์อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย  และ (3) มนุษย์มีเสรีภาพ  ฉะนั้นการแก้ปัญหาความชั่วร้ายแบบออกัสตินเรื่องเสรีภาพของมนุษย์จึงนำมาซึ่งความขัดแย้ง เพราะฮิคมองว่าความตกต่ำของมนุษย์นั้นไม่ได้เกิดขึ้นมาภายหลัง แต่มนุษย์ถูกสร้างให้อยู่ในสภาพที่ขาดความสมบูรณ์แต่แรก และเสรีภาพมีความสำคัญในแง่ที่ว่าเสรีภาพจะช่วยให้มนุษย์สามารถพัฒนาตนเองไปสู่ความสัมพันธ์ที่ถูกต้องระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า โดยที่มนุษย์จะต้องเลือกที่จะมีความสัมพันธ์อันถูกต้องกับพระเจ้าด้วยตัวเอง ซึ่งถือได้ว่าเป็นความสัมพันธ์ที่แท้จริง

สำหรับฮิค การที่จักรวาลมีสิ่งที่ชั่วร้ายก็เป็นเพราะพระเจ้าต้องการเปิดโอกาสให้มนุษย์ใช้เสรีภาพในการเลือกได้อย่างเต็มที่ การที่จักรวาลมีความหลากหลายจึงเป็นจักรวาลที่ดีที่สุดที่เป็นไปได้ เพราะจักรวาลเป็นเครื่องมือที่จะทำให้มนุษย์สามารถพัฒนาตนเองไปสู่ความสัมพันธ์ที่ถูกต้องระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ด้วยตนเอง

4.2 ทัศนะที่มุ่งปกป้องความดีงามของพระเจ้าโดยอาศัยมโนทัศน์เจตจำนงเสรี
แม็กกี้ (J.L. Mackie) เป็นผู้หนึ่งที่เสนอแนวคิดที่มุ่งปกป้องความดีงามของพระเจ้าโดยอาศัยมโนทัศน์เจตจำนงเสรี  เขาได้เสนอผลงานในปี ค.ศ. 1955 เรื่อง “Evil and Omnipotence” โดยมีประเด็นสำคัญคือ ความชั่วร้ายเป็นผลมาจากเสรีภาพของมนุษย์  แม็กกี้มองว่าถ้าเจตจำนงเป็นอิสระจริง ก็เป็นไปได้ในทางตรรกะว่าทุกคนจะมีเสรีภาพในการเลือกสิ่งที่ดีเสมอ ฉะนั้นจากเหตุผลดังกล่าว แม็กกี้จึงอ้างว่า พระเจ้าจำเป็นต้องเลือกระหว่างโลกแห่งหุ่นยนต์ที่ปราศจากบาป หรือโลกแห่งผู้กระทำที่มีอิสระที่จะทำบาป

นอกจากนี้ยังมีนักปรัชญาสำคัญอีกคนหนึ่งคือ แพลนทิงก้า(Alvin Plantinga) ผู้ได้เสนอทัศนะที่มุ่งปกป้องความดีงามของพระเจ้าโดยอาศัยมโนทัศน์เจตจำนงเสรีว่า การดำรงอยู่ของความชั่วร้ายไม่ขัดแย้งกับการดำรงอยู่ของพระเจ้า เพราะมีความเป็นไปได้บางอย่างที่แม้แต่พระเจ้าก็ไม่สามารถทำให้เป็นจริงได้ ตัวอย่างเช่น พระเจ้าไม่สามารถทำให้ 2 + 2 = 5 ได้ หรือสร้างคนโสดที่แต่งงานแล้วได้

แพลนทิงก้าเสนออีกว่า มีความจริงทางตรรกะของคำอธิบายเรื่องเสรีภาพโดยอาศัยแนวคิดเรื่องเงื่อนไขที่ตรงกันข้ามกับข้อเท็จจริง (Counterfactual of freedom) เกี่ยวกับการเลือกที่เป็นอิสระของมนุษย์ในหลายๆ สถานการณ์ที่เป็นไปได้ในลักษณะที่การเลือกหนึ่งกำหนดทุกสถานการณ์ที่ตามมา

ตัวอย่างสถานการณ์ () คมสันมีอิสระในการยอมรับหรือปฏิเสธคู่แต่งงาน โดยที่อาจเป็นจริงได้ว่า ถ้าคมสันมีอิสระในสถานการณ์ () แล้วเขาจะยอมรับคู่แต่งงาน หรืออาจเป็นไปได้ว่า ถ้าคมสันมีอิสระในสถานการณ์ () แล้วเขาจะปฏิเสธคู่แต่งงาน

จากที่กล่าวมา ถ้าข้อความแรกเป็นจริง (และคมสันยอมรับคู่แต่งงาน) พระเจ้าก็ไม่สามารถทำให้เกิดโลกที่เป็นไปได้ที่คมสันจะปฏิเสธคู่แต่งงาน พระเจ้าทำได้แค่เพียงทำให้เกิดสถานการณ์ () และเฝ้าดูว่า คมสันจะเลือกอย่างมีอิสระอย่างไร

นอกจากนี้แพลนทิงก้ายังได้อธิบายเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของคนที่กระทำบาปอย่างน้อยหนึ่งครั้งไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ใดก็ตาม คนเหล่านั้นจะได้รับความทุกข์ทรมานจากการถูกขับออกจากสวนเอเดน แม้ว่าอาจเป็นได้ว่าคนผู้นั้นอาจเลือกกระทำในสิ่งที่ดีในแต่ละสถานการณ์  อย่างไรก็ตาม เป็นความจริงว่าคนผู้นั้นก็อาจเลือกทำบาปก็ได้ ทั้งนี้อันเนื่องมาจาก คำอธิบายเรื่องเสรีภาพโดยอาศัยแนวคิดเรื่องเงื่อนไขที่ตรงกันข้ามของคนผู้นั้นเอง ซึ่งพระเจ้าไม่สามารถทำให้เกิดโลกที่เป็นไปได้ที่ปราศจากบาป เพราะขึ้นอยู่กับผู้ที่ทำบาปเป็นผู้เลือก ฉะนั้นถึงแม้พระเจ้าจะไม่สามารถสร้างโลกที่ยุติธรรมและปราศจากบาปตามแนวคิดของแม็กกี้โดยที่พระเจ้าเป็นผู้ทรงสรรพฤทธิ์ แต่พระองค์ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงที่มนุษย์มีอิสระในการทำในสิ่งที่ตนเลือก และถ้ามนุษย์จะเลือกในสิ่งที่ไม่ดีและโลกที่เป็นไปได้นั้นก็เป็นสิ่งที่พวกเขาเลือกซึ่งนอกเหนือจากการกำหนดของพระเจ้า ด้วยเหตุนี้ (ผลจากการเลือกที่เป็นอิสระ) ทุกคนย่อมได้รับความทุกข์จาก การถูกขับออกจากสวนเอเดน และอยู่ในโลกที่เป็นจริง (actual world) ไม่ใช่โลกที่เป็นไปได้ และนี่จึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่พระเจ้าทำให้เกิดขึ้นได้ (โดยที่พระเจ้าเคารพการเลือกที่เป็นอิสระของมนุษย์)  ส่วนที่เกี่ยวกับความชั่วร้ายทางธรรมชาติ นักคิดกลุ่มนี้มองว่าเป็นผลมาจากการกระทำบาปของสิ่งที่มองไม่เห็น เช่น ปีศาจ

โดยสรุป แนวทางการแก้ไขปัญหาความชั่วร้ายตามทัศนะที่มุ่งปกป้องความดีงามของ    พระเจ้าโดยอาศัยมโนทัศน์เจตจำนงเสรี เริ่มจากการปฏิเสธการอ้างเหตุผลจากความชั่วร้ายทางศีลธรรม โดยมองว่าเจตจำนงเสรีที่ถูกสร้าง (created free will) เป็นสิ่งที่ดีที่สุดซึ่งมีความสำคัญในฐานะเป็นจุดประสงค์หลักในการทรงสร้างของพระเจ้า และพระเจ้าไม่สามารถเติมเต็มพระประสงค์ของพระองค์กับสิ่งสร้างที่เป็นเสรี (free creature) โดยปราศจากการยอมรับความเป็นไปได้ที่อาจมีการใช้เสรีภาพที่ผิด   ด้วยเหตุนี้จึงเกิดความชั่วร้ายบนโลก  นักคิดในฝ่ายนี้มองว่า ไม่จำเป็นว่า ถ้าพระเจ้าดำรงอยู่ และเป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุด ทรงเป็นสัพพัญญู และมีเมตตาที่บริบูรณ์แล้ว จักรวาลนี้จะไม่ประกอบไปด้วยความชั่วร้ายทางศีลธรรม  นอกจากนี้ นักคิดกลุ่มนี้เห็นว่า ความชั่วร้ายทางศีลธรรมเกิดจากการเลือกอย่างเป็นอิสระของผู้กระทำ โดยอ้างว่าผู้กระทำที่เป็นอิสระเป็นสิ่งที่ดี จักรวาลประกอบไปด้วยผู้กระทำที่เป็นอิสระเป็นจักรวาลที่ดีกว่าจักรวาลที่มีเพียงหุ่นยนต์ (automata) หรือจักรวาลที่มีสัตที่ไร้สติสำนึก (no conscious beings)  ฉะนั้นพระเจ้าผู้เปี่ยมไปด้วยอำนาจ ความดี ปัญญาและความเมตตา จึงสร้างโลกที่มีผู้กระทำที่เป็นเสรี แต่ในการกระทำเช่นนี้อาจเสี่ยงให้เกิดความชั่วร้ายทางศีลธรรมในจักรวาลได้  ในแง่นี้ความชั่วร้ายทางศีลธรรมไม่ได้มาจากพระเจ้า แต่ความชั่วร้ายทางศีลธรรมมาจากผู้กระทำที่เป็นอิสระ  ฉะนั้นพระเจ้าจึงไม่ใช่ผู้กระทำความชั่วร้ายทางศีลธรรม และไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบต่อความชั่วร้ายทางศีลธรรมด้วย

ข้อสรุปนี้ถูกวิจารณ์ว่า แม้ว่าความชั่วร้ายทางศีลธรรมจะมาจากผู้กระทำที่เป็นอิสระอันเป็นหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงของผู้กระทำที่เป็นอิสระ แต่พระเจ้าก็ไม่น่าจะยอมให้เกิดการรับผิดชอบแม้จะเป็นเพียงทางอ้อมแก่ผู้กระทำที่เป็นอิสระ ทั้งนี้เพราะพระเจ้าก็เป็นผู้สร้างผู้กระทำที่เป็นอิสระ พระองค์น่าจะรู้ดีว่าจะเกิดความเสี่ยงขึ้นถ้าพระองค์ปล่อยให้เกิดการกระทำเช่นนี้ขึ้น ดังนั้นอย่างน้อยพระองค์ก็น่าจะตักเตือนการใช้เสรีภาพที่ผิดของผู้กระทำที่เป็นอิสระเหล่านั้น

สิ่งที่นักคิดกลุ่มนี้ทำคือ  ให้เหตุผลอันชอบธรรมต่อการดำรงอยู่ของความชั่วร้ายทางศีลธรรมโดยให้เหตุผลอันชอบธรรมแก่พระเจ้าในการสร้างผู้กระทำที่เป็นอิสระ  นักคิดกลุ่มนี้มองว่า การดำรงอยู่ของความชั่วร้ายทางศีลธรรมเป็นผลจากการดำรงอยู่ของความดีที่ยิ่งใหญ่ (a greater good) ซึ่งก็คือ เจตจำนงเสรี  ถ้าปราศจากเจตจำนงเสรี ก็จะไม่มีความดีเชิงศีลธรรม (moral goodness) จักรวาลที่ปราศจากผู้กระทำที่เป็นอิสระจะทำให้ศีลธรรมไร้ความหมาย หรือกล่าวได้ว่าความดีที่เป็นการดำรงอยู่ของผู้กระทำที่เป็นอิสระมีน้ำหนักที่สำคัญมากกว่าความไม่ดีของการดำรงอยู่ของความชั่วร้ายทางศีลธรรม การที่พระเจ้าได้สร้างผู้กระทำที่เป็นอิสระถือเป็นสิ่งที่ดี แม้ว่าพระองค์จะรู้ว่าผู้กระทำที่เป็นอิสระบางคนอาจกระทำความชั่วร้ายทางศีลธรรม

มัสยา นิรัติศยภูติ  (ผู้เรียบเรียง)


เรียบเรียงจาก


·

Adams, Marilyn McCord. 1998. Evil, problem of. Routledge Encyclopedia of Philosophy. [CD-ROM Version 1.0].

·

Hick, John. 1967. Evil, the problem of. In Donald M. Bochert (ed.). The Encyclopedia of Philosophy. Second Edition. New York: Macmillan, Vol. 1: 471-477.

·

Holt, Tim. The Problem of Evil. [Online]. Available: http://www.philosophyofreligion.info/problemofevil.html (Accessed Date: 23/5/2007)

·

Tooley, Michael. The Problem of Evil. [Online]. Available: http://plato.standford.edu/entries/evil/ (Accessed Date: 25/5/2007)


เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม  

·

Adams, Marilyn McCord & Robert M. Adams. 1991. The Problem of Evil. Oxford University Press. (ข้อถกเถียงเกี่ยวปัญหาความชั่วร้าย)

·

Adams, R. M. 1985. Plantinga on the Problem of Evil. In J. E. Tomberlin and P. van Inwagen (eds.). Profiles: Alvin Plantinga. Dordrecht: Reidel, pp. 225-255. (ข้อเสนอของแพลนทิงก้าต่อปัญหาความชั่วร้าย)

·

Mackie, J. L. 1955. Evil and Omnipotence. Mind 64: 200-212. (ข้อถกเถียงเกี่ยวกับปัญหาความชั่วร้ายกับการดำรงอยู่ของพระเจ้า)

·

Rowe, William L. 2002. God and the Problem of Evil. Blackwell Publishers (ข้อถกเถียงเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของพระเจ้ากับปัญหาความชั่วร้าย)



คำที่เกี่ยวข้อง

การอ้างเหตุผลพิสูจน์การมีอยู่ของพระเจ้า / ศาสนากับญาณวิทยา

God (Arguments for the Existence of) / Religion and Epistemology

 

 

หน้าแรก | เกี่ยวกับเรา | เชื่อมโยง | ติดต่อเรา


 


สารานุกรมปรัชญาออนไลน์ฉบับสังเขป
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สนับสนุนโครงการ